โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Data Center ไทยอาจสะดุด หากรัฐไม่อัปเกรดระบบสายส่ง และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด

The Momentum

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

Data Center หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในโลกยุคดิจิทัล กำลังเป็นที่สนใจของสังคมตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งในเรื่องความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชุมชนรอบข้าง ตลอดจนผลกระทบต่อภาพใหญ่ในเรื่องการจ้างงาน และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของประเทศ

ความเป็นจริงข้อหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมนี้ไม่น้อย จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า ระหว่างปี 2567-2569 มีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแล้วกว่า 42 โครงการ เม็ดเงิน 7.5 แสนล้านบาท รวมปริมาณไฟฟ้า 3,400 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นนักลงทุนภายในประเทศ 15 ราย และนักลงทุนต่างชาติ 27 ราย

โดยพื้นที่เป้าหมายการลงทุน Data Center เกินกว่าครึ่งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แบ่งเป็นระยอง 33% ชลบุรี 32% นอกจากนั้นกระจายตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ สำหรับจัดเก็บข้อมูล เพื่อนำไปใช้งานต่อในระบบดิจิทัลของอุตสาหกรรมต่างๆ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่มีความสำคัญ ไม่แพ้ไฟฟ้าหรือประปา

ในเรื่องนี้เอง อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็ออกมาสนับสนุนการมีอยู่ของอุตสาหกรรมนี้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่ได้หวังให้สังคมมอง Data Center เป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจอันใหม่ของประเทศ เนื่องจาก Data Center เป็นเพียงโรงงานสมัยใหม่ที่ผลิตพลังประมวลผล (Compute) เปรียบเทียบ Data Center เป็นเหมือนธุรกิจโรงไฟฟ้าที่นำเชื้อเพลิง เช่น น้ำมัน ถ่านหิน มาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า

สส.พรรคประชาชนยังระบุด้วยว่า หากประเทศไทยไม่มี Data Center เป็นของตัวเอง ประเทศไทยจำเป็นต้อง ‘ซื้อ’ พลังประมวลผลจากประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ ซึ่งมีต้นทุนที่สูงกว่า เปลืองค่าแบนด์วิดท์ (Bandwidth) ข้อมูลข้ามประเทศ รวมถึงคุณภาพที่อาจไม่ดีเท่าจากค่าความหน่วง (Latency) ที่ช้ากว่า เพราะข้อมูลต้องเดินทางไกล

ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกรุงศรีประเมินว่า เหตุผลที่ไทยดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ได้ เป็นเพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ มีความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่แข็งแกร่ง มีต้นทุนการก่อสร้างและดำเนินการต่ำ รวมไปถึงมีพื้นที่มากกว่าสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลาง Data Center ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะมีแต่ปัจจัยสนับสนุนเพียงอย่างเดียว เพราะหากมองในมุมโครงสร้างพลังงานของไทยในปัจจุบัน ก็ถือว่ายังมีข้อท้าทายไม่น้อย เนื่องจาก Data Center เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพา ‘พลังงานสะอาด’ จากข้อจำกัดของมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป

โดยปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเป็นหลัก (มีสัดส่วนรวมกันถึงร้อยละ 78.75) ขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 20.30 เท่านั้น ทั้งนี้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 (PDP 2026) จะมีการดันสัดส่วนพลังงานสะอาดให้เพิ่มขึ้นสู่กรอบร้อยละ 65 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด รวมถึงเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชน (Direct PPA) เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ Data Center

เชื่อว่าหลายฝ่ายนั้นเห็นตรงกันว่า หากประเทศไทยจะเดินหน้าเป็นศูนย์กลาง Data Center ที่สำคัญในภูมิภาค สิ่งที่จะต้องทำคือ ‘เปลี่ยนผ่านพลังงาน’ ให้เร็วที่สุด เพื่อให้ไทยไม่ตกขบวนของอุตสาหกรรมครั้งนี้ ตลอดจนลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและลดค่าครองชีพของประชาชน ผ่านการลงทุนเปลี่ยนระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) หรือการเร่งปลดล็อกข้อจำกัดเรื่อง Direct PPA ที่เอกชนซื้อขายไฟฟ้าได้เสรีมากขึ้น

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า เหตุใด Smart Grid จึงจำเป็นกับ Data Center นั่นเป็นเพราะ Data Center เป็นโรงงานที่เดินเครื่องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง 7 วัน หากระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าขัดข้อง อาจส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บข้อมูลและประมวลผล ดังนั้น Smart Grid ระบบจ่ายไฟที่มีความมั่นคงจะช่วยให้โรงงานข้อมูลเดินเครื่องได้อย่างมีเสถียรภาพ

ในเรื่องนี้เชื่อว่าหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยิ่งหลังเกิดวิกฤตภูมิภาคตะวันออกกลาง เรื่องนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา วุฒิสภามีมติ ‘เห็นชอบ’ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยแบ่ง 2 แสนล้านบาทเพื่อภารกิจ ‘เปลี่ยนผ่านพลังงาน’

