โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กางกลยุทธ์ดูแล “คน” ของ CRG ที่พาธุรกิจเชนร้านอาหารคู่ไทยคว้า “รางวัลสุดยอดนายจ้างยอดเยี่ยมแห่งปี”

Reporter Journey

อัพเดต 22 เม.ย. 2567 เวลา 13.39 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. 2567 เวลา 06.39 น. • Reporter Journey

เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาเราได้ทราบเรื่องน่ายินดีจากเวที THAILAND BEST EMPLOYER BRAND AWARDS 2024 ได้มอบรางวัล “สุดยอดนายจ้างยอดเยี่ยมแห่งปี” ให้กับ ผู้นำธุรกิจเชนร้านอาหารที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานกว่า 45 ปี นั่นคือ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป ที่มอบโดย สถาบันการจัดการทรัพยากรมนุษย์ World HRD Congress และ CHRO Asia

ด้วยเหตุนั้นเองทำให้เราได้ฤกษ์งามยามดีมาพูดคุยกับ คุณเปิ้ล-จารุวรรณ งามพิสุทธิ์ไพศาล ตำแหน่ง Head of Human Resources ได้มาเล่าถึงเคล็ด (ไม่) ลับว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ CRG คว้ารางวัลนี้มาครอบครอง ตั้งแต่แนวคิดการคัดเลือกพนักงาน วิธีการพัฒนาพนักงาน จนไปถึงสวัสดิการที่เราเองที่ได้ฟังยังแอบตาลุกวาวกับสวัสดิการดีๆ ของที่นี่ เชื่อว่าใครที่อ่านบทความนี้จนจบ คงต้องอยากลองค้นหาตำแหน่งงานที่ว่างของ CRG กันเลยทีเดียว

มาทำความเข้าใจไปด้วยกันเลยว่า อะไรที่ทำให้ CRG บริหารทรัพยากร “คน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่พนักงานยังคงมีความสุขกันถ้วนหน้าได้ขนาดนี้

อะไรทำให้ธุรกิจอาหารอย่าง CRG คว้ารางวัล Best Employers Brand Award

ธุรกิจร้านอาหารเป็นธุรกิจที่มุ่งเน้นเรื่องการบริการเรามีจำนวนสาขามากถึง 1,600 สาขา พนักงานมากกว่า 14,000 คน เราจึงต้องมีการบริหารจัดการคนที่มุ่งเน้นการให้ความสำคัญในเรื่องของ Customer Journey เราจริงจังตั้งแต่ก้าวแรกที่ลูกค้าเดินเข้าร้านไป จนถึงตอนที่ลูกค้าเดินออกจากร้าน ทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจหมดเลย เราจึงจริงจังกับการบริหารคนที่สุด โดยคำนึงถึง “Employee Journey” หมายถึง การเอาใจใส่ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การสรรหา คัดเลือกและรับพนักงาน ดูแลพนักงานตั้งแต่การเริ่มงานวันแรก จนไปถึงแผนพัฒนาหรือเส้นทางการเติบโตของพนักงาน ดูแลจนกระทั่งในวันที่เขาจะเดินจากองค์กรของเราไป ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ทำให้คณะกรรมการมอบรางวัลTHAILAND BEST EMPLOYER BRAND AWARDS 2024 ให้กับเรา

การจะคัดเลือกคนเข้ามาในองค์กรแต่ละครั้ง เราต้องดูความสามารถที่เขามีและมาจับคู่กับ Business Values ของเรา เช่น พนักงานที่จะประจำอยู่หน้าร้านอาหาร ก็ต้องเป็นคนที่มีใจรักในการบริการและมี Passion ในธุรกิจอาหาร เรียกง่ายๆ คือเราพิถีพิถันเลือกคนที่ตรงจริตกับธุรกิจของเราจริงๆ

