AI กำลังพาโลกสู่ยุคหลังสมาร์ทโฟน? เมื่ออุปกรณ์อัจฉริยะมองเห็น ฟัง คิดแทนมนุษย์
บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเร่งพัฒนาอุปกรณ์ AI แบบสวมใส่ เพื่อให้ AI มองเห็น ได้ยิน และเข้าใจผู้ใช้มากขึ้น หวังปูทางสู่ยุคหลังสมาร์ทโฟน ท่ามกลางความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว
วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว CNN รายงานว่า ลองจินตนาการว่า ในวันทำงานปกติ คุณและเพื่อนร่วมงานทุกคนต่างสวมอุปกรณ์บันทึกเสียงติดไว้กับเสื้อ แว่นตาที่ใส่สามารถระบุสิ่งที่กำลังมองเห็นได้แทบจะในทันที ขณะที่สายรัดข้อมือคอยบันทึกและวิเคราะห์ทุกบทสนทนาตลอดทั้งวัน
นี่ไม่ใช่ฉากจากภาพยนตร์ไซไฟ แต่เป็นอนาคตที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังผลักดันให้เกิดขึ้นในยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ว่าผู้บริโภคจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม
ปัจจุบันทั้งบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่และสตาร์ทอัพต่างเร่งพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะที่สามารถมองเห็นและได้ยินสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็น Meta Ray-Ban AI Glasses ที่มีกล้องและไมโครโฟนในตัว, Amazon Bee Pioneer สายรัดข้อมืออัจฉริยะ หรือ Plaud Notepin S เครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กที่ติดกับเสื้อผ้าได้ โดย Samsung ก็เตรียมเปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะของตัวเองภายในปีนี้เช่นกัน
เป้าหมายของอุปกรณ์เหล่านี้คือการเปิดโอกาสให้ผู้ช่วยAI เข้าถึงข้อมูลชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์ เพื่อให้สามารถให้คำแนะนำที่เหมาะกับแต่ละบุคคล รวมถึงทำงานแทนผู้ใช้ได้ในอนาคต อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวก็มาพร้อมคำถามสำคัญเกี่ยวกับ ความเป็นส่วนตัว ที่หลายฝ่ายกังวล
ผู้สื่อข่าวของ CNN ทดลองใช้อุปกรณ์ทั้งสามชนิดเป็นเวลาหลายเดือน ทั้งระหว่างทำงาน เดินทาง ท่องเที่ยว และพบปะสังสรรค์ ในหลายสถานการณ์ อุปกรณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าสนใจ ระหว่างเดินทางไปกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ผู้สื่อข่าวใช้แว่น Meta Ray-Ban ถ่ายภาพอาราม Jerónimos Monastery จากนั้นAI ก็สามารถวิเคราะห์ภาพและอธิบายข้อมูลของสถานที่ได้แทบจะทันที โดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหา
ส่วน Amazon Bee Pioneer ซึ่งเป็นสายรัดข้อมือที่สามารถบันทึกเสียงและให้คำแนะนำหลังการสนทนา ก็มีประโยชน์ในงานสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Networking) เพราะสามารถบันทึกบทสนทนาได้สะดวกกว่าการถือโทรศัพท์ และยังแนะนำให้ติดตามผู้ติดต่อที่สำคัญหลังจบงาน เช่นเดียวกับ Plaud Notepin S ที่ติดไว้บนเสื้อเพื่อบันทึกการประชุมหรือการสนทนาได้อย่างแนบเนียน
แต่แม้จะมีประโยชน์ ผู้สื่อข่าวยอมรับว่า ส่วนใหญ่แล้วอุปกรณ์เหล่านี้กลับถูกเก็บไว้ในกระเป๋าหรือโต๊ะทำงาน เนื่องจากรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติเมื่อต้องขออนุญาตบันทึกเสียงระหว่างเล่นเกมกับเพื่อน หรือแม้แต่ระหว่างประชุมกับเพื่อนร่วมงาน
ผู้สื่อข่าวยกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งระหว่างเล่นบอร์ดเกมกับเพื่อน เขาพูดถึงแผนการย้ายบ้านในช่วงฤดูใบไม้ร่วง วันต่อมา แอปฯ ของ Bee แจ้งเตือนให้จองบริษัทขนย้าย ซึ่งถือว่าเป็นคำแนะนำที่มีประโยชน์ แต่หลังจากนั้นAI กลับวิเคราะห์ว่า ผู้ใช้กำลังกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงและความรู้สึกผูกพันกับบ้าน พร้อมแนะนำให้ถ่ายภาพมุมโปรดของบ้านหลังเดิมไว้เป็นความทรงจำ
ผู้สื่อข่าวยอมรับว่า เขาไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลกับการย้ายบ้าน และไม่ได้ตั้งใจสื่อสารความรู้สึกเช่นนั้นกับใคร โดยเฉพาะกับAI
Amazon ชี้แจงว่า Bee ได้รับการออกแบบให้เรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ในระยะยาว ทำให้คำแนะนำในช่วงแรกอาจยังไม่แม่นยำ และผู้ใช้สามารถแจ้งได้หากAI วิเคราะห์ผิด เพื่อช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ในอนาคต
