เพราะอะไร คนอิตาลี ถึงไม่พอใจ 'พิซซ่าฮาวายเอี้ยน' และอาจเป็นอาชญากรรม ทางอาหาร ?
การใส่สับปะรดลงบนพิซซ่า และที่เรารู้จักกันในนาม 'พิซซ่าฮาวายเอี้ยน' นั้น บางที…ใครหลายคนบนโลกอาจมองว่า อาหารจานนี้เป็นอาชญากรรมทางวัฒนธรรม!
ชวนรู้จัก ประวัติ "พิซซ่าฮาวายเอี้ยน" หน้าพิซซ่ายอดฮิตของโลกอีกหน้าหนึ่ง ที่ชาวอิตาลีมองว่าเป็นอาชญากรรมทางอาหาร ใครเป็นผู้คิดค้น? และทำไมถึงเป็นที่ถกเถียงไปทั่วโลก
สำหรับชาวอิตาลีแล้ว การใส่สับปะรดลงบนพิซซ่าแทบจะถูกมองว่าเป็น 'อาชญากรรมทางอาหาร' (Culinary crime) เลยก็ว่าได้
จริงๆ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่มุกตลกขำขันบนโลกออนไลน์ แต่คนอิตาลีจริงจังกับวัฒนธรรมการกินของพวกเขามาก อาหารอิตาลีมีรากฐานมาจากความเคารพในวัตถุดิบดั้งเดิมและความเรียบง่าย สำหรับพวกเขา พิซซ่าคือศิลปะและมรดกทางวัฒนธรรม การนำวัตถุดิบต่างถิ่นไปวางบนแป้งจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก
ทำไมอิตาลีถึงถือเป็นเรื่องผิดบาปกับฮาวายเอี้ยน ?
การที่ชาวอิตาลีรู้สึกไม่พอใจกับการใส่สับปะรดลงบนพิซซ่า มีเหตุผลที่ผูกพันกับรากฐานทางวัฒนธรรมและปรัชญาการทำอาหารอย่างลึกซึ้ง
การเคารพในสูตรดั้งเดิม: พิซซ่าแบบดั้งเดิม (โดยเฉพาะสไตล์นาโปลีที่ขึ้นทะเบียนโดย UNESCO) เน้นความเรียบง่าย วัตถุดิบคุณภาพสูงเพียงไม่กี่อย่าง การใส่สับปะรดจึงถูกมองว่าไม่เคารพรากเหง้าของอาหาร
ความสมดุลที่ผิดเพี้ยน: รสหวานเจี๊ยบและเปรี้ยวแหลมของสับปะรด เมื่อนำไปอบรวมกับซอสมะเขือเทศและชีส จะไป 'กลบ' รสชาติที่ละเอียดอ่อนของวัตถุดิบอื่นๆ จนเสียสมดุล
ปัญหาเรื่องความชื้น: สับปะรดมีปริมาณน้ำสูงมาก เมื่อโดนความร้อน น้ำจะซึมออกมาบนหน้าพิซซ่า ส่งผลให้แป้งที่ควรจะกรอบนอกนุ่มในกลายเป็นแป้งที่แฉะเละ
ปรัชญาการทำอาหาร: การนำผลไม้รสหวานฉ่ำมาเสิร์ฟร้อนๆ ร่วมกับอาหารคาวและชีส เป็นการจับคู่ที่ผิดหลักการโดยสิ้นเชิง
ความเคร่งครัดนี้รุนแรงถึงขั้นที่ว่า หากใครและใครก็ตาม ไปสั่ง 'ฮาวายเอี้ยนพิซซ่า' ในร้านพิซซ่าแบบดั้งเดิมที่อิตาลี เชฟอาจจะปฏิเสธที่จะทำให้ หรือบางร้านถึงกับมีป้ายแปะไว้เลยว่า "ที่นี่ไม่มีพิซซ่าหน้าสับปะรด" เพื่อดักทางนักท่องเที่ยว
ต้นกำเนิดที่ไม่ได้มาจากฮาวาย
ฮาวายเอี้ยนพิซซ่า เป็นพิซซ่าที่มีหน้าท็อปปิ้งเป็นสับปะรด ซอสมะเขือเทศ ชีสมอสซาเรลลา และแฮมหรือเบคอน แม้ชื่อจะฟังดูเหมือนมาจากรัฐฮาวาย หรือบางคนอาจคิดว่ามาจากอิตาลี แต่ความจริงแล้วมันถูกคิดค้นขึ้นใน ประเทศแคนาดา ต่างหาก