แต่การจะพิถีพิถันได้ขนาดนี้ ถ้าให้เรามานั่งคัดเลือกกันเอง คงใช้ทรัพยากรคนหนักมากเกินไป และอาจสื่อสารกันได้ไม่แม่นยำ CRG จึงมีการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยสรรหาและคัดเลือกพนักงานที่ชื่อว่า “หนูยิ้ม” คือ AI Chat Bot ที่ทำหน้าที่พูดคุยกับผู้สมัครงานของเราทุกคน ผู้สมัครงานสามารถเข้ามาติดต่อสอบถามและตรวจสอบได้ว่ามีตำแหน่งงานไหนของเราเปิดรับบ้าง และเปิดรับในสาขาใด ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่มากกว่าความสะดวกสบายนี้ “หนูยิ้ม” ยังเป็นช่องทางสื่อสารที่ดีมากกับกลุ่มผู้พิการทางการได้ยิน ที่ทำให้แพลตฟอร์ม “หนูยิ้ม”คว้ารางวัล Silver Award จากเวที Thailand HR Innovation Awards 2021 (จัดโดย PMAT)

ปัจจุบัน CRG มีการจ้างงานคนพิการหลายอัตรา ในหลากหลายประเภทความพิการ ซึ่งทำให้เราได้รับรางวัลองค์กรที่ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการในระดับดีเยี่ยม ติดต่อกัน 9ปี นอกจากนั้นเรายังเป็นแหล่งเรียนรู้ดูงานในเรื่องการจ้างงานและการดูแลคนพิการด้วย ส่งผลให้เรามีความโดดเด่นในเรื่องความแตกต่างหลากหลาย (Diversity & Inclusion) เป็นอย่างมาก

เมื่อพนักงานใหม่ได้เข้ามาอยู่กับเรา ทุกคนต้องได้เข้าสู่โปรแกรม Back to Basic คือการไปทำงานที่หน้าร้านในแบบที่ต้องเรียนรู้ทุกกระบวนการในร้าน อย่างถ้าเป็นพนักงานของ KFC พนักงานทุกคนต้องเรียนรู้ตั้งแต่การถูพื้น วิธีการคลุกไก่ วิธีการทอดไก่ที่อร่อย จนไปถึงจำนวนครั้งในการเขย่าวิงส์แซ่บ บางคนอาจจะตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องเรียนรู้ขนาดนี้ ก็เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าจะได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน และเพื่อให้พนักงานของเราเข้าใจธุรกิจและเข้าใจพนักงานที่ทำงานอยู่หน้าร้านอย่างแท้จริง เพื่อให้สามารถคิดกลยุทธ์ ออกแบบการทำงาน และออกแบบสวัสดิการที่ดีต่อพนักงานและออกแบบบริการที่ดีต่อลูกค้า

นอกจากโปรแกรม Back to Basic ที่ทำให้พนักงานเข้าใจพื้นฐานธุรกิจแล้ว เรายังต่อยอดความเติบโต ด้วยการสนับสนุนความก้าวหน้าในสายอาชีพ และสร้างโอกาสในการเติบโตของพนักงานทุกคน โดยมีโปรแกรมการวางแผนพัฒนาสายอาชีพรายบุคคล (Individual Career De velopment Plan) การพัฒนา Leadership เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับคนที่จะเป็นขึ้นมาเป็นผู้นำ และโปรแกรมการพัฒนาพนักงานทั่วไปแบบ 70-20-10

อันดับต่อไปคือการรักษาบุคลากรให้คงอยู่กับองค์กรต่อไปนานๆ ทำให้ทุกปี CRG มีโปรแกรม “CG Voice” ซึ่งย่อมาจาก “Central Group - Voice” เป็นโปรแกรมที่เราจะรับฟังเสียงของคนในองค์กร ให้พนักงานได้สะท้อนว่ารู้สึกอย่างไรกับองค์กรบ้าง โปรแกรมนี้ทำให้เรานำเสียงสะท้อนของคน CRG ไปพัฒนาต่อเป็นนโยบายที่จะสนับสนุนให้พนักงานอยู่กับเราอย่างมีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป

