แผน AI 5 แสนล้านดอลลาร์ของ Nvidia สะเทือน? จับตาจีนเร่งผลิตชิปราคาถูกกดมูลค่า GPU
Jensen Huang เดินหน้าดัน GPU ให้เป็นสินทรัพย์ลงทุน ดึง 6 ยักษ์ Wall Street หนุนเงินทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ แต่แผนอาจเผชิญความเสี่ยง หากจีนเร่งผลิตชิปราคาถูกจนกดราคาและมูลค่า GPU ของ Nvidia
วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 04.00 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า Jensen Huang ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Nvidia สร้างบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกจากการบุกเบิกชิปประมวลผลเฉพาะทาง ซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญของกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่การเดิมพันครั้งต่อไปของเขาอาจไม่ได้อยู่แค่การพัฒนาชิปที่ทรงพลังขึ้นเท่านั้น
Huang กำลังพยายามโน้มน้าวนักลงทุน Wall Street ให้มองชิป GPU ของ Nvidia ในฐานะสินทรัพย์ระยะยาวที่สามารถสร้างรายได้และนำมาใช้เป็นหลักประกันทางการเงินได้ คล้ายกับอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์หรือโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนเก็บค่าผ่านทาง
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแนวคิดนี้ขึ้นอยู่กับสมมติฐานสำคัญว่า Nvidia จะสามารถรักษาความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรม AI และชิปของจีนได้ในระยะยาว
สัปดาห์นี้ Nvidia เปิดเผยข้อตกลงกับบริษัทบริหารสินทรัพย์รายใหญ่ของโลก 6 แห่ง ได้แก่ BlackRock, Blackstone, Apollo, KKR, Brookfield และ Goldman Sachs โดยมีเป้าหมายสร้าง Pipeline เงินลงทุนมูลค่ารวมสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และคลัสเตอร์ GPU
แผนดังกล่าวมุ่งช่วยบริษัทที่ไม่มีอันดับเครดิตสูงเพียงพอ หรือไม่มีเงินสดมากพอที่จะซื้อชิปมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ได้โดยตรง ให้สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI ผ่านแหล่งเงินทุนจาก Wall Street
หัวใจของโมเดลนี้อยู่บนสมมติฐานสำคัญว่า GPU ของ Nvidia จะสามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว และมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานมากกว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เสื่อมราคาอย่างรวดเร็ว
Huang ระบุว่า แพลตฟอร์ม“AI Factory” ของ Nvidia สามารถถือเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนและเป็นสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน เพราะสามารถสร้างผลผลิต สร้างรายได้ ใช้งานได้อย่างแพร่หลายกับผู้ให้บริการ Cloud และรองรับโมเดล AI แทบทุกประเภท
แนวคิดนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการระดมเงินทุน เนื่องจากในระบบ Asset-backed Finance ผู้ให้กู้ยอมปล่อยเงินกู้เพราะสามารถยึดสินทรัพย์ เช่น อาคาร คลังสินค้า หรือเรือขนส่งสินค้า หากผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ก่อนนำสินทรัพย์เหล่านั้นไปขายในตลาดรองเพื่อกู้คืนเงินลงทุน
ปัญหาคือ สินทรัพย์เหล่านั้นสามารถใช้งานได้นานหลายสิบปี และมีตลาดรองที่ชัดเจน ขณะที่อายุการสร้างรายได้ของ GPU ระดับสูงยังเป็นคำถาม
แม้ชิปรุ่นใหม่จะถูกใช้ฝึกโมเดล AI ระดับแนวหน้า แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่ปี ชิปเหล่านี้อาจถูกลดบทบาทไปทำงานด้าน Inference ซึ่งมีอัตรากำไรต่ำกว่า ส่งผลโดยตรงต่อราคาขายต่อและมูลค่าในฐานะหลักประกัน
Ben Emons ผู้ก่อตั้ง FedWatch Advisors ซึ่งเคยออกแบบสินเชื่อที่มีสินทรัพย์ค้ำประกันในลักษณะใกล้เคียงกัน มองว่าค่าเสื่อมราคาเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่สุดของโมเดลนี้ เพราะชิป Nvidia อาจสูญเสียมูลค่าเร็วกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ และความเสี่ยงที่อาจเร่งให้ GPU เสื่อมมูลค่าเร็วขึ้นก็คือ “จีน”
Emons มองว่า ภัยคุกคามใหญ่ที่สุดต่อโมเดลการเงินของ Nvidia คือการที่จีนกำลังเร่งเพิ่มกำลังการประมวลผลภายในประเทศ และในอนาคตอาจเลือกใช้กลยุทธ์สงครามราคา ด้วยการส่งชิปราคาถูกจำนวนมากเข้าสู่ตลาด
