โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทหารของพระราชา ก่อร่างสร้างกษัตริย์นิยมในกองทัพไทย/รายงานพิเศษ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 เม.ย. 2565 เวลา 03.06 น. • เผยแพร่ 27 เม.ย. 2565 เวลา 03.06 น.

รายงานพิเศษ

กรกฤษณ์ พรอินทร์

ทหารของพระราชา

ก่อร่างสร้างกษัตริย์นิยมในกองทัพไทย

ตลอด 90 ปีที่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยถือกำเนิดขึ้นในไทย บ่อยครั้งที่ทหารมักก่อการยึดอำนาจเพื่อ “ล้างท่อ” หรือ “ไขก๊อก” ทางการเมือง

โดยมีข้อหาหลักต่อการยึดอำนาจในครั้งนั้นๆ ว่า รัฐบาลในขณะนั้นมีความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยบ้าง ฉ้อราษฎร์บังหลวงบ้าง และสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองบ้าง จนทหารต้องออกมาแสดงบทบาทแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปได้

ซึ่งการกระทำดังกล่าวย่อมมีที่มาเบื้องหลังแนวคิดเหล่านั้น

3 เมษายน 2565 ณ เวทีกลาง สถานีกลางบางซื่อ สำนักพิมพ์มติชนจัดงานเสวนาในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 กับเวที “กำเนิดทหารของพระราชา : สำนึกแห่งศรัทธาและภักดี” โดยมี เทพ บุญตานนท์ ผู้เขียนหนังสือดังกล่าว จากสำนักพิมพ์มติชนเป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

หากกล่าวอย่างรวบรัด หนังสือเล่มนี้อธิบายถึงวิธีการก่อร่างสร้างกษัตริย์นิยมในกองทัพไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2411-2500 ว่าทหารไทยได้รับการปลูกฝังความคิดเกี่ยวกับการเป็น “ทหารของพระราชา” อย่างไร

เทพ บุญตานนท์ อธิบายว่า กองทัพสมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เปลี่ยนจากเดิมที่ใช้ระบบไพร่มาเป็นการเกณฑ์ทหารแทน พร้อมกับการเลิกทาส ส่งผลให้เจ้านายคนอื่นๆ ไม่สามารถสะสมกำลังส่วนตัวเพื่อต่อกรกับพระมหากษัตริย์ได้อีกต่อไป

รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนค่ายทหารทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พร้อมทั้งมีพระบรมราโชวาทให้กำลังใจ รวมถึงก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยขึ้นมา ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิด “ทหารอาชีพ” ที่มีการฝึกและการซ้อมรบอย่างเป็นระบบ

หนึ่งในพิธีกรรมทางทหารที่สำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 คือการพระราชทานธงชัยเฉลิมพลแก่กองพันต่างๆ โดยให้ความหมายกับธงชัยเฉลิมพลว่าเป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ เพราะบนยอดธงจะบรรจุ “เส้นพระเจ้า” (เส้นผมขององค์พระมหากษัตริย์) อยู่ในนั้น เมื่อมีทหารหน่วยใหม่ ก็จะให้เข้าเฝ้าฯ และพระราชทานธงชัยเฉลิมพลเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพระมหากษัตริย์จะทรงอยู่ร่วมกับทหารตลอดเวลาแม้แต่ในสนามรบ

ในช่วงเวลานั้น พระมหากษัตริย์จึงเป็นเพียงผู้เดียวในอาณาจักรที่มีกองทัพส่วนพระองค์ พร้อมการปลูกฝังทหารให้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผ่านพระราชกรณียกิจทางการทหาร ที่ตอกย้ำความใกล้ชิดระหว่างทหารและกษัตริย์

เทพ บุญตานนท์ ตั้งข้อสังเกตอีกว่า แม้เป็นจุดเริ่มต้นของกองทัพสมัยใหม่ แต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ยังไม่มีการเน้นย้ำเรื่องการเป็น “ทหารของพระราชา” อย่างเด่นชัด จนกระทั่งหลังเกิดเหตุการณ์ “ปฏิวัติ ร.ศ.130” ในสมัยรัชกาลที่ 6 การปลูกฝังแนวคิด “ทหารของพระราชา” เริ่มชัดเจนขึ้น เพื่อลดทอนความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับทหารที่เคยเกิดขึ้นในยุคต้นรัชสมัยของพระองค์

