โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บทเรียนของนักปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ล้มเหลว สู่กระบวนทัศน์ใหม่ “ความยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 17 ส.ค. เวลา 19.26 น. • เผยแพร่ 16 ส.ค. เวลา 20.00 น.

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ได้บรรยาย “บทเรียนของนักปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ล้มเหลว สู่กระบวนทัศน์ใหม่ “ความยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ในหลักสูตร Thailand Rule of Law Leadership Programme : Driving Competitiveness and OECD Readiness (T>Rol) และได้โพสต์ในเฟซบุ๊ก Kittipong Kittayarak

1. นักปฏิรูปที่ล้มเหลวกับคำถามที่อาจผิดตั้งแต่ต้น

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์กล่าวว่า ‘ผมใช้ชีวิตการทำงานส่วนใหญ่อยู่กับกระบวนการยุติธรรม และมีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับความพยายามปฏิรูประบบยุติธรรมไทยมาแทบทุกช่วงของชีวิตการทำงาน’

เคยพยายามแก้ทั้งกฎหมาย โครงสร้างองค์กร และกระบวนการทำงาน ลดการใช้โทษจำคุก ปรับระบบการปฏิบัติต่อผู้เสพยาเสพติด พัฒนาระบบคุมประพฤติและการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด ช่วยเหลือผู้เสียหาย ส่งเสริมการไกล่เกลี่ย เพิ่มบทบาทของชุมชน ตลอดจนสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ

‘แต่เมื่อถอยออกมามองระบบยุติธรรมไทยในวันนี้ กลับไม่แน่ใจว่าจะเรียกสิ่งที่ทำมาทั้งหมดว่า “ความสำเร็จ” ได้เพียงใด จึงประเมินตนเองอยู่เสมอว่า หากวัดจากสภาพของระบบยุติธรรมโดยรวม ผมเป็นนักปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ล้มเหลว’

ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ทำมาตลอดไม่มีความหมาย หลายเรื่องเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ องค์ความรู้จำนวนมากถูกสร้างขึ้น และคนรุ่นต่อมาก็นำไปพัฒนาต่อ แต่หากมองผลลัพธ์ของระบบทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา ในหลายมิติเราไม่ได้เดินหน้าไปไกลเท่าที่ควร และบางเรื่องอาจดูเหมือนถอยหลังเสียด้วยซ้ำ

‘ผมจึงมักถามตัวเองว่า…ปัญหาอยู่ที่เราทุ่มเทปฏิรูปไม่มากพอ หรืออยู่ที่เรากำลังปฏิรูปโดยเริ่มจากคำถามที่ยังไม่ตรงกับปัญหาที่แท้จริง ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังศึกษาและปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานของ OECD ผมจึงให้ความสนใจกับแนวคิด People-Centred Justice – ความยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มากเป็นพิเศษ’

‘ในความเป็นจริง หลายองค์ประกอบของแนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย ตลอดเวลาที่ทำงานด้านนี้ ผมเองก็พยายามผลักดันให้ระบบยุติธรรมขยับออกจากการพึ่งกระบวนการทางอาญาและการลงโทษเป็นคำตอบหลัก ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้น การสร้างเครือข่ายยุติธรรมชุมชน การใช้มาตรการเบี่ยงเบนและทางเลือกแทนกระบวนการยุติธรรมเมื่อไม่จำเป็น กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ การแก้ไขฟื้นฟู และการคืนคนสู่สังคม’

ความพยายามเหล่านี้มีจุดร่วม คือการนำความยุติธรรมเข้าไปใกล้ชีวิตของประชาชนมากขึ้น ลดการใช้กลไกทางกฎหมายที่เป็นทางการเกินความจำเป็น และมองความยุติธรรมให้กว้างกว่าการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการและลงโทษ

สิ่งที่ People-Centred Justice เพิ่มเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ คือการนำเรื่องที่เราเคยพัฒนาแยกส่วนกัน — ตั้งแต่การป้องกัน การช่วยเหลือตั้งแต่ต้น การระงับข้อพิพาท การคุ้มครองสิทธิ การเยียวยา การฟื้นฟู การคืนคนสู่สังคม การเชื่อมโยงบริการ ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์ — มาวางไว้ในภาพเดียว แล้วตั้งคำถามร่วมกันว่า

ระบบความยุติธรรมทั้งหมดสามารถตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการด้านความยุติธรรมของประชาชนได้ดีเพียงใด

‘ผมจึงไม่ได้มอง People-Centred Justice เป็นคำตอบสำเร็จรูปจากต่างประเทศ และไม่ได้คิดว่าเราต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ หากเห็นว่าเป็นทั้งความต่อเนื่องของสิ่งที่พยายามทำมาในอดีต และในเวลาเดียวกันก็เป็นการยกระดับจากการปฏิรูป “มาตรการหรือหน่วยงานเป็นเรื่อง ๆ” ไปสู่การมอง ระบบความยุติธรรมทั้งระบบจากมุมของประชาชน’

2. สองโจทย์ที่ต้องเดินไปด้วยกัน: ระบบที่น่าเชื่อถือกับระบบที่ตอบโจทย์ประชาชน

เมื่อพูดถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เรามักเริ่มจากปัญหาที่คุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม การขาดความโปร่งใสและกลไกตรวจสอบ การใช้ดุลพินิจอย่างไม่เป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เสมอภาค หรือการละเมิดสิทธิของประชาชน

ปัญหาเหล่านี้ยังคงเป็นหัวใจของการปฏิรูป เพราะระบบยุติธรรมที่ประชาชนเชื่อถือได้ต้องมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง ซื่อตรง ตรวจสอบได้ เคารพสิทธิ และไม่ถูกบิดเบือนด้วยอำนาจ

ในบริบทของประเทศไทย ปัญหานี้ไม่อาจแยกจากธรรมาภิบาลและ integrity ของระบบรัฐโดยรวมได้ หากการเมืองยังมุ่งแข่งขันเพื่อครอบครองและใช้อำนาจมากกว่าการสร้างความเข้มแข็งของสถาบัน หรือกลไกทางกฎหมายถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางอำนาจ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมย่อมไม่ใช่เพียงเรื่องการแก้กฎหมายหรือปรับกระบวนงาน

นี่คือโจทย์ของ Rule of Law และ Integrity of Justice ซึ่งเรายังต้องปฏิรูปกันต่อไป OECD เองก็วาง People-Centred Justice ไว้บนฐานของความเป็นธรรม ความเป็นอิสระ ความซื่อตรง ความโปร่งใส และความรับผิดรับชอบของสถาบันยุติธรรมอย่างชัดเจน[1][2]

แต่ People-Centred Justice ชวนให้เราตั้ง อีกคำถามหนึ่ง เพิ่มขึ้นมา

สมมติว่าเรามีระบบที่เป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ เคารพสิทธิ และใช้กฎหมายกับทุกคนอย่างเสมอภาคแล้ว

ระบบนั้นสามารถมองเห็น ป้องกัน และแก้ปัญหาความยุติธรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของประชาชนได้ดีเพียงใด

สองคำถามนี้เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่คำถามเดียวกัน

คำถามแรกถามว่า ระบบใช้อำนาจอย่างถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่

คำถามที่สองถามว่า ระบบที่ถูกต้องและเป็นธรรมนั้น สามารถตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการด้านความยุติธรรมของประชาชนได้จริงหรือไม่

People-Centred Justice จึงไม่ได้มาแทนที่กรอบการปฏิรูปเดิม แต่ขยายโจทย์ของการปฏิรูปให้กว้างขึ้น — จากการสร้างระบบที่ใช้อำนาจอย่างถูกต้องและเป็นธรรม ไปสู่การสร้างระบบความยุติธรรมที่สามารถทำงานเพื่อประชาชนได้จริง