อย่างไรก็ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนี้ถูกสังคมจับตาไม่น้อย เนื่องจากเป็นเม็ดเงินจำนวนมากที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานรับงบประมาณส่งเรื่องขอทำโครงการ จึงถูกจับตาว่าอาจเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่มีเส้นสายทางการเมือง อีกทั้งการใช้เงิน 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานควรมีการประเมินผลที่ชัดเจน เช่น จะช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนได้อย่างไร หรือจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไร

ด้าน JustPow แพลตฟอร์มข้อมูลด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ได้รวบรวมโครงการที่คาดว่ากระทรวงต่างๆ จะยื่นเสนอโครงการเข้ามาเพื่อของบประมาณ โดยแบ่งออกเป็น 5 กระทรวงหลักคือ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการคลัง

โดยคาดว่า กระทรวงคมนาคมจะใช้งบประมาณราว 2.6-2.7 หมื่นล้านบาท เพื่อดำเนินการเปลี่ยนรถสาธารณะให้เป็นรถ EV ขณะที่กระทรวงมหาดไทยจะใช้งบประมาณราว 5 หมื่นล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือน และกระทรวงเกษตรฯ ที่คาดว่าจะใช้งบประมาณสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท เพื่อดำเนินการพัฒนาระบบชลประทานด้วยเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์

ขณะที่กระทรวงพลังงานจะได้รับงบประมาณเช่นเดียวกันสำหรับการเดินหน้าปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็น Smart Grid รองรับพลังงานหมุนเวียน เพียงแต่ไม่ได้ระบุตัวเลขงบประมาณที่ชัดเจนเอาไว้

ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานในมุมมองของภาครัฐ จะให้ความสำคัญกับการ ‘ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป’ และ ‘ยานยนต์ EV’ มากกว่าการสร้างระบบสายส่งอัจฉริยะและระบบจัดเก็บพลังงาน

ในเรื่องนี้ สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) เสนอแนวทางการใช้งบประมาณเงินกู้ 2 แสนล้านเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานในเวทีเสวนา ‘เงินกู้ 2 แสนล้านช่วยเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริงไหม วัดผลอย่างไร?’ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมาไว้ 3 ข้อ ดังนี้

1. รัฐไม่ควรใช้เงินกับโครงการที่จัดหาเงินทุนได้เองตามกรอบงบประมาณปกติ

2. รัฐไม่ควรนำเงินกู้ไปอุดหนุนกลุ่มคนที่มีกำลังจ่าย เช่น การออกเงินดาวน์ติดตั้งโซลาร์เซลล์ 5 หมื่นบาทให้กับผู้ที่มีกำลังซื้อสูง แต่ควรสนับสนุนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ขาดหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุนแทน

3. รัฐควรนำเงินไปใช้ในการลงทุนระบบโครงข่าย Smart Grid และมิเตอร์อัจฉริยะ หรือนำเงินไปเจรจาต่อรองเรื่องค่าความพร้อมจ่ายกับภาคเอกชน

ข้อมูลเพิ่มเติมจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่ชี้ให้เห็นว่า โครงข่ายไฟฟ้าในปัจจุบันของไทยยังไม่พร้อมมากพอต่อการมาของอุตสาหกรรม Data Center โดยเมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 มีโครงการ Data Center ยื่นขอใช้ไฟฟ้ากับ กฟภ. คิดเป็นความต้องการสูงสุดที่ 2.60 หมื่นเมกะวัตต์ ซึ่งตามโครงข่ายไฟฟ้าที่มีอยู่ สามารถจัดหาได้เพียง 4,882.7 เมกะวัตต์ (คิดเป็นร้อยละ 18.7 ของความต้องการทั้งหมด) เนื่องจากติดปัญหาคอขวดของระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มีข้อจำกัด เช่น ระบบสายส่งไฟฟ้าและการขยายการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า

ซึ่งในระยะเร่งด่วน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เร่งเสริมศักยภาพการจ่ายไฟฟ้าในพื้นที่ EEC รวมกว่า 1,150 เมกะวัตต์ให้กับอุตสาหกรรม Data Center ที่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ประกอบด้วย สถานีไฟฟ้าแรงสูงระยอง 2 ขนาด 150 เมกะวัตต์ สถานีไฟฟ้าแรงสูงพานทองและพานทอง 2 สถานีละ 250 เมกะวัตต์ และเพิ่มหม้อแปลงไฟฟ้าที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงปลวกแดง 350 เมกะวัตต์ สถานีไฟฟ้าแรงสูงสัตหีบ 1 และสัตหีบ 2 รวม 150 เมกะวัตต์

ขณะที่ระยะถัดไป หากจะให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมรองรับอุตสาหกรรม Data Center ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานสะอาด 100% ภาครัฐจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการอัปเกรดระบบโครงข่ายไฟฟ้า ตลอดจนระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้ยังเดินเครื่อง และทำไทยให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลของภูมิภาคได้

อ้างอิง:

- https://www.egat.co.th/home/statistics-fuel-usage/

- https://www.egat.co.th/home/statistics-demand-latest/

- https://prachatai.com/journal/2026/09/118594

- https://www.thansettakij.com/economy/energy/667951

- https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2952726

- https://www.krungsri.com/th/research/industry/industry-outlook/services/data-center/io/io-data-center-2025-2027

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...