“คน” สำคัญอย่างไรต่อ CRG

เรามองว่าธุรกิจร้านอาหาร ทุกย่างก้าวของลูกค้าต้องมีคนเข้าไปจัดการดูแล ปัจจุบันเราประสบปัญหาในเรื่องการขาดแคลนแรงงานและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่ธุรกิจยังจำเป็นต้องใช้คนเป็นสำคัญ เพราะไม่ว่าเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีใดๆ ก็ทำได้แต่ไม่เท่าคน แม้เราจะมีการนำหุ่นยนต์มาใช้ในร้านอาหารเพื่ออำนวยความสะดวก หรือมีการใช้ QR Code ในการสั่งอาหาร แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถพูดคุยกับลูกค้าได้ เพราะเรามองว่าการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าคือการสื่อสารอย่างเข้าใจกัน เพราะฉะนั้นเราดูแลคนของ CRG ให้มีความสุข เพราะเราเชื่อว่าถ้าคนของเรามีความสุข เขาก็จะส่งต่อความสุขนี้ไปให้ลูกค้าด้วย

อย่างไม่กี่วันที่ผ่านมา (ต้นเดือนมกราคม) เรามีการจัดงานเกษียณให้กับพนักงานของเรา โดยก่อนเกษียณ เรามีโปรแกรมให้ความรู้ 2-3 โปรแกรม โดยโปรแกรมแรกคือการให้ความรู้เรื่องการเงิน ในวันที่เขาจะต้องออกจากระบบขององค์กรเราไป เราอยากให้เขาบริหารจัดการเงินเก็บของเขาได้ดี และให้ความรู้ว่า เมื่อเขาเกษียณไปแล้วเขามีสิทธิอะไรบ้าง โปรแกรมที่สองคือการเรียนรู้ด้านอาชีพ แต่เป็นอาชีพที่เป็นงานอดิเรกได้ด้วยอย่างเช่นการทำลูกชุบ ทำวุ้นดอกไม้ และโปรแกรมที่สามคือเรื่องสุขภาพ เราให้ความรู้เรื่องวิธีการดูแลสุขภาพหลังเกษียณด้วย

เมื่อถึงวันจัดงานเกษียณ ทางเราได้จัดทำ Photo Book ให้กับตัวเขาเองและน้องๆ ที่เคยทำงานร่วมกับเขาด้วย เสมือนว่าเป็นเฟรนด์ชิพที่เราเคยเขียนให้กันตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก พร้อมกับมอบดอกไม้ ใบประกาศนียบัตรและวิดีโอสั้นๆ ระหว่างรับประทานอาหารร่วมกันเพื่อขอบคุณการเดินทางของเขา

แต่ในโลกของความเป็นจริง CRG ที่อยู่ภายใต้เครือบริษัทใหญ่ สามารถทำให้บริษัทเติบโตได้ดีท่ามกลางความสุขของพนักงานแบบ winning happinessได้จริงหรือ?

ชอบคำว่า winning happiness มากเลย สมัยก่อนหลักการบริหารของเราส่วนใหญ่จะเป็น Top-Down คือการที่พนักงานรอรับคำสั่งลงมา แต่ตอนนี้ไม่ใช่เพราะโลกกำลังเปลี่ยนไปเยอะ ปัจจุบันเรามีการบริหารงานทั้งแบบมี Top-Down และ Bottom-Up

ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมในเรื่องนี้ เช่น เมื่อก่อนพนักงานที่อยู่หน้าร้านเขาจะมองแค่เป้าหมายร้านของตัวเอง มองเฉพาะหน้าที่ของตัวเองเพียงเท่านั้น แต่ช่วงหลังมานี้เรามีการทำ Town Hall Meeting กับพนักงานทุกระดับ ตั้งแต่ระดับ Corporate Level คือในระดับองค์กร ซึ่งเป็นการพาผู้จัดการร้านทั้งหมด 1,500 สาขา ของเรามาเข้าประชุม