3. มีหลายประตู แต่ยังไม่เป็นเส้นทางเดียวกัน

คงไม่ถูกต้องหากกล่าวว่าระบบยุติธรรมไทยรอให้ปัญหากลายเป็น “คดี” แล้วจึงเริ่มทำงาน

ประเทศไทยมีกลไกรับเรื่องร้องเรียน การให้คำปรึกษา การช่วยเหลือทางกฎหมาย การไกล่เกลี่ย ยุติธรรมชุมชน กองทุนยุติธรรม รวมถึงช่องทางเฉพาะเรื่องอีกจำนวนมาก หลายเรื่องเป็นพัฒนาการสำคัญและเป็นสิ่งที่ผมเองเคยมีส่วนสนับสนุนมาโดยตลอด

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าเรา “ไม่มีประตู” ให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือ เราอาจมีประตูมากเสียด้วยซ้ำ คำถามคือ เมื่อประชาชนเดินเข้าประตูหนึ่งแล้ว เขาสามารถเดินต่อไปจนปัญหาได้รับการแก้ไขจริงหรือไม่

เรื่องหนึ่งอาจถูกส่งจากศูนย์รับเรื่องไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจ หน่วยงานแรกอาจถือว่าตนดำเนินการเรียบร้อยแล้วเมื่อส่งเรื่องต่อ แต่สำหรับประชาชน การส่งเรื่องไม่ได้หมายความว่าปัญหาได้รับการแก้ นี่คือความแตกต่างระหว่าง การรับเรื่อง กับ การรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหา

โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการมี access points แต่คือการสร้าง justice pathways — เส้นทางความยุติธรรมที่เชื่อมบริการทั้งในและนอกกระบวนการยุติธรรม โดยเริ่มจากความต้องการของประชาชนมากกว่าเขตอำนาจขององค์กร[1][3]

เราอาจมีหลายประตู แต่ยังต้องทำให้ประตูเหล่านั้น เชื่อมถึงกัน

4. จากการรอรับปัญหา สู่การมองเห็นปัญหาก่อนลุกลาม

แม้จะมีช่องทางรับเรื่องที่ดีเพียงใด เราก็ยังต้องรอให้ประชาชนรู้ว่าตนมีปัญหา รู้ว่าควรไปที่ไหน และตัดสินใจเข้ามาขอความช่วยเหลือ

แต่ปัญหาความยุติธรรมจำนวนมากเริ่มขึ้นก่อนหน้านั้นนานแล้วเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียนอาจยังไม่มี “คดี” หรือ “เรื่องร้องเรียน” แต่ความเสียหายกำลังเกิดขึ้น

ความรุนแรงในครอบครัวอาจมีสัญญาณสะสมมานานก่อนที่จะมีใครแจ้งตำรวจ

ปัญหาหนี้อาจเริ่มจากเรื่องเล็กก่อนลุกลามไปสู่ปัญหาทรัพย์สิน สุขภาพ หรือครอบครัว

ผู้พ้นโทษอาจผ่านขั้นตอนตามกฎหมายครบถ้วนแล้ว แต่หากไม่มีงาน ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีระบบสนับสนุน หรือปัจจัยเสี่ยงเดิมไม่ได้รับการจัดการ ปัญหาก็อาจกลับมาอีกครั้ง

เมื่อปัญหาพัฒนาไปจนกลายเป็นคดี ระบบยุติธรรมจึงมักได้เห็นเพียง “ปลายทาง” ของเรื่องที่ก่อตัวมาก่อนแล้ว

People-Centred Justice จึงทำให้ความหมายของ Access to Justice กว้างกว่าการเข้าถึงศาลหรือการร้องเรียน OECD รวมถึงความสามารถของประชาชน ธุรกิจ และชุมชนในการ ป้องกันความขัดแย้ง และได้รับการตอบสนองต่อ legal and justice needs อย่างมีประสิทธิผล เป็นธรรม และทันเวลา[1]

