ทหารของพระราชา ก่อร่างสร้างกษัตริย์นิยมในกองทัพไทย/รายงานพิเศษ
รายงานพิเศษ
กรกฤษณ์ พรอินทร์
ทหารของพระราชา
ก่อร่างสร้างกษัตริย์นิยมในกองทัพไทย
ตลอด 90 ปีที่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยถือกำเนิดขึ้นในไทย บ่อยครั้งที่ทหารมักก่อการยึดอำนาจเพื่อ “ล้างท่อ” หรือ “ไขก๊อก” ทางการเมือง
โดยมีข้อหาหลักต่อการยึดอำนาจในครั้งนั้นๆ ว่า รัฐบาลในขณะนั้นมีความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยบ้าง ฉ้อราษฎร์บังหลวงบ้าง และสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองบ้าง จนทหารต้องออกมาแสดงบทบาทแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปได้
ซึ่งการกระทำดังกล่าวย่อมมีที่มาเบื้องหลังแนวคิดเหล่านั้น
3 เมษายน 2565 ณ เวทีกลาง สถานีกลางบางซื่อ สำนักพิมพ์มติชนจัดงานเสวนาในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 กับเวที “กำเนิดทหารของพระราชา : สำนึกแห่งศรัทธาและภักดี” โดยมี เทพ บุญตานนท์ ผู้เขียนหนังสือดังกล่าว จากสำนักพิมพ์มติชนเป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
หากกล่าวอย่างรวบรัด หนังสือเล่มนี้อธิบายถึงวิธีการก่อร่างสร้างกษัตริย์นิยมในกองทัพไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2411-2500 ว่าทหารไทยได้รับการปลูกฝังความคิดเกี่ยวกับการเป็น “ทหารของพระราชา” อย่างไร
เทพ บุญตานนท์ อธิบายว่า กองทัพสมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เปลี่ยนจากเดิมที่ใช้ระบบไพร่มาเป็นการเกณฑ์ทหารแทน พร้อมกับการเลิกทาส ส่งผลให้เจ้านายคนอื่นๆ ไม่สามารถสะสมกำลังส่วนตัวเพื่อต่อกรกับพระมหากษัตริย์ได้อีกต่อไป
รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนค่ายทหารทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พร้อมทั้งมีพระบรมราโชวาทให้กำลังใจ รวมถึงก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยขึ้นมา ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิด “ทหารอาชีพ” ที่มีการฝึกและการซ้อมรบอย่างเป็นระบบ
หนึ่งในพิธีกรรมทางทหารที่สำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 คือการพระราชทานธงชัยเฉลิมพลแก่กองพันต่างๆ โดยให้ความหมายกับธงชัยเฉลิมพลว่าเป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ เพราะบนยอดธงจะบรรจุ “เส้นพระเจ้า” (เส้นผมขององค์พระมหากษัตริย์) อยู่ในนั้น เมื่อมีทหารหน่วยใหม่ ก็จะให้เข้าเฝ้าฯ และพระราชทานธงชัยเฉลิมพลเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพระมหากษัตริย์จะทรงอยู่ร่วมกับทหารตลอดเวลาแม้แต่ในสนามรบ
ในช่วงเวลานั้น พระมหากษัตริย์จึงเป็นเพียงผู้เดียวในอาณาจักรที่มีกองทัพส่วนพระองค์ พร้อมการปลูกฝังทหารให้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผ่านพระราชกรณียกิจทางการทหาร ที่ตอกย้ำความใกล้ชิดระหว่างทหารและกษัตริย์
เทพ บุญตานนท์ ตั้งข้อสังเกตอีกว่า แม้เป็นจุดเริ่มต้นของกองทัพสมัยใหม่ แต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ยังไม่มีการเน้นย้ำเรื่องการเป็น “ทหารของพระราชา” อย่างเด่นชัด จนกระทั่งหลังเกิดเหตุการณ์ “ปฏิวัติ ร.ศ.130” ในสมัยรัชกาลที่ 6 การปลูกฝังแนวคิด “ทหารของพระราชา” เริ่มชัดเจนขึ้น เพื่อลดทอนความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับทหารที่เคยเกิดขึ้นในยุคต้นรัชสมัยของพระองค์
รัชกาลที่ 6 ทรงนำวิธีคิดแบบอังกฤษมาดัดแปลงให้เข้ากับสภาพสังคมสยาม พร้อมกับรื้อฟื้นโบราณราชประเพณีบางประการมาใช้เพื่อขับเน้นแนวคิด “ทหารของพระราชา” ให้ชัดเจนขึ้น
ทรงนำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยากลับมาใช้อีกครั้ง
ทรงนำคำขวัญ “God, Nation and King” ของอังกฤษ มาดัดแปลงเป็น “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” แบบไทยๆ
ทรงเปลี่ยนธงชาติที่จากเดิมเป็นธงช้าง มาเป็นธงไตรรงค์แบบตะวันตก พร้อมอธิบายคอนเซ็ปต์ของสีต่างๆ ว่า สีแดงคือชาติ สีขาวคือศาสนา สีน้ำเงินคือพระมหากษัตริย์ เพื่อตอกย้ำความเป็นศูนย์รวมใจของชาติ
รัชกาลที่ 6 ทรงเอาใจใส่กับกิจการทหาร ทรงสนับสนุนการพัฒนากองทัพ โดยมีเหตุการณ์สำคัญประจำรัชสมัยคือการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ในฐานะ “จอมทัพ” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจร่วมกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับทหารในกองทัพสยามว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีสถานะเป็น “จอมทัพของชาติ”
และในรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 นี้เอง นับว่าเป็นยุคที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้คืบคลานเข้าสู่สมัยใหม่แล้ว
เทพ บุญตานนท์ บอกอีกว่า แม้มีความพยายามที่จะถ่วงดุลอำนาจระหว่างกษัตริย์และทหารมาโดยตลอด แต่ในสมัยรัชกาลที่ 7 ด้วยกระแสการเติบโตของระบอบประชาธิปไตยอันเชี่ยวกราก ทำให้รัชกาลที่ 7 พยายามกระชับอำนาจทางการทหาร โดยทรงนำกลุ่มเจ้านายเชื้อพระวงศ์มาคุมกองกำลังเพื่อป้องกันการยึดอำนาจ แต่ไม่อาจต้านทานการเปลี่ยนแปลงได้
หลังจากที่คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ ได้มีความพยายามลดบทบาททางการเมืองและการทหารของพระมหากษัตริย์ลงไป ด้วยการสั่งยุบกองทหารรักษาวังและเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมทางการทหารต่างๆ จากเดิมที่เคยมีกษัตริย์เป็นศูนย์กลาง ให้มาอยู่ในมือของจอมพล ป.พิบูลสงคราม แทน
รวมทั้งยังปลูกฝังสำนึกใหม่ให้กับทหารในกองทัพ เปลี่ยนความภาคภูมิใจของทหารที่จากเดิมคือการเป็น “ทหารของพระราชา” ให้กลับมาอยู่ที่ตัวของทหารเอง รวมถึงให้สำนึกในบุญคุณของพ่อแม่ที่ส่งเสียให้มาเรียนทหาร
และใช้แนวคิดแบบใหม่คือการเชิดชูรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยเป็นที่ตั้ง แทนแนวคิด “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” จากสมัยรัชกาลที่ 6 มาเป็น “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ”
แต่ในยุคเดียวกันนี้เองที่พระมหากษัตริย์กลับถูกประกาศรับรองในฐานะ “จอมทัพของชาติ” ในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2475 ในหมวดที่ 1 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ในมาตรา 5 ที่ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพของสยาม” ซึ่งแม้จะเป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์ที่ไม่ได้มีอำนาจและหน้าที่ในการบังคับบัญชานายทหารนายใดในกองทัพ แต่เป็นธรรมเนียมที่ปรากฏในหลายๆ ประเทศที่มีประมุขเป็นพระมหากษัตริย์ อย่าง อังกฤษ หรือสเปน รวมถึงประเทศไทย
แม้คณะราษฎรจะโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลงได้และควบคุมกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จหลังเหตุการณ์ “กบฏบวรเดช” ในปี พ.ศ.2576 แต่จอมพล ป.พิบูสงคราม หนึ่งในสมาชิกคณะราษฎรคนสำคัญก็เลือกใช้พิธีกรรมทางการทหารที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาส่งเสริมอำนาจของตนเองในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่
