โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Burger King x Dragon Ball คอลแลปฯ เอาใจ Gen Y, X เพิ่มลูกค้า-ขยายความถี่เข้าร้าน

TODAY Bizview

อัพเดต 43 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 43 นาทีที่แล้ว • TODAY

การ Collaboration ระหว่างร้านอาหารกับคาแรกเตอร์ดังอาจดูเหมือนเป็นสูตรการตลาดที่คุ้นเคย ทั้งการออกเมนู Limited Edition ไปจนถึงของสะสมที่กระตุ้นให้แฟนๆ ตามเก็บ

แต่สำหรับ Burger King Thailand สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังขยับไปไกลกว่าการทำแคมเปญเพื่อสร้างกระแสระยะสั้น เพราะบริษัทกำลังพยายามเปลี่ยน Global IP และ Pop Culture ให้กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อดึงลูกค้าใหม่ เพิ่มความถี่ในการกลับมาใช้บริการ และเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อบิล

ล่าสุด Burger King เปิดตัวแคมเปญ “BURGER KING x DRAGON BALL” นำหนึ่งในอนิเมะที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกมาต่อยอดทั้งเมนูใหม่ 10 รายการ และฟิกเกอร์สะสม 6 คาแรกเตอร์ หลังจากก่อนหน้านี้เคยร่วมมือกับ NARUTO, Star Wars: The Mandalorian, Looney Tunes และ PAW Patrol

‘อานัส นลินวิลาวัณย์’ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เบอร์เกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายว่า Burger King มองปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน ตั้งแต่ความแข็งแรงของ DRAGON BALL ในฐานะ Global IP ความสำเร็จจากแคมเปญ NARUTO ในปีก่อนหน้า ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค Gen Y และ Gen Z ที่มีความสนใจใน Pop Culture มากขึ้น

โดยเฉพาะ DRAGON BALL ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1984 ทำให้ฐานแฟนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคนรุ่นใหม่ แต่ครอบคลุมไปถึงผู้บริโภคที่เติบโตมากับโกคู เบจิต้า และเหล่านักรบซูเปอร์ไซย่า กลายเป็น IP ที่สามารถเชื่อมผู้บริโภคต่างเจเนอเรชันเข้าด้วยกันได้

[ จากแคมเปญครั้งเดียว สู่กลยุทธ์ Global IP ]

จุดที่น่าสนใจคือ Burger King ไม่ได้มองการ Collaboration กับคาแรกเตอร์เป็นเพียงกิจกรรมการตลาดครั้งเดียวอีกต่อไป

จุดเริ่มต้นสำคัญมาจาก NARUTO ซึ่ง Burger King ระบุว่าได้รับผลตอบรับสูง จนนำไปสู่คำถามภายในว่า แทนที่จะนำคาแรกเตอร์เข้ามาเป็นครั้งๆ บริษัทสามารถพัฒนาเรื่องนี้ให้กลายเป็นกลยุทธ์ต่อเนื่องได้หรือไม่

หลังจากนั้นจึงเห็น Burger King เดินหน้าร่วมมือกับ IP หลายกลุ่ม ตั้งแต่ Star Wars: The Mandalorian, Looney Tunes, PAW Patrol มาจนถึง DRAGON BALL ในครั้งนี้

แต่ละ IP ก็ทำหน้าที่แตกต่างกัน เพราะฐานแฟนไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด บางคาแรกเตอร์เข้าถึง Gen Y–Gen Z ขณะที่บางคาแรกเตอร์สามารถดึงครอบครัวและเด็กเข้ามาได้ แนวคิดสอดคล้องกับสิ่งที่ Burger King เรียกว่า Outside-In Strategy หรือการเริ่มคิดจากความสนใจและพฤติกรรมของลูกค้า ก่อนนำสิ่งเหล่านั้นกลับมาเชื่อมกับแบรนด์

สำหรับ DRAGON BALL บริษัทมองเห็นโอกาสจากทั้งแฟนอนิเมะรุ่นใหม่ และกลุ่มคนที่มีความทรงจำร่วมกับเรื่องนี้มาตั้งแต่วัยเด็ก

[ ไม่ได้ต้องการแค่ลูกค้าใหม่ แต่ต้องทำให้ลูกค้าเดิมมาบ่อยขึ้น ]

หากมองในมุมธุรกิจ เป้าหมายของแคมเปญนี้แบ่งลูกค้าออกได้อย่างน้อย 3 กลุ่ม

กลุ่มแรกคือ ลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะแฟน DRAGON BALL ที่อาจไม่เคยใช้บริการ Burger King มาก่อน แต่มีโอกาสเข้าร้านเพราะต้องการเมนูหรือของสะสมจากคาแรกเตอร์ที่ชื่นชอบ

กลุ่มที่สองคือ ลูกค้าปัจจุบัน ซึ่งโจทย์ไม่ได้อยู่ที่การพาเข้าร้านครั้งแรก แต่อยู่ที่ทำอย่างไรให้กลับมาบ่อยขึ้น

และกลุ่มที่สามคือ ลูกค้าเก่าที่ห่างหายไป ซึ่ง Burger King ต้องการใช้แคมเปญเป็นเหตุผลให้กลับเข้ามาทดลองร้านอีกครั้ง พร้อมรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ของแบรนด์ ตั้งแต่ Store Design, Table Service ไปจนถึงการขยายเมนูนอกเหนือจากเบอร์เกอร์ เช่น ข้าว โจ๊ก ปาท่องโก๋ และโรล