คำถามจึงไม่ใช่เพียง

“เมื่อประชาชนมาหาเรา เราจะช่วยเขาอย่างไร”

แต่ต้องถามว่า

“เราจะมองเห็นปัญหาได้อย่างไรก่อนที่มันจะรุนแรง และใครควรเข้าไปช่วยตั้งแต่ตรงนั้น”

เมื่อมองเช่นนี้ โรงเรียน ครอบครัว ชุมชน ระบบสาธารณสุข หน่วยงานด้านสังคม ภาคธุรกิจ และองค์กรท้องถิ่น ก็ล้วนมีส่วนอยู่ใน “ระบบความยุติธรรม” ในความหมายที่กว้างขึ้น

5. จากเขตอำนาจของหน่วยงาน สู่ Justice Needs ของคน

ระบบราชการจำเป็นต้องแบ่งปัญหาตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ — คดีอาญา คดีแพ่ง ปัญหาแรงงาน ครอบครัว เด็ก หนี้ หรือเรื่องร้องเรียน ต่างมีหน่วยงานรับผิดชอบของตน

การแบ่งเช่นนี้จำเป็นต่อการทำงาน แต่ชีวิตของคนไม่ได้แบ่งตามกระทรวงหรือกรม

ปัญหาหนี้ของคนหนึ่งอาจเชื่อมกับการตกงาน สุขภาพ ครอบครัว และที่อยู่อาศัย ก่อนพัฒนาไปสู่ข้อพิพาทหรือความรุนแรง

ปัญหาของเด็กคนหนึ่งอาจเชื่อมกันระหว่างการถูกกลั่นแกล้ง ครอบครัว สุขภาพจิต การเรียน และพฤติกรรมในเวลาต่อมา

แต่เมื่อปัญหาเดินเข้าสู่ระบบ แต่ละหน่วยงานย่อมเห็นเฉพาะส่วนที่อยู่ในอำนาจของตน

นี่เป็นความย้อนแย้งของระบบสมัยใหม่

เรามีความเชี่ยวชาญมากขึ้น แต่บางครั้งกลับมองเห็นมนุษย์ทั้งคนน้อยลง

People-Centred Justice จึงเสนอให้เปลี่ยนจุดตั้งต้นจาก

“เรื่องนี้อยู่ในอำนาจของใคร”

เป็น

“คนคนนี้กำลังเผชิญปัญหาอะไร และต้องการอะไรเพื่อให้ปัญหานั้นได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม”

แล้วจึงค่อยถามว่าใครบ้างต้องเข้ามาร่วมกันทำงาน

ไม่ได้หมายความว่าเขตอำนาจขององค์กรไม่มีความสำคัญ แต่หมายความว่า เขตอำนาจของรัฐต้องไม่กลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องเป็นผู้เชื่อมต่อด้วยตัวเอง

6. จากการทำหน้าที่ครบ สู่ผลลัพธ์ที่เกิดกับประชาชน

ระบบราชการและระบบยุติธรรมสร้างความรับผิดชอบไว้ตามหน้าที่ขององค์กร ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ คุมประพฤติ หรือหน่วยงานด้านสังคมต่างทำหน้าที่ของตน และทุกฝ่ายอาจทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

แต่ยังมีคำถามที่ไม่มีองค์กรใดตอบได้เพียงลำพังว่า

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาของประชาชนได้รับการแก้ไขหรือยัง

ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาหรือไม่ ความขัดแย้งยุติลงจริงหรือไม่ เด็กกลับไปเรียนและใช้ชีวิตได้หรือไม่ ผู้พ้นโทษกลับคืนสู่สังคมโดยไม่กระทำผิดซ้ำหรือไม่ ผู้ประกอบการแก้ข้อพิพาทได้โดยไม่สูญเสียกิจการหรือไม่ และชุมชนปลอดภัยขึ้นหรือไม่

นี่คือการเปลี่ยนจาก institutional outputs ไปสู่ justice outcomes

ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องสนใจจำนวนคดี ระยะเวลา จำนวนผู้รับบริการ หรือ productivity ขององค์กร แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นผลงานระหว่างทาง