ใน Town Hall Meeting เราจะประชุมกันในเรื่องทิศทางของธุรกิจและชี้แจงแผนของ CRG ในแต่ละปี พร้อมกับการสะท้อนว่าในปีที่ผ่านมาผลงานของแต่ละสาขาเป็นอย่างไร ซึ่ง CRG ก็ถือโอกาสนี้ในการจัดงานมอบรางวัลให้กับพนักงานหรือน้องๆ ที่ทุ่มเทและอุทิศตัวเองต่อองค์กร อย่างรางวัล Brand of the year และ People manager of the year ซึ่งก็จะมีรางวัลให้ในหลายสาขายิบย่อยลงไปอีก ดังนั้น Town Hall Meeting จึงไม่ใช่แค่การประชุมแผนงาน แต่เป็นการรับฟีดแบกจากพนักงานในทุกระดับพร้อมกับชื่นชมพวกเขาไปในตัวด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นคือ การจัดประชุม Town Hall Meeting ยังทำให้คนของ CRG ทุกระดับได้เห็นภาพเป้าหมายขององค์กรในอนาคตร่วมกัน ถ้าเปรียบเทียบอย่างง่ายก็เหมือนกับการที่ในวันที่เรารู้ว่าพ่อแม่ของเราทำกระเป๋าเงินหายไป คนในบ้านคนอื่นๆ ก็ต้องช่วยกันประหยัดและหาวิธีให้ครอบครัวรอดพ้นวิกฤต แต่ถ้าพ่อแม่ไม่บอกถึงปัญหาหรือสิ่งที่ต้องการ คนในบ้านก็จะไม่รู้สถานการณ์ และอาจจะช่วยเหลือหรือสื่อสารกันไม่เข้าใจ

อีกอย่างที่เราคิดว่านี่ทำให้เกิด winning happiness ระหว่างพนักงานคือ การให้พนักงานมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายต่างๆ ในองค์กร เช่น การจัดสวัสดิการ เพราะเรามีคณะกรรมการด้านสวัสดิการค่ะ CRG มีการเลือกตั้งแบบเป็นเรื่องเป็นราวอย่างจริงจัง โดยผู้สมัครก็เป็นพนักงานในองค์กรเราค่ะ และมีการให้หย่อนคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งโดยพนักงานเลือกพนักงานนี่แหละ ที่ทำให้ CRG มีตั้งแต่สวัสดิการตัดแว่น เพราะพนักงานของเราสะท้อนว่าต้องทำงานกับหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ตลอด สายตาก็เริ่มไม่ดี เราก็เพิ่มสวัสดิการแว่นตาให้ทุกคน

อีกสวัสดิการที่สะท้อนมาจากความต้องการของพนักงานเช่นกันคือ การสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล เมื่อก่อนถ้าพนักงานเจ็บป่วย เมื่อพนักงานไปโรงพยาบาลก็จ่ายเงินของตนเองไปก่อน แล้วจึงค่อยทำการเบิกค่ารักษาจากบริษัทในภายหลัง แต่บางคนไม่พร้อมสำหรับการสำรองจ่ายไปก่อนเพราะค่ารักษาพยาบาลมีราคาสูง เราจึงทำการดีลกับโรงพยาบาล โดยทุกวันนี้พนักงานที่เข้าไปรักษากับโรงพยาบาลคู่สัญญา ไม่ต้องสำรองจ่ายด้วยเงินของตัวเอง เราเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้โดยพนักงานไม่ต้องกังวลที่จะต้องจ่ายค่ารักษา ซึ่งตอนนี้เราขยายการร่วมมือกับโรงพยาบาล 1,500 สถานพยาบาลแล้ว

สวัสดิการต่อมาคือ สวัสดิการหอพักราคาพิเศษ บริษัทฯ รับพนักงานที่เป็นทวิภาคี คือเป็นน้องๆ ที่เรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย เราจึงหาห้องพักราคาพิเศษให้พนักงานเหล่านี้ เพราะน้องๆ เหล่านี้มักต้องอาศัยอยู่แบบหอพักและต้องจ่ายในราคาที่สูงมาก และการที่เราแก้ปัญหาหรือปรับตัวตามที่พนักงานได้สะท้อนเสียงมาถึงเรา นั่นทำให้พนักงานรู้สึกได้ว่าองค์กรพร้อมรับฟังและใส่ใจ ดังนั้นเขาเองก็พร้อมทำงานด้วยใจกับ CRG เช่นกัน