หากกำลังการผลิตของจีนทำให้ราคาฮาร์ดแวร์ AI ร่วงลงอย่างรวดเร็ว มูลค่าของ GPU ที่ถูกนำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ภาคเอกชนมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ก็อาจลดลงเร็วกว่าระยะเวลาของหนี้ ส่งผลให้นักลงทุนต้องเผชิญความเสี่ยงขาดทุน
ด้วยความเสี่ยงดังกล่าว Emons ประเมินว่า นักลงทุนอาจไม่ได้ประเมิน GPU แบบเดียวกับอสังหาริมทรัพย์ แต่จะมองเป็นอุปกรณ์ที่มีค่าเสื่อมราคาสูง และเรียกร้องผลตอบแทนระดับ High Yield ราว 11-17% ขึ้นอยู่กับลำดับสิทธิของเงินทุนในโครงสร้างการลงทุน
ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อผู้กู้ในตลาดนี้มีแนวโน้มเป็นบริษัทที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่าระดับ Investment Grade ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงตลาดตราสารหนี้แบบดั้งเดิมได้ รวมถึงบริษัท AI Startup และผู้ให้บริการ Neocloud ตามการวิเคราะห์ของ Bank of America Securities
หากบริษัทเหล่านี้ล้มละลายหรือผิดนัดชำระหนี้ ผู้จัดการกองทุน Wall Street อาจต้องยึด GPU ที่ใช้เป็นหลักประกัน แล้วนำชิปมือสองออกขายในตลาดที่ราคาอาจกำลังปรับตัวลง
จีนยังไม่ใช่ภัยคุกคามทันที Nvidia ยังครองตลาดกว่า 75% อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากจีนยังไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น
Huawei ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ของจีน ถูกกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี Entity List มาตั้งแต่ปี 2019 ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า ชิป Ascend AI ของ Huawei ละเมิดมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ส่งผลให้บริษัทอเมริกันไม่สามารถใช้งานชิปดังกล่าวได้
ในระหว่างนี้ Nvidia ยังคงเป็นผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ที่สุดในตลาดสหรัฐฯ อย่างทิ้งห่างคู่แข่ง โดยหลายฝ่ายประเมินว่าบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 75%
สถานการณ์ด้านราคาก็ยังเป็นประโยชน์ต่อ Nvidia ท่ามกลางภาวะขาดแคลนกำลังประมวลผล เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือ Hyperscaler ต่างเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI
Huang ระบุว่า ค่าเช่า Nvidia H100 เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.70 ดอลลาร์ต่อ GPU ต่อชั่วโมงในช่วงปลายปี 2025 มาอยู่ที่ประมาณ 2.35 ดอลลาร์ต่อ GPU ต่อชั่วโมงในปีนี้ สะท้อนว่าความต้องการกำลังประมวลผลยังอยู่ในระดับสูง
อีกหนึ่งข้อได้เปรียบที่ Nvidia นำมาใช้สนับสนุนแนวคิดว่า GPU สามารถเป็นสินทรัพย์ระยะยาวได้ คือ CUDA ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถรันงาน AI บน GPU ของ Nvidia
บริษัทให้เหตุผลว่า CUDA ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ได้แม้หลังจากติดตั้งไปแล้ว ส่งผลให้ GPU รุ่นเก่ายังคงสามารถสร้างผลผลิตและรายได้ได้นานกว่าที่โมเดลค่าเสื่อมราคาทางบัญชีแบบดั้งเดิมประเมินไว้
การเดิมพันครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าอนาคตของ Nvidia เพราะหาก Wall Street ยอมรับว่า GPU สามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดและใช้เป็นหลักประกันได้จริง เงินทุนหลายแสนล้านดอลลาร์อาจไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI ผ่านโมเดลการเงินรูปแบบใหม่
แต่หากเทคโนโลยีพัฒนาเร็วเกินไป หรือจีนสามารถผลิตชิปราคาถูกจนกดราคาฮาร์ดแวร์ AI ลงอย่างรุนแรง มูลค่าของสินทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันเงินลงทุนเหล่านั้นก็อาจลดลงเร็วกว่าที่ Wall Street คาดการณ์
อนาคตของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ จึงอาจขึ้นอยู่กับคำถามสำคัญว่า GPU ของ Nvidia จะกลายเป็น “สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน” ที่สร้างรายได้ระยะยาวได้จริง หรือท้ายที่สุดยังคงเป็นเทคโนโลยีที่เสื่อมมูลค่าอย่างรวดเร็วเมื่อชิปรุ่นใหม่มาถึง
อ้างอิง : cnbc.com