แม้จะมีข้อกังวล แต่บริษัทเทคโนโลยียังคงเดินหน้าพัฒนาอุปกรณ์ลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง Cristiano Amon ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Qualcomm ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายแห่งกำลังพัฒนาอุปกรณ์ประเภทจี้ สร้อย เข็มกลัด และเครื่องประดับอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับAI
ด้าน Panos Panay รองประธานอาวุโสฝ่ายอุปกรณ์และ Alexa ของ Amazon กล่าวว่า ผู้ช่วยAI จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากเข้าใจบริบทของชีวิตผู้ใช้ตลอดทั้งวัน ไม่ใช่เฉพาะเวลาที่อยู่ภายในบ้าน และกล่าวว่า "ยิ่ง AI รู้จักผู้ใช้มากเท่าไร ก็ยิ่งสามารถช่วยทำงานและคาดการณ์สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการได้ดีขึ้น"
ขณะที่ Nathan Xu ซีอีโอของ Plaud เชื่อว่า อุปกรณ์บันทึกข้อมูลเหล่านี้อาจช่วยให้มนุษย์ทำงานเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ในอนาคต เพราะAI จะเข้าใจลักษณะงานของแต่ละคนมากขึ้น และสามารถช่วยทำงานแทนได้โดยไม่ต้องป้อนคำสั่งมากนัก
ฝั่ง OpenAI ก็ยืนยันว่ากำลังพัฒนากลุ่มอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์AI ของตัวเอง โดย Greg Brockman ประธานบริษัท ระบุว่า เมื่อAI Agent มีความสามารถมากขึ้น ยุคของคีย์บอร์ดและเมาส์ก็กำลังจะสิ้นสุดลง
"การคลิกเมาส์และพิมพ์ข้อความเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของวิวัฒนาการเท่านั้น มันไม่ใช่วิธีที่มนุษย์อยากสื่อสารกับคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่แรก"
แม้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะมองอนาคตในแง่บวก แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิส่วนบุคคลกลับแสดงความกังวลมากขึ้น หนึ่งในอุปกรณ์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ Meta Ray-Ban AI Glasses หลังมีผู้หญิงหลายรายระบุว่าถูกชายแปลกหน้าบันทึกภาพและนำคลิปไปเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียโดยไม่ได้รับความยินยอม
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักร้องชื่อดัง Lorde กล่าวบนเวทีคอนเสิร์ตว่า "ขอพูดตรงนี้เลยว่า ฉันเกลียดแว่นพวกนี้"
ภายหลัง Meta ได้ลบคลิปเหล่านั้นออกจาก Instagram และย้ำว่าแว่นตาจะมีไฟ LED สีขาวกะพริบทุกครั้งที่เริ่มบันทึกภาพหรือวิดีโอ รวมทั้งไม่สามารถปิดไฟดังกล่าวได้ เพื่อให้คนรอบข้างรับรู้ว่ากำลังถูกบันทึก
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าไฟแจ้งเตือนบนอุปกรณ์บางประเภท เช่น สายรัดข้อมือหรืออุปกรณ์ติดเสื้อ อาจสังเกตเห็นได้ยาก เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้จ้องมองข้อมือหรือหน้าอกของคู่สนทนา
Calli Schroeder จาก Electronic Privacy Information Center (EPIC) เตือนว่า อุปกรณ์สวมใส่ที่มีกล้องและไมโครโฟนสามารถถูกนำไปใช้ในพื้นที่ส่วนตัว เช่น ห้องลองเสื้อ หรือสถานที่ที่ไม่ควรถูกบันทึกภาพและเสียงได้ และกล่าวว่า "มีความเสี่ยงจริงที่เทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในทางที่เป็นอันตราย"
แม้จะมีข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัว แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ยังคงเชื่อว่า อุปกรณ์ AI แบบสวมใส่จะกลายเป็นแพลตฟอร์มหลักของการใช้งานคอมพิวเตอร์ในอนาคต
Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta เคยกล่าวว่า ผู้ที่ไม่มีแว่นAI หรืออุปกรณ์สำหรับโต้ตอบกับAI อาจเสียเปรียบด้านศักยภาพในการทำงานและการแข่งขันกับผู้อื่น
คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าวงการเทคโนโลยีกำลังพยายามผลักดันโลกเข้าสู่ยุคหลังสมาร์ตโฟน (Post-Smartphone Era) ซึ่ง AIจะติดตามผู้ใช้ไปทุกที่ ผ่านแว่นตา สายรัดข้อมือ เข็มกลัด หรืออุปกรณ์สวมใส่รูปแบบใหม่
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า ผู้บริโภคพร้อมหรือไม่ที่จะแลกความสะดวกสบายกับการถูก AI มองเห็น ได้ยิน และบันทึกทุกช่วงเวลาของชีวิต
อ้างอิง : edition.cnn.com