ผลลัพธ์สุดท้ายต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประชาชน

OECD ได้เสนอกรอบการวัดผลของ People-Centred Justice Systems เพื่อเชื่อม government policy, justice services และ justice outcomes เข้าด้วยกัน และตั้งข้อสังเกตว่าระบบยุติธรรมจำนวนมากอยู่ในภาวะ “data-rich but information-poor” — มีข้อมูลจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถสะท้อนความต้องการและประสบการณ์ของประชาชนได้ดีพอ[4]

นี่เป็นโจทย์สำคัญสำหรับประเทศไทย

เราอาจมีข้อมูลมากพอที่จะบอกว่า แต่ละหน่วยงานทำอะไรไปแล้วบ้าง

แต่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะตอบว่า

สิ่งที่ระบบทั้งหมดทำลงไปนั้น ทำให้ปัญหาความยุติธรรมของประชาชนดีขึ้นจริงเพียงใด

7. People-Centred Justice คือ System Reform ไม่ใช่เพียง Service Reform

People-Centred Justice ไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกของประชาชนอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายสำคัญกว่าผู้ต้องหา หรือเสียงส่วนใหญ่สำคัญกว่าสิทธิของคนส่วนน้อย

ผู้เสียหายต้องได้รับการคุ้มครองและเยียวยา ผู้ต้องหาและจำเลยต้องได้รับ due process เด็กและผู้เปราะบางต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม ผู้กระทำผิดต้องมีโอกาสแก้ไขฟื้นฟู และสังคมต้องได้รับความปลอดภัย

People-Centred Justice จึงไม่ใช่การเลือกฝ่าย แต่คือการมองเห็น มนุษย์ทุกคนที่อยู่ในระบบ

และไม่ได้หมายถึงเพียงการทำศูนย์บริการให้สะดวกขึ้น ใช้ application หรือ AI หรือทำ one-stop service ให้ประชาชนเดินเรื่องง่ายขึ้น

การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงลึกกว่านั้น คือการ เปลี่ยนจุดตั้งต้นจากองค์กรมาเป็นคน ขยายขอบเขตจากการรอรับปัญหาไปสู่การป้องกันและติดตามผล และเปลี่ยนความหมายของความสำเร็จจากงานที่องค์กรทำเสร็จไปสู่ผลลัพธ์ที่เกิดกับประชาชน

นี่จึงไม่ใช่เพียง service reform แต่เป็น system reform

8. OECD: กระจกสำหรับกลับมามองระบบของเราเอง

OECD ได้พัฒนาแนวคิด People-Centred Justice อย่างต่อเนื่อง จาก Framework and Good Practice Principles ในปี 2021 สู่ Recommendation on Access to Justice and People-Centred Justice Systems ในปี 2023 และ Toolkit ในปี 2025 กรอบเหล่านี้ช่วยเชื่อมเรื่องที่เราเคยมองแยกจากกัน ทั้ง prevention, access, justice needs, service delivery, co-ordination, data, empowerment และ outcomes ให้มาอยู่ในภาพเดียวกัน[1][3]

ประเทศไทยเองกำลังอยู่ในกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD และได้ยื่น Initial Memorandum เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2025 ซึ่งนำไปสู่ขั้นตอน technical review ของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยกับมาตรฐานของ OECD[5]

แต่หากเรามองกระบวนการ accession เพียงว่า

“OECD ต้องการให้ประเทศไทยทำอะไร”

‘ผมคิดว่าเราจะพลาดประโยชน์ที่สำคัญที่สุด คำถามที่มีคุณค่ากว่าคือ สิ่งที่ OECD กำลังชวนให้เรามอง ช่วยให้เราเห็นปัญหาของตัวเราเองชัดขึ้นหรือไม่’

ประเทศไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เรามีประสบการณ์การปฏิรูป มีสถาบัน มีนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงาน และนวัตกรรมที่สำคัญอยู่จำนวนมาก