ตรงนี้ทำให้ของสะสม มีบทบาททางธุรกิจมากกว่าการเป็นของแถม โดย Burger King วางฟิกเกอร์ไว้ทั้งหมด 6 คาแรกเตอร์ และทยอยเปลี่ยนคาแรกเตอร์ในแต่ละสัปดาห์ตลอดช่วงประมาณ 6 สัปดาห์ของแคมเปญ เท่ากับสร้างเหตุผลให้คนที่ต้องการสะสมครบกลับมาที่ร้านมากกว่าหนึ่งครั้ง

โดยความคาดหวังหลักของแบรนด์คือต้องการเห็นจากลูกค้าปัจจุบันคือการเข้าร้านมากขึ้นและบ่อยขึ้นซึ่งท้ายที่สุดมีโอกาสเพิ่มทั้ง Frequency และ Average Check หรือยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิล

[ เพิ่ม 20 บาท เพื่อทำให้การสะสมเข้าถึงง่ายขึ้น ]

อีกจุดที่สะท้อนวิธีคิดนี้คือการกำหนดราคา ชุด Super Saiyan Whopper พร้อมเฟรนช์ฟรายส์ เครื่องดื่ม และฟิกเกอร์ 1 ตัว ราคาเริ่มต้น 299 บาท เทียบกับชุด Whopper ปกติที่ Burger King ระบุว่าราคา 279 บาท เท่ากับมีส่วนต่างประมาณ 20 บาท

‘อานัส’ บอกว่าระดับราคาช่วยลดกำแพงในการเริ่มสะสม และเปิดโอกาสให้ลูกค้ากลับมาซื้อในแต่ละสัปดาห์เพื่อเก็บคาแรกเตอร์เพิ่มเติม ขณะที่กลุ่มแฟนตัวยงและนักสะสมสามารถเลือกซื้อ Set Box ฟิกเกอร์ครบ 6 แบบ ราคา 1,499 บาท หรือ 1,299 บาท เมื่อสั่งผ่าน Burger King App โดยผลิตจำนวนจำกัด 1,000 ชุดทั่วประเทศ

ในอีกด้านหนึ่ง จึงเป็นการใช้ IP เชื่อมเข้ากับ Digital Ecosystem ของ Burger King เพราะราคาพิเศษถูกผูกไว้กับการสั่งผ่านแอป ซึ่งมีโอกาสช่วยผลักดันให้ผู้บริโภคดาวน์โหลดและเข้ามาอยู่ในช่องทางของแบรนด์มากขึ้น

นอกจากนี้ Burger King ยังพยายามนำ DRAGON BALL เข้าไปอยู่ในตัวสินค้า ไม่ใช่เพียงนำคาแรกเตอร์มาแปะบนแพ็กเกจ

แคมเปญนี้มีเมนูใหม่รวม 10 รายการ โดยนำ Whopper ซึ่งเป็น Core Product ของแบรนด์มาปรับเป็น Super Saiyan Whopper ใช้บันสีส้มจากปาปริก้า และเพิ่ม Japanese Chili Mayo เพื่อเชื่อมรสชาติเข้ากับต้นกำเนิดของอนิเมะจากญี่ปุ่น

นอกจากนี้ยังมี Double Cheese Burger รวมถึงของหวาน ของทานเล่น และเครื่องดื่มที่ใช้โทนสีและกิมมิกเชื่อมโยงกับโลกของ DRAGON BALL

Burger King วางกลยุทธ์ของแคมเปญไว้ 3 ด้าน ได้แก่ Great Customer Satisfaction การสร้างประสบการณ์และความทรงจำที่ดี, Bold & Impact Innovation การพัฒนาเมนูใหม่ และ Cultural Relevance หรือทำให้แบรนด์เข้าไปเชื่อมกับวัฒนธรรมและความสนใจของผู้บริโภค

อีกผลลัพธ์ที่ Burger King ต้องการจาก Collaboration ไม่ได้อยู่เฉพาะยอดขายหน้าร้าน แต่รวมถึง User-Generated Content หรือ UGC ตั้งแต่บันสีส้ม เครื่องดื่มและของหวานสีสันต่างๆ ไปจนถึงฟิกเกอร์ ถูกออกแบบให้มีองค์ประกอบที่สามารถนำไปถ่ายภาพและแชร์บนโซเชียลมีเดียได้

แบรนด์มองว่า เมื่อผู้บริโภคเป็นคนถ่ายและเผยแพร่คอนเทนต์ด้วยตัวเอง แบรนด์จะได้รับทั้ง PR Value และ Brand Awareness โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการจ้าง KOL เพียงอย่างเดียว

“เรามั่นใจว่าแคมเปญ BURGER KING x DRAGON BALL จะได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งลูกค้าเบอร์เกอร์คิง แฟน DRAGON BALL ด้วยความพิเศษที่ถ่ายทอดผ่านทั้งเมนูและของสะสมที่พัฒนาขึ้นสำหรับแคมเปญนี้โดยเฉพาะ

ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างสีสันให้กับตลาดและสนับสนุนยอดขายให้เติบโตตามเป้าหมาย ขณะเดียวกัน ในภาพรวมของธุรกิจ เบอร์เกอร์คิงยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาเมนูและประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความสนใจของผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการขยายสาขาใหม่ เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้สะดวกและครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น” อานัส กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับแคมเปญ “BURGER KING x DRAGON BALL” จัดตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน – 18 ตุลาคม 2569 ที่ Burger King สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...