โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มนุษยชาติอยู่เพียงลำพัง ในกาแล็กซีทางช้างเผือก

Environman

เผยแพร่ 19 ก.ค. 2567 เวลา 13.00 น.

‘มีแต่ความเงียบงัน’ งานวิจัยใหม่เสนอแนะ จริง ๆ แล้วเราอาจอยู่คนเดียวในกาแล็กซีทางช้างเผือก

ด้วยดาวฤกษ์กว่า 200 พันล้านล้านล้านดวงในจักรวาล และช่วงเวลาอีกกว่า 13.7 พันล้านปีนับตั้งแต่บิ๊กแบง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกว่าจะมีมนุษย์สักคนที่คิดว่าอาจจะมีอารยธรรมต่างดาว หรือเรียกสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า ‘เอเลี่ยน’ อยู่ตรงไหนสักแห่ง แต่พวกเขาไปอยู่ที่ไหนกันหมดล่ะ? ซึ่งนำไปสู่สิ่งที่หลายคนรู้จักนั่นคือ ‘Fermi Paradox’

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกพยายามหาคำตอบให้กับคำถามนี้ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมองหาน้ำในสถานะของเหลว ค้นหาดาวเคราะห์ที่อยู่ในเขตเอื้อต่อการอยู่อาศัย และค้นหาทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตต่างดาว เช่นเดียวรายงานใหม่ที่สรุปอย่างเรียบง่ายว่า แท้จริงแล้วเราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาเพียงแห่งเดียวในกาแล็กซีที่กว้างใหญ่นี้ หรือยิ่งกว่านั้นคือจักรวาลทั้งมด

“ลองพิจารณากลุ่มดาวเคราะห์ที่คล้ายโลกทั่วจักรวาล โลกที่มีแรงโน้มถ่วง องค์ประกอบ สารเคมีคงเหลือ และสภาพอากาศที่ใกล้เคียงกัน” นักดาราศาสตร์ David M. Kipping และ ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ Geraint F. Lewis เขียน “แม้ว่าความแตกต่างเล็ก ๆ น้อยจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนในอวกาศ ดังนั้นเราจึงสามารถคาดหวังได้อย่างสมเหตุสมผลว่าชีวิตจะเกิดขึ้นเกือบตลอดเวลาในสภาวะเหล่านั้น”

ทีมวิจัยได้ทดสอบการทดลองทางความคิดซึ่งเสนอครั้งแรกโดยนักฟิสิกส์ Edwin Jaynes เมื่อปี 1986 โดยให้ลองจินตนาการว่า ‘เราได้เข้าไปในห้องปฏิบัติการณ์ และพบกับบีกเกอร์ขนาดใหญ่ที่บรรจุน้ำวางไว้เป็นแนวยาว จากนั้นให้ใส่ ‘สาร X’ เข้าไปเพื่อดูว่าจะเกิดการละลายหรือไม่?’

โดยทั่วไปแล้วในสถานการณ์ดังกล่าว เราจะสามารถคาดหวังได้เลยว่าสาร X จะละลายในบีกเกอร์ได้เกือบ 100% ของเวลา หรือเป็น 0% ของเวลา กล่าวอย่างง่ายผลลัพธ์จะมีแค่ละลายหรือไม่ละลายในสถานการณ์ปกติ แต่หากมีการละลายครึ่งหนึ่ง(และอีกครึ่งหนึ่งไม่ละลาย)แสดงว่าต้องมีปัจจัยอื่นส่งผลร่วมด้วย

เช่น อุณหภูมิ ความดัน หรือการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อยในห้องปฏิบัติการที่ไม่สม่ำเสมอกัน ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีการ ‘ปรับอย่างละเอียด’ เพื่อให้สาร X ละลาย ทีมวิจัยเชื่อว่าแนวคิดนี้สามารถนำไปใช้กับการมองหาเอเลี่ยนได้

ตัวอย่างเช่น เรารู้ดีว่าชีวิตเล็ก ๆ บนโลกอย่างจุลินทรีย์สามารถเกิดขึ้นได้ในเกือบทุกกรณีของสภาวะใดสภาวะหนึ่ง และแทบไม่เกิดขึ้นเลยในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งเช่นกัน กระนั้นวิทยาศาสตร์บรรจุบันก็ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ของดาวดวงอื่นที่ถูก ‘ปรับอย่างละเอียด’

ดังนั้นมันจึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า หากเราอยู่ในกาแล็กซีที่มีอารยธรรมขั้นสูงเกิดขึ้นเสมอในช่วงเวลากว้าง ๆ ของจักรวาล เราจึงควรคาดหวังได้อย่างแน่นอนว่าจะเห็นสัญญาณของสิ่งมีชีวิตต่างดาวอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งกาแล็กซี แต่อย่างที่ทราบกันดี ไม่มีใครเคยเห็นสัญญาณเหล่านั้นจริง ๆ สักครั้งหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้มันจึงนำไปสู่คำตอบในท้ายที่สุดว่า ‘หากชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นในเกือบทุกกรณี มันก็จะเป็นอีกด้านหนึ่งคือ แทบไม่มีชีวิตเกิดขึ้นเลย’ มนุษยชาติจึงอยู่ในสถานะที่ว่า (อาจ)เป็นเพียงชีวิตเดียวในกาแล็กซีที่กว้างใหญ่นี้

“ที่นี่ ใคร ๆ ก็จินตนาการได้ว่า ETI (Extraterrestrial intelligence หรือสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ทรงปัญญา) เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ETI ก็มักจะเริ่มตั้งอาณานิคมในภูมิภาคของตนในช่วงสั้น ๆ ของจักรวาลนี้พื้นที่ส่วนใหญ่จะถูกเติมจนเต็ม” ทีมงานเขียน

ดังนั้นทั้งคู่จึงแนะนำว่า “สถานการณ์เช่นนี้ทำให้มุมมองปกติของ SETI (องค์กรมองหาสิ่งมีชีวิตต่างดาว) เปลี่ยนไป แทนที่จะมองเฉพาะพี่ เราควรพิจารณาพื้นที่ที่แยกจากเราอย่างมาก สมมติฐานดังกล่าวมีข้อได้เปรียบมากกว่า โดยหลักการแล้ว เราสามารถตรวจสอบได้ผ่านทางกาแล็กซีภายนอก”

บางทีเพื่อนเอเลี่ยนของเราอาจอยู่ที่กาแล็กซีแอนดรอเมดา (Andromeda) ก็เป็นไปได้

แล้วคุณล่ะ เชื่อเรื่องเอเลี่ยนไหม?

ที่มา

https://arxiv.org/abs/2407.07097

Photo : NASA; ESA; A. Feild and R. van der Marel, STScI

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...