รัชกาลที่ 6 ทรงนำวิธีคิดแบบอังกฤษมาดัดแปลงให้เข้ากับสภาพสังคมสยาม พร้อมกับรื้อฟื้นโบราณราชประเพณีบางประการมาใช้เพื่อขับเน้นแนวคิด “ทหารของพระราชา” ให้ชัดเจนขึ้น

ทรงนำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยากลับมาใช้อีกครั้ง

ทรงนำคำขวัญ “God, Nation and King” ของอังกฤษ มาดัดแปลงเป็น “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” แบบไทยๆ

ทรงเปลี่ยนธงชาติที่จากเดิมเป็นธงช้าง มาเป็นธงไตรรงค์แบบตะวันตก พร้อมอธิบายคอนเซ็ปต์ของสีต่างๆ ว่า สีแดงคือชาติ สีขาวคือศาสนา สีน้ำเงินคือพระมหากษัตริย์ เพื่อตอกย้ำความเป็นศูนย์รวมใจของชาติ

รัชกาลที่ 6 ทรงเอาใจใส่กับกิจการทหาร ทรงสนับสนุนการพัฒนากองทัพ โดยมีเหตุการณ์สำคัญประจำรัชสมัยคือการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ในฐานะ “จอมทัพ” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจร่วมกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับทหารในกองทัพสยามว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีสถานะเป็น “จอมทัพของชาติ”

และในรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 นี้เอง นับว่าเป็นยุคที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้คืบคลานเข้าสู่สมัยใหม่แล้ว

เทพ บุญตานนท์ บอกอีกว่า แม้มีความพยายามที่จะถ่วงดุลอำนาจระหว่างกษัตริย์และทหารมาโดยตลอด แต่ในสมัยรัชกาลที่ 7 ด้วยกระแสการเติบโตของระบอบประชาธิปไตยอันเชี่ยวกราก ทำให้รัชกาลที่ 7 พยายามกระชับอำนาจทางการทหาร โดยทรงนำกลุ่มเจ้านายเชื้อพระวงศ์มาคุมกองกำลังเพื่อป้องกันการยึดอำนาจ แต่ไม่อาจต้านทานการเปลี่ยนแปลงได้

หลังจากที่คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ ได้มีความพยายามลดบทบาททางการเมืองและการทหารของพระมหากษัตริย์ลงไป ด้วยการสั่งยุบกองทหารรักษาวังและเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมทางการทหารต่างๆ จากเดิมที่เคยมีกษัตริย์เป็นศูนย์กลาง ให้มาอยู่ในมือของจอมพล ป.พิบูลสงคราม แทน

รวมทั้งยังปลูกฝังสำนึกใหม่ให้กับทหารในกองทัพ เปลี่ยนความภาคภูมิใจของทหารที่จากเดิมคือการเป็น “ทหารของพระราชา” ให้กลับมาอยู่ที่ตัวของทหารเอง รวมถึงให้สำนึกในบุญคุณของพ่อแม่ที่ส่งเสียให้มาเรียนทหาร

และใช้แนวคิดแบบใหม่คือการเชิดชูรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยเป็นที่ตั้ง แทนแนวคิด “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” จากสมัยรัชกาลที่ 6 มาเป็น “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ”

แต่ในยุคเดียวกันนี้เองที่พระมหากษัตริย์กลับถูกประกาศรับรองในฐานะ “จอมทัพของชาติ” ในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2475 ในหมวดที่ 1 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ในมาตรา 5 ที่ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพของสยาม” ซึ่งแม้จะเป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์ที่ไม่ได้มีอำนาจและหน้าที่ในการบังคับบัญชานายทหารนายใดในกองทัพ แต่เป็นธรรมเนียมที่ปรากฏในหลายๆ ประเทศที่มีประมุขเป็นพระมหากษัตริย์ อย่าง อังกฤษ หรือสเปน รวมถึงประเทศไทย

แม้คณะราษฎรจะโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลงได้และควบคุมกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จหลังเหตุการณ์ “กบฏบวรเดช” ในปี พ.ศ.2576 แต่จอมพล ป.พิบูสงคราม หนึ่งในสมาชิกคณะราษฎรคนสำคัญก็เลือกใช้พิธีกรรมทางการทหารที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาส่งเสริมอำนาจของตนเองในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่

อันเป็นการคงไว้ซึ่งมรดกของแนวคิดแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในกองทัพ ที่เชิดชู ขับเน้น หรือให้ความสำคัญแก่บุคคลผู้หนึ่งผู้ใด มากกว่าองค์กรหรือรัฐบาล

และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้พระมหากษัตริย์กลับมาเป็นศูนย์กลางของทหารอีกครั้งหลังจากที่จอมพล ป.หมดอำนาจลงไป

ยุคที่พระมหากษัตริย์กลับมามีบทบาททางการทหารอีกครั้ง เป็นช่วงเวลาที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เผชิญกับศัตรูทางการเมืองรอบด้าน จอมพล ป.ในเวลานั้นอ่อนกำลังลงไปมาก บวกกับที่สหรัฐอเมริกาพยายามผลักดันสถาบันกษัตริย์ไทยให้มีบทบาททางการเมืองเพื่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ในเวลานั้น ทำให้จอมพล ป.สนับสนุนบทบาทของสถาบัน ในการสู้ภัยคอมมิวนิสต์ ดูจะเป็นความหวังในการทำให้สถานะของจอมพล ป.มั่นคงยิ่งขึ้น และเป็นการคานอำนาจไม่ให้กลุ่มสฤษดิ์และเผ่ากลายเป็นศูนย์กลางของกองทัพ

พิธีกรรมทางการทหารที่เคยถูกจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยึดไปในช่วงยุคคณะราษฎร ถูกส่งต่อให้กับสถาบัน ทั้งพระราชกรณียกิจเยี่ยมเยียนทหารตามพื้นที่ต่างๆ การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดค่ายทหาร การร่วมซ้อมรบ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นทหารเช่นเดียวกันกับทหารคนอื่น และมีส่วนสำคัญในการสร้างความใกล้ชิดและความนิยมต่อพระมหากษัตริย์จากบรรดาทหารในกองทัพ

ดูเหมือนว่านโยบายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม จะดำเนินไปได้ด้วยดี สถาบันกษัตริย์กลายเป็นศูนย์กลางของกองทัพอย่างแท้จริง ในภายหลัง เมื่อความสัมพันธ์ของจอมพล ป.กับสถาบันเริ่มลดน้อยถอยลง จนเกิดเหตุการณ์รัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

แม้รัฐบาลจอมพล ป.จะสิ้นสุดลง แต่นโยบายสนับสนุนให้สถาบันมีบทบาทในกองทัพยังคงดำเนินต่อไป และดูเหมือนจะถูกขับเน้นมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่จอมพลสฤษดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี จนอาจกล่าวได้ว่า ถึงที่สุดแล้ว นโยบายของจอมพล ป.มีส่วนทำให้สถานะของพระมหากษัตริย์ เป็นจอมทัพของชาติ และทหารทุกนายจะต้องเคารพเชื่อฟังอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

ตลอด 90 ปี ที่ประชาธิปไตยก่อกำเนิดขึ้นในประเทศ เรากลับเห็นว่าทหารเข้ามามีบทบาทยึดอำนาจอยู่บ่อยครั้ง และจากข้อมูลทั้งหมดที่หยิบยกมานี้ชี้ให้เห็นว่า นับตั้งแต่การปฏิรูปกองทัพไปจนถึงยุคประชาธิปไตย ทหารในกองทัพไม่เคยได้รับการปลูกฝังหรือสร้างจิตสำนึกว่าพวกเขามีหน้าที่รับใช้ประชาชนหรือรัฐบาล ในทางกลับกัน พวกเขาถูกปลูกฝังในเรื่องสถาบัน หรือเชื่อผู้นำที่มาจากกองทัพ

ปัจจัยเหล่านี้อาจชี้ให้เห็นว่า เหตุใดรัฐบาลพลเรือนจึงไม่สามารถควบคุมกองทัพได้ ยิ่งกว่านั้นคือกลับต้องเตรียมตัวเตรียมใจที่จะถูกโค่นล้มอำนาจโดยกองทัพได้ตลอดเวลา ในเวลาใดก็ตามที่พวกเขาถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม

ทว่า ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลเผด็จการหรือรัฐบาลพลเรือนที่ยืนยันและแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพวกเขามีความจงรักภักดี ก็จะรักษาเสถียรภาพทางการเมืองไว้ได้ โดยมีกองทัพคอยทำหน้าที่ค้ำจุน การเมืองไทยจึงมีสภาวะผันผวนสลับไปมาระหว่างรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนกับรัฐบาลทหารเผด็จการอยู่เรื่อยไป

ทั้งหมดคือสาระสำคัญที่หนังสือเล่มนี้มอบให้แก่ผู้อ่าน หากอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสั่งซื้อได้ที่www.matichonbook.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...