CRG มีมุมมองกับการสวัสดิการพนักงานแบบไหน

เรามองว่าเงินเดือนเป็นรายได้หลัก แต่สวัสดิการคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตพนักงานสบายขึ้นนะ (หัวเราะ) เรียกได้ว่าเป็นส่วนเสริมที่ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น CRG ก็เลยให้ความสำคัญกับสวัสดิการจริงๆ ค่ะ แต่สวัสดิการก็มีหลายรูปแบบ อยู่ในรูปแบบของเงินหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ก็ได้ ซึ่ง CRG เราเน้นเรื่องของความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานมากที่สุด

ความเป็นอยู่ดีนั้นเรามีเสาหลักอยู่ 5 เสา ได้แก่ Well being-สุขกาย, Mental well bing-สุขภาพใจ, Finencial well being-สุขเงิน, Interlecial well being-สุขภาวะทางปัญญา และ Social well being-สุขภาวะทางสังคม เราใส่ใจตรงนี้เพราะอยากให้พนักงานอยากตื่นมาทำงานกัน

ขอยกตัวอย่างสักสวัสดิการที่ทุกคนใน CRG ชื่นชอบเป็นพิเศษเลยคือ สวัสดิการนวดฟรี (หัวเราะ) ปัจจุบันบริษัททำงานกับผู้พิการที่เป็นคนพิการทางการได้ยินไปแล้วประมาณ 90% แต่เราอยากขยายโอกาสอย่างอื่นในการจ้างงานคนพิการด้วย เราเลยได้ร่วมมือกับสมาคมคนตาบอด ทำให้เราได้คนตาบอดที่เชี่ยวชาญเรื่องการนวดมาอยู่ประจำ โดยสวัสดิการนวดนี้มีเปิดให้จองสัปดาห์ละสองวัน พนักงานนวดได้คนละ 30 นาที ขณะที่คนพิการก็มีรายได้ พนักงานเองก็แฮปปี้กับสวัสดิการดีๆ คิวนวดนี่ฮอตฮิตมากๆ พนักงานจองคิวกันยาวเหยียดเลยค่ะ (หัวเราะ) ดังนั้นเราอยากส่งเสริมให้เขามีทั้งสุขภาพกายและใจดีควบคู่กันไปค่ะ

Work life balance สำหรับธุรกิจร้านอาหารในแบบ CRG เป็นอย่างไร

ต้องบอกว่างานหน้าร้านและงานในส่วนออฟฟิศของ CRG มีวิธีการทำงานที่หลากหลาย สำหรับพนักงานที่ทำงานในออฟฟิศ เมื่อก่อนเราเคยทำเป็นระบบเข้างานแบบตอกบัตร แต่สุดท้ายเรายกเลิกไป เราเน้น Performance based และทิ้งการทำงานแบบ Time Based เมื่อเราเน้นผลงานเป็นหลัก เราจึงมีการยืดหยุ่นชั่วโมงการทำงาน เราเปลี่ยนไปเป็นการทำงานแบบ Hybrid มากขึ้น และเริ่มมีการทำงานแบบ Remote Working ให้เขาได้มี Work From Home สัปดาห์ละหนึ่งวัน ไปจัดการกันได้เองเลยว่าจะทำงานที่บ้านกันวันไหน

ในขณะที่พนักงานหน้าร้าน เราก็มีการเอาเทคโนโลยีเข้าไปช่วยให้พนักงานทำงานได้สะดวกสบายขึ้น เพื่อให้เกิดผลลัพธ์การทำงานที่ดีและมากยิ่งขึ้น เช่นการจัดหาเครื่องล้างจานให้ การใช้หุ่นยนต์ช่วยเสิร์ฟ จนไปถึงการประชุมหรือจัดอบรมหลักสูตรพนักงานแบบออนไลน์ เพื่อให้พนักงานจัดสรรเวลาชีวิตของตัวเองและงานได้ดีขึ้น

หลักสูตรการอบรมแบบไหนที่ CRG ให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ

หลักสูตรผู้สัมผัสอาหารค่ะ ต้องท้าวความว่า หลักสูตรผู้สัมผัสอาหารเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2019 ช่วงก่อนโควิด เป็นกฎหมายที่ทุกธุรกิจอาหารต้องส่งผู้สัมผัสอาหารเข้ารับการอบรมครั้งนี้ แต่ปัญหาของการอบรมมีหลายด้าน คือ

  • วิทยากร ที่อบรมได้จะต้องเรียนจบในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ Food Sci - Food Tech หรือต้องมีประสบการณ์ด้านอาหาร ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้มีคนที่สามารถเป็นวิทยากรได้อยู่ไม่ถึง 300 คนทั่วประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็นการตั้งมาตรฐานวิทยากร สูงเกินไป ทำให้ไม่สามารถจัดการอบรมให้คนจำนวนมาก ในช่วงเวลาที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ได้

  • วิธีการอบรม ต้องเป็นแบบ Classroom Learning เท่านั้น ไม่สามารถจัดอบรมรูปแบบอื่นได้

เราจึงสะท้อนเสียงปัญหานี้และพูดคุยกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เพราะกฎหมายนี้สำคัญกับอุตสาหกรรมอาหารมากๆ จึงได้เสนอทางแก้ไขและได้ข้อสรุปว่า อนุญาตให้มีการอบรมหลักสูตรผู้สัมผัสอาหารผ่านช่องทางออนไลน์ ส่วนวิทยากรที่เป็นผู้ให้ความรู้ไม่จำเป็นต้องจบ Food Sci - Food Tech แต่ต้องมีอายุการทำงานในวงการอาหารตามที่กำหนด ทำให้จากที่ต้องเสียค่าอบรมอยู่ที่คนละ 1,600 บาท เมื่อเปลี่ยนเป็นรูปแบบออนไลน์ทำให้ค่าเข้าอบรมอยู่ที่คนละ 40 บาทเท่านั้น เราเลยภูมิใจในส่วนนี้ เพราะเราให้ความสำคัญกับทั้งคุณภาพของพนักงานและการดูแลความปลอดภัยที่มีต่อผู้บริโภคอย่างทั่วถึงที่สุดค่ะ

คนแบบไหนที่จะเป็นคนของ CRG ได้

ข้อแรกคือ ต้องมีแพสชันใน เรื่องอาหาร

ข้อสองคือ พร้อมเรียนรู้และเติบโตกับทุกบททดสอบ

ข้อสามคือ ยอมรับความแตกต่างหลากหลายได้ เพราะ CRG โดดเด่นในด้านนี้มากที่สุด เพราะนอกจากเราจะทำงานกับคนพิการ คนเพศหลากหลาย และคนหลากเจนเนอเรชันแล้ว เรายังสร้างงานกับทุนทวิภาคี ปีที่แล้วเรามอบ 241 ทุน รวมเป็นมูลค่า 1.2 ล้านบาท เป็นทุนที่ให้โอกาสน้องๆได้ศึกษาต่อ ได้เรียนหนังสือไปจนถึงระดับปวช. ไปจนถึงป.ตรี ยิ่งไปกว่านั้นคือเรามีทุนปริญญาโทให้พนักงานด้วย

อะไรคือความสุขของพนักงาน CRG

พี่เปิ้ลเองอยู่กับ Central Group มา 14 ปีแล้ว และย้ายมาอยู่กับ CRG เข้าปีที่ 8 ฉะนั้นถ้าให้พี่นิยามความสุขของการอยู่กับ CRG จริงๆ เลยก็คงจะอยากบอกว่า…

“CRG เป็นองค์กรที่มีความเป็นมืออาชีพแต่บรรยากาศการทำงานอบอุ่นเหมือนบ้าน” เพราะคนที่นี่คอยช่วยเหลือกันเสมอ มันเลยเป็นการทำงานแบบมืออาชีพท่ามกลางบรรยากาศแบบครอบครัว ซึ่งเป็นบ้านที่ทุกคนยอมรับความแตกต่างหลากหลาย และเป็นที่ที่พร้อมจะพาทุกคนเติบโตไปด้วยกันค่ะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...