โจทย์จึงไม่ใช่การสร้างทุกอย่างขึ้นใหม่ แต่คือการนำสิ่งที่มีอยู่มาจัดวางและเชื่อมโยงเสียใหม่ให้เป็นระบบความยุติธรรมที่เริ่มจากประชาชน

9. บทเรียนของนักปฏิรูปที่ล้มเหลว

‘เมื่อมองย้อนกลับไป ผมไม่คิดว่าความพยายามปฏิรูปที่ผ่านมาเป็นความสูญเปล่า แต่ผมก็ไม่ต้องการปลอบใจตัวเองว่า การมีกฎหมายที่ดีขึ้น มีโครงการใหม่ ๆ หรือมีหน่วยงานที่ทำงานดีขึ้นบางแห่ง หมายความว่าเราประสบความสำเร็จในการปฏิรูประบบยุติธรรมแล้ว บทเรียนสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของผมคือ การทำให้แต่ละส่วนของระบบดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าระบบโดยรวมจะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ และเมื่อมองลึกลงไป ปัญหาอาจไม่ได้อยู่เพียงที่เราปรับแต่ละส่วนได้ดีไม่พอ แต่อยู่ที่ จุดตั้งต้นของการปฏิรูป ด้วย’

ที่ผ่านมา เรามักเริ่มจากหน่วยงานและกระบวนการที่มีอยู่ แล้วถามว่าจะทำให้ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ คุมประพฤติ หรือกลไกต่าง ๆ ทำงานดีขึ้นและเชื่อมโยงกันมากขึ้นได้อย่างไร

คำถามเหล่านี้ยังจำเป็น

แต่ People-Centred Justice ชวนให้เราถอยออกมาอีกขั้นหนึ่ง และเริ่มจากคำถามที่ต่างออกไปว่า

“เราจะทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นในชีวิตของประชาชนได้อย่างไร”

เมื่อเริ่มจากคำถามนี้ ขอบเขตของการปฏิรูปก็เปลี่ยนไป

เราไม่ได้มองเฉพาะ “กระบวนการยุติธรรม” ในความหมายของหน่วยงานและขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ต้องมอง “ระบบความยุติธรรม” ที่กว้างกว่านั้น — ตั้งแต่การป้องกันและมองเห็นปัญหาตั้งแต่ต้น การเชื่อมความช่วยเหลือ การระงับข้อพิพาท การคุ้มครองและเยียวยา การแก้ไขฟื้นฟู ไปจนถึงการติดตามว่าท้ายที่สุดแล้วปัญหาความยุติธรรมของประชาชนได้รับการแก้ไขจริงหรือไม่

‘บางทีนี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดสำหรับผมจากความพยายามปฏิรูปที่ผ่านมา เราอาจพยายามปฏิรูป “กระบวนการยุติธรรม” มามาก แต่ยังไม่ได้ปฏิรูป “ระบบความยุติธรรม” จากมุมของประชาชนอย่างแท้จริง’

การปฏิรูปในระยะต่อไปจึงต้องเดินสองเรื่องไปพร้อมกัน

ด้านหนึ่ง คือ Rule of Law และ Integrity เพื่อให้ระบบใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และตรวจสอบได้

อีกด้านหนึ่ง คือ People-Centred Justice เพื่อให้ระบบสามารถมองเห็น เชื่อมโยง และแก้ปัญหาความยุติธรรมจากชีวิตจริงของประชาชน

สองเรื่องนี้ทดแทนกันไม่ได้ หากจะสรุป People-Centred Justice ให้เหลือเพียงสามความคิด อาจสรุปว่า

ประการแรก มองเห็นปัญหาให้เร็วกว่าที่มันจะกลายเป็นวิกฤติ

ประการที่สอง เชื่อมความช่วยเหลือให้ไกลกว่าขอบเขตของแต่ละหน่วยงาน

ประการที่สาม วัดความสำเร็จจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับประชาชน มากกว่าสิ่งที่ระบบดำเนินการเสร็จ

‘เมื่อกลับมาที่คำถามซึ่งอยู่กับผมมาตลอดชีวิตการทำงานว่า เหตุใดเราปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมกันมามาก แต่ความยุติธรรมยังไปไม่ถึงประชาชนอย่างที่ควร คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ตรงนี้ เราอาจไม่เพียงต้องทำให้ “กระบวนการยุติธรรม” ดีขึ้น แต่ต้องสร้าง “ระบบความยุติธรรม” ที่มี integrity และเริ่มต้นจากประชาชน เพื่อให้ในที่สุด

“ความยุติธรรม” ทำงานเพื่อประชาชนได้จริง

อ้างอิง

[1] OECD, Recommendation of the Council on Access to Justice and People-Centred Justice Systems, OECD/LEGAL/0498, adopted 12 July 2023. OECD ให้นิยาม Access to Justice ครอบคลุมความสามารถของประชาชน ธุรกิจ และชุมชนในการป้องกันความขัดแย้ง และได้รับการตอบสนองต่อความต้องการด้านกฎหมายและความยุติธรรมอย่างมีประสิทธิผล เป็นธรรม เท่าเทียม และทันเวลา รวมทั้งใช้แนวคิด justice pathways เพื่อมองเส้นทางการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลไกก่อนเข้าสู่กระบวนการทางการ กลไกในกระบวนการ และบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยให้ความสำคัญกับความต้องการของประชาชน การประสานงาน และความเชื่อมโยงของบริการ

[2] OECD, Recommendation of the Council on Public Integrity, OECD/LEGAL/0435, adopted 26 January 2017. OECD มอง public integrity กว้างกว่าการต่อต้านการทุจริต โดยหมายถึงการยึดมั่นในคุณค่า หลักการ และบรรทัดฐานที่ให้ประโยชน์สาธารณะอยู่เหนือประโยชน์ส่วนตน และเสนอให้สร้างระบบ integrity ที่ครอบคลุมทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร หน่วยงานทางปกครอง และตุลาการ

[3] OECD, OECD Framework and Good Practice Principles for People-Centred Justice (2021) และ Toolkit for Access to Justice and People-Centred Justice Systems (2025). เอกสารทั้งสองพัฒนากรอบ People-Centred Justice ตั้งแต่การทำความเข้าใจ legal and justice needs การออกแบบบริการและ justice pathways การป้องกันปัญหา การเสริมพลังประชาชน การประสานงานระหว่างหน่วยงานและภาคส่วน ตลอดจนการใช้ข้อมูล การประเมินผล และการวางระบบ governance เพื่อให้บริการด้านความยุติธรรมตอบสนองต่อชีวิตจริงของประชาชน

[4] Maaike de Langen, Tatyana Teplova and Geoff Mulherin, Towards a Measurement Framework for People-Centred Justice Systems, OECD Working Papers on Public Governance, No. 92 (2026). กรอบดังกล่าวเสนอให้เชื่อมโยง government policy, justice services และ justice outcomes โดยให้ความต้องการและประสบการณ์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง และชี้ให้เห็นว่าระบบยุติธรรมจำนวนมากอยู่ในภาวะ “data-rich but information-poor” กล่าวคือมีข้อมูลจำนวนมากแต่ข้อมูลกระจัดกระจายตามหน่วยงานและยังไม่เพียงพอที่จะตอบว่าระบบสร้างผลลัพธ์ด้านความยุติธรรมให้ประชาชนได้จริงเพียงใด

[5] OECD, “Thailand reaches key milestones in OECD accession process,” 8 December 2025. ประเทศไทยยื่น Initial Memorandum ซึ่งเป็นการประเมินเบื้องต้นของไทยเกี่ยวกับความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติกับมาตรฐาน OECD และเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเข้าสู่กระบวนการ technical review โดยคณะกรรมการของ OECD ในสาขาต่าง ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...