น้ำฝนทั่วโลก ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง 'แม้แต่ที่ห่างไกลก็ไม่สะอาด'
น้ำฝนทั่วโลกปนเปื้อน ‘สารก่อมะเร็ง’ การศึกษาจากมหาวิทยาลัยสต็อกโฮล์มระบุว่าฝนที่ตกทั่วทุกมุมโลก รวมถึงพื้นที่ห่างไกลอย่างแอนตาร์กติกาและที่ราบสูงทิเบตนั้นมีส่วนประกอบของ ‘สารเคมีตลอดกาล’ (PFAS) ซึ่งงานวิจัยในช่วงที่ผ่านมาระบุว่าเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งในมนุษย์
สารเคมีตลอดกาลนั้นเป็นชื่อเรียกรวม ๆ ของกลุ่มสารเคมีที่ถูกใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเครื่องครัว อุปกรณ์