มนุษยชาติอยู่เพียงลำพัง ในกาแล็กซีทางช้างเผือก
‘มีแต่ความเงียบงัน’ งานวิจัยใหม่เสนอแนะ จริง ๆ แล้วเราอาจอยู่คนเดียวในกาแล็กซีทางช้างเผือก
ด้วยดาวฤกษ์กว่า 200 พันล้านล้านล้านดวงในจักรวาล และช่วงเวลาอีกกว่า 13.7 พันล้านปีนับตั้งแต่บิ๊กแบง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกว่าจะมีมนุษย์สักคนที่คิดว่าอาจจะมีอารยธรรมต่างดาว หรือเรียกสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า ‘เอเลี่ยน’ อยู่ตรงไหนสักแห่ง แต่พวกเขาไปอยู่ที่ไหนกันหมดล่ะ? ซึ่งนำไปสู่สิ่งที่หลายคนรู้จักนั่นคือ ‘Fermi Paradox’
นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกพยายามหาคำตอบให้กับคำถามนี้ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมองหาน้ำในสถานะของเหลว ค้นหาดาวเคราะห์ที่อยู่ในเขตเอื้อต่อการอยู่อาศัย และค้นหาทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตต่างดาว เช่นเดียวรายงานใหม่ที่สรุปอย่างเรียบง่ายว่า แท้จริงแล้วเราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาเพียงแห่งเดียวในกาแล็กซีที่กว้างใหญ่นี้ หรือยิ่งกว่านั้นคือจักรวาลทั้งมด
“ลองพิจารณากลุ่มดาวเคราะห์ที่คล้ายโลกทั่วจักรวาล โลกที่มีแรงโน้มถ่วง องค์ประกอบ สารเคมีคงเหลือ และสภาพอากาศที่ใกล้เคียงกัน” นักดาราศาสตร์ David M. Kipping และ ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ Geraint F. Lewis เขียน “แม้ว่าความแตกต่างเล็ก ๆ น้อยจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนในอวกาศ ดังนั้นเราจึงสามารถคาดหวังได้อย่างสมเหตุสมผลว่าชีวิตจะเกิดขึ้นเกือบตลอดเวลาในสภาวะเหล่านั้น”
ทีมวิจัยได้ทดสอบการทดลองทางความคิดซึ่งเสนอครั้งแรกโดยนักฟิสิกส์ Edwin Jaynes เมื่อปี 1986 โดยให้ลองจินตนาการว่า ‘เราได้เข้าไปในห้องปฏิบัติการณ์ และพบกับบีกเกอร์ขนาดใหญ่ที่บรรจุน้ำวางไว้เป็นแนวยาว จากนั้นให้ใส่ ‘สาร X’ เข้าไปเพื่อดูว่าจะเกิดการละลายหรือไม่?’
โดยทั่วไปแล้วในสถานการณ์ดังกล่าว เราจะสามารถคาดหวังได้เลยว่าสาร X จะละลายในบีกเกอร์ได้เกือบ 100% ของเวลา หรือเป็น 0% ของเวลา กล่าวอย่างง่ายผลลัพธ์จะมีแค่ละลายหรือไม่ละลายในสถานการณ์ปกติ แต่หากมีการละลายครึ่งหนึ่ง(และอีกครึ่งหนึ่งไม่ละลาย)แสดงว่าต้องมีปัจจัยอื่นส่งผลร่วมด้วย
เช่น อุณหภูมิ ความดัน หรือการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อยในห้องปฏิบัติการที่ไม่สม่ำเสมอกัน ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีการ ‘ปรับอย่างละเอียด’ เพื่อให้สาร X ละลาย ทีมวิจัยเชื่อว่าแนวคิดนี้สามารถนำไปใช้กับการมองหาเอเลี่ยนได้
ตัวอย่างเช่น เรารู้ดีว่าชีวิตเล็ก ๆ บนโลกอย่างจุลินทรีย์สามารถเกิดขึ้นได้ในเกือบทุกกรณีของสภาวะใดสภาวะหนึ่ง และแทบไม่เกิดขึ้นเลยในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งเช่นกัน กระนั้นวิทยาศาสตร์บรรจุบันก็ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ของดาวดวงอื่นที่ถูก ‘ปรับอย่างละเอียด’
ดังนั้นมันจึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า หากเราอยู่ในกาแล็กซีที่มีอารยธรรมขั้นสูงเกิดขึ้นเสมอในช่วงเวลากว้าง ๆ ของจักรวาล เราจึงควรคาดหวังได้อย่างแน่นอนว่าจะเห็นสัญญาณของสิ่งมีชีวิตต่างดาวอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งกาแล็กซี แต่อย่างที่ทราบกันดี ไม่มีใครเคยเห็นสัญญาณเหล่านั้นจริง ๆ สักครั้งหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้มันจึงนำไปสู่คำตอบในท้ายที่สุดว่า ‘หากชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นในเกือบทุกกรณี มันก็จะเป็นอีกด้านหนึ่งคือ แทบไม่มีชีวิตเกิดขึ้นเลย’ มนุษยชาติจึงอยู่ในสถานะที่ว่า (อาจ)เป็นเพียงชีวิตเดียวในกาแล็กซีที่กว้างใหญ่นี้
“ที่นี่ ใคร ๆ ก็จินตนาการได้ว่า ETI (Extraterrestrial intelligence หรือสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ทรงปัญญา) เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ETI ก็มักจะเริ่มตั้งอาณานิคมในภูมิภาคของตนในช่วงสั้น ๆ ของจักรวาลนี้พื้นที่ส่วนใหญ่จะถูกเติมจนเต็ม” ทีมงานเขียน
ดังนั้นทั้งคู่จึงแนะนำว่า “สถานการณ์เช่นนี้ทำให้มุมมองปกติของ SETI (องค์กรมองหาสิ่งมีชีวิตต่างดาว) เปลี่ยนไป แทนที่จะมองเฉพาะพี่ เราควรพิจารณาพื้นที่ที่แยกจากเราอย่างมาก สมมติฐานดังกล่าวมีข้อได้เปรียบมากกว่า โดยหลักการแล้ว เราสามารถตรวจสอบได้ผ่านทางกาแล็กซีภายนอก”
บางทีเพื่อนเอเลี่ยนของเราอาจอยู่ที่กาแล็กซีแอนดรอเมดา (Andromeda) ก็เป็นไปได้
แล้วคุณล่ะ เชื่อเรื่องเอเลี่ยนไหม?
ที่มา
https://arxiv.org/abs/2407.07097
Photo : NASA; ESA; A. Feild and R. van der Marel, STScI