ก่อนหน้านั้น มีความพยายามนำผลไม้มาผสมผสานกับอาหารคาว เช่น ในเยอรมนีปี 1955 มีเมนู 'Toast Hawaii' ซึ่งเป็นขนมปังปิ้งหน้าแฮม สับปะรด และชีส และต่อมาในปี 1957 พิซซ่าหน้าสับปะรด มะละกอ และพริกหยวก ก็ปรากฏขึ้นในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน แต่รูปแบบที่เป็นสากลและเป็นที่รู้จักมากที่สุดนั้น ถือกำเนิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีต่อมา
บิดาแห่งพิซซ่าฮาวายเอี้ยน
แซม ปาโนปูลอส (Sam Panopoulos) ผู้อพยพชาวแคนาดาเชื้อสายกรีก ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้คิดค้นฮาวายเอี้ยนพิซซ่าถาดแรก ณ ร้านอาหาร Satellite Restaurant ในเมืองแชทัม-เคนต์ รัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา เมื่อปี 1962
ด้วยแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ทำอาหารจีนสไตล์แคนาดาที่มักผสานรสชาติเปรี้ยวและหวานเข้าด้วยกัน ปาโนปูลอสจึงทดลองนำสับปะรด แฮม เบคอน และท็อปปิ้งอื่นๆ มาผสมกัน แม้แรกเริ่มอาจยังไม่ได้รับความนิยมนัก แต่ท้ายที่สุดมันก็กลายเป็นเมนูหลักทั่วโลก ส่วนชื่อ "ฮาวายเอี้ยน" นั้น เขาเพียงแค่หยิบยืมมาจากชื่อบริษัทสับปะรดกระป๋อง (Hawaiian Pineapple Company) ที่เขานำมาใช้เป็นวัตถุดิบ
นักเขียนชาวอเมริกัน จอห์น กรีน สะท้อนให้เห็นถึงจุดกำเนิดอันน่าทึ่งนี้ว่า มันคือการคิดค้นในแคนาดา โดยผู้อพยพชาวกรีก ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารจีน โดยนำผลไม้จากอเมริกาใต้มาใส่ในอาหารอิตาลี
สงครามความชอบที่แบ่งคนเป็นสองฝั่ง
ในโลกของสื่อยอดนิยม ความคิดเห็นต่อพิซซ่าฮาวายเอี้ยนแตกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน:
ในปี 2014 นิตยสาร Time จัดให้อยู่ในอันดับหนึ่งของ "13 พิซซ่าทรงอิทธิพลที่สุดตลอดกาล"
ขณะที่ในปี 2017 กืดนี โยฮันเนสซอน ประธานาธิบดีไอซ์แลนด์ เคยกล่าวติดตลกว่า หากมีอำนาจเขาจะสั่งแบนสับปะรดบนพิซซ่า จนทำให้เกิดกระแสถกเถียงอย่างหนักบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งต่อมา จัสติน ทรูโด อดีตนายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้ออกมาทวีตปกป้องผลงานจากประเทศของตน
เพื่อสะท้อนความเกลียดชังขั้นสุด ในปี 2025 ร้านพิซซ่าแห่งหนึ่งในเมืองนอริช (Norwich) ถึงกับตั้งราคาพิซซ่าหน้าสับปะรดไว้สูงถึง 100 ปอนด์เพื่อประชด!
.
จากผลสำรวจ YouGov Omnibus ในปี 2019 พบว่า 12% ของชาวอเมริกันชื่นชอบท็อปปิ้งนี้มากที่สุด ขณะที่ 24% มองว่าเป็นหน้าที่ชอบน้อยที่สุด สวนทางกับออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรที่ฮาวายเอี้ยนครองแชมป์ยอดขายสูงสุดอย่างยาวนาน
รสนิยมที่แตกต่าง
เรื่องของรสชาติเป็นรสนิยมส่วนบุคคล แม้จะเป็นเรื่องต้องห้ามและผิดบาปในอิตาลี แต่มันก็ยังคงเป็นหนึ่งในหน้าพิซซ่าที่ขายดีที่สุดและเป็นที่รักของคนอีกค่อนโลกอยู่ดี