อันเป็นการคงไว้ซึ่งมรดกของแนวคิดแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในกองทัพ ที่เชิดชู ขับเน้น หรือให้ความสำคัญแก่บุคคลผู้หนึ่งผู้ใด มากกว่าองค์กรหรือรัฐบาล
และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้พระมหากษัตริย์กลับมาเป็นศูนย์กลางของทหารอีกครั้งหลังจากที่จอมพล ป.หมดอำนาจลงไป
ยุคที่พระมหากษัตริย์กลับมามีบทบาททางการทหารอีกครั้ง เป็นช่วงเวลาที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เผชิญกับศัตรูทางการเมืองรอบด้าน จอมพล ป.ในเวลานั้นอ่อนกำลังลงไปมาก บวกกับที่สหรัฐอเมริกาพยายามผลักดันสถาบันกษัตริย์ไทยให้มีบทบาททางการเมืองเพื่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ในเวลานั้น ทำให้จอมพล ป.สนับสนุนบทบาทของสถาบัน ในการสู้ภัยคอมมิวนิสต์ ดูจะเป็นความหวังในการทำให้สถานะของจอมพล ป.มั่นคงยิ่งขึ้น และเป็นการคานอำนาจไม่ให้กลุ่มสฤษดิ์และเผ่ากลายเป็นศูนย์กลางของกองทัพ
พิธีกรรมทางการทหารที่เคยถูกจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยึดไปในช่วงยุคคณะราษฎร ถูกส่งต่อให้กับสถาบัน ทั้งพระราชกรณียกิจเยี่ยมเยียนทหารตามพื้นที่ต่างๆ การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดค่ายทหาร การร่วมซ้อมรบ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นทหารเช่นเดียวกันกับทหารคนอื่น และมีส่วนสำคัญในการสร้างความใกล้ชิดและความนิยมต่อพระมหากษัตริย์จากบรรดาทหารในกองทัพ
ดูเหมือนว่านโยบายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม จะดำเนินไปได้ด้วยดี สถาบันกษัตริย์กลายเป็นศูนย์กลางของกองทัพอย่างแท้จริง ในภายหลัง เมื่อความสัมพันธ์ของจอมพล ป.กับสถาบันเริ่มลดน้อยถอยลง จนเกิดเหตุการณ์รัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
แม้รัฐบาลจอมพล ป.จะสิ้นสุดลง แต่นโยบายสนับสนุนให้สถาบันมีบทบาทในกองทัพยังคงดำเนินต่อไป และดูเหมือนจะถูกขับเน้นมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่จอมพลสฤษดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี จนอาจกล่าวได้ว่า ถึงที่สุดแล้ว นโยบายของจอมพล ป.มีส่วนทำให้สถานะของพระมหากษัตริย์ เป็นจอมทัพของชาติ และทหารทุกนายจะต้องเคารพเชื่อฟังอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
ตลอด 90 ปี ที่ประชาธิปไตยก่อกำเนิดขึ้นในประเทศ เรากลับเห็นว่าทหารเข้ามามีบทบาทยึดอำนาจอยู่บ่อยครั้ง และจากข้อมูลทั้งหมดที่หยิบยกมานี้ชี้ให้เห็นว่า นับตั้งแต่การปฏิรูปกองทัพไปจนถึงยุคประชาธิปไตย ทหารในกองทัพไม่เคยได้รับการปลูกฝังหรือสร้างจิตสำนึกว่าพวกเขามีหน้าที่รับใช้ประชาชนหรือรัฐบาล ในทางกลับกัน พวกเขาถูกปลูกฝังในเรื่องสถาบัน หรือเชื่อผู้นำที่มาจากกองทัพ
ปัจจัยเหล่านี้อาจชี้ให้เห็นว่า เหตุใดรัฐบาลพลเรือนจึงไม่สามารถควบคุมกองทัพได้ ยิ่งกว่านั้นคือกลับต้องเตรียมตัวเตรียมใจที่จะถูกโค่นล้มอำนาจโดยกองทัพได้ตลอดเวลา ในเวลาใดก็ตามที่พวกเขาถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม
ทว่า ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลเผด็จการหรือรัฐบาลพลเรือนที่ยืนยันและแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพวกเขามีความจงรักภักดี ก็จะรักษาเสถียรภาพทางการเมืองไว้ได้ โดยมีกองทัพคอยทำหน้าที่ค้ำจุน การเมืองไทยจึงมีสภาวะผันผวนสลับไปมาระหว่างรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนกับรัฐบาลทหารเผด็จการอยู่เรื่อยไป
ทั้งหมดคือสาระสำคัญที่หนังสือเล่มนี้มอบให้แก่ผู้อ่าน หากอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถสั่งซื้อได้ที่www.matichonbook.com