ประจวบฯ วิกฤต! อ่างบ้านช้างแรกน้ำจ่อศูนย์ พบปลาตายเกลื่อน หวั่นระบบนิเวศเสียหาย
อ่างเก็บน้ำบ้านช้างแรก บางสะพานน้อย น้ำลดฮวบจนใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์ ขณะยังพบการสูบน้ำต่อเนื่อง ปลาตายส่งกลิ่นเหม็น ชาวบ้านหวั่นซ้ำรอยปี 2566
สถานการณ์น้ำใน อ่างเก็บน้ำบ้านช้างแรก อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าสู่ภาวะน่าเป็นห่วงอย่างหนัก หลังปริมาณน้ำลดลงจนแทบเหลือศูนย์ ขณะที่ยังพบการสูบน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลของท้องถิ่นและกลุ่มผู้ใช้น้ำว่า หากยังปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปในรูปแบบเดิม อาจทำให้น้ำที่เหลืออยู่หมดลงอย่างรวดเร็ว และสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศภายในอ่างอย่างรุนแรง
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 15.30 น. ณ องค์การบริหารส่วนตำบลช้างแรก นายจีระวุฒิ ปฏิสัมภิทาวุฒิ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลช้างแรก พร้อมด้วย นายนันทปรีชา คำทอง รองประธานสถาบันเครือข่ายวิถีไทย ร่วมสะท้อนสถานการณ์วิกฤตน้ำ พร้อมเสนอแนวทางเร่งด่วนเพื่อป้องกันไม่ให้อ่างเก็บน้ำบ้านช้างแรกเข้าสู่ภาวะเสื่อมสภาพจนยากต่อการฟื้นฟู
น้ำแทบเป็นศูนย์ แต่เสียงเครื่องสูบยังเดินต่อ อ่างเก็บน้ำบ้านช้างแรกถือเป็นแหล่งน้ำสำคัญของประชาชนในตำบลช้างแรกและพื้นที่อำเภอบางสะพานน้อย รวมถึงมีการผันน้ำไปสนับสนุนพื้นที่อำเภอบางสะพาน เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคและรองรับการดำรงชีวิตของประชาชนในหลายชุมชน
แต่สถานการณ์ล่าสุดกำลังกลายเป็นวิกฤต เมื่อปริมาณน้ำในอ่างลดลงจนเหลือเพียงเล็กน้อย จนฝ่ายท้องถิ่นและกลุ่มผู้ใช้น้ำประเมินว่าอยู่ในระดับ “ใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์”
ที่น่ากังวลคือ ระหว่างการลงพื้นที่ยังพบเสียงเครื่องสูบน้ำของการประปาส่วนภูมิภาคเดินเครื่องสูบน้ำออกจากพื้นที่ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า เมื่อปริมาณน้ำเหลือเพียงน้อยนิด เหตุใดจึงยังต้องสูบน้ำต่อ และจะเหลือน้ำเพียงพอสำหรับประชาชนอีกนานแค่ไหน
ฝ่ายท้องถิ่นและกลุ่มผู้ใช้น้ำจึงเสนอให้พิจารณา หยุดหรือชะลอการสูบน้ำเป็นการชั่วคราว พร้อมจัดหาแหล่งน้ำสำรอง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำก้อนสุดท้ายถูกใช้จนหมด และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่
ปลาที่เคยปล่อยตายเกลื่อน หวั่นกระทบระบบนิเวศ วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระทบเพียงปริมาณน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค แต่ยังเริ่มส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมภายในอ่างเก็บน้ำ โดยพบปลาที่กรมประมงเคยนำมาปล่อย รวมถึงปลาที่ชุมชนร่วมกันดูแล ทยอยตาย ก่อนเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็นในบริเวณอ่าง
ขณะเดียวกัน พืชพันธุ์และสิ่งมีชีวิตบริเวณพื้นที่ก้นอ่างได้รับผลกระทบจากภาวะขาดน้ำอย่างหนัก ฝ่ายท้องถิ่นและกลุ่มผู้ใช้น้ำจึงกังวลว่า หากไม่มีมาตรการควบคุมอย่างเร่งด่วน ระบบนิเวศอาจเสียสมดุลมากขึ้น และอาจต้องใช้งบประมาณและเวลาในการฟื้นฟูเป็นจำนวนมาก
สถานการณ์ดังกล่าวจึงถูกมองเป็นสัญญาณเตือนว่า ปัญหาน้ำในอ่างบ้านช้างแรกอาจกำลังขยายจากวิกฤตภัยแล้งไปสู่ปัญหาด้านระบบนิเวศ
ผู้เกี่ยวข้องเปิดเผยว่า อ่างเก็บน้ำบ้านช้างแรกเคยประสบปัญหาน้ำแห้งขอดมาแล้วในปี 2566 ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ ต่อมาในปี 2567 กลุ่มผู้ใช้น้ำตำบลช้างแรกได้จัดทำและยื่นแผนบริหารจัดการน้ำสำหรับปี 2567–2568
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาดังกล่าวสถานการณ์ฝนแล้งยังไม่รุนแรงมากนัก ทำให้แผนบริหารจัดการน้ำไม่ได้ถูกนำไปดำเนินการอย่างจริงจังเท่าที่ควร กระทั่งปี 2569 ปัญหาเดิมกลับมาอีกครั้งและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น กลุ่มผู้ใช้น้ำจึงกลับมาหารือเพื่อวางแนวทางรับมือ โดยมีจุดยืนว่าไม่ต้องการให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำเป็นครั้งที่สามโดยไม่มีมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
ฝ่ายท้องถิ่นเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลุ่มผู้ใช้น้ำ และชุมชน เร่งเปิดโต๊ะหารือเพื่อทบทวนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่เหลืออยู่จริง พร้อมกำหนดมาตรการควบคุมการสูบน้ำอย่างชัดเจน ข้อเสนอเร่งด่วน ได้แก่ ชะลอหรือยุติการสูบน้ำจากอ่างเป็นการชั่วคราว จัดหาแหล่งน้ำสำรองเพื่อรองรับประชาชน ประเมินปริมาณน้ำคงเหลืออย่างเป็นระบบและโปร่งใส จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว เร่งฟื้นฟูระบบนิเวศหลังสถานการณ์น้ำคลี่คลาย เปิดโอกาสให้ชุมชนและกลุ่มผู้ใช้น้ำมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางบริหารจัดการน้ำ
โจทย์สำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “น้ำจะพอใช้หรือไม่” แต่รวมถึงการรักษาปริมาณน้ำที่เหลืออยู่และป้องกันไม่ให้อ่างเก็บน้ำทั้งระบบได้รับความเสียหาย หากยังดำเนินการในรูปแบบเดิม น้ำที่เหลืออยู่อาจลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ระบบนิเวศซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากการขาดน้ำอาจฟื้นฟูได้ยากขึ้น
ขณะนี้ทุกฝ่ายจึงจับตาการตัดสินใจของหน่วยงานที่รับผิดชอบว่าจะเร่งปรับแผนบริหารจัดการน้ำและเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ได้ทันเวลาหรือไม่ เพราะหากอ่างเก็บน้ำบ้านช้างแรกแห้งขอดจนเกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง ปัญหาอาจไม่ได้จบเพียงการขาดแคลนน้ำ แต่ยังอาจกลายเป็นภาระในการฟื้นฟูพื้นที่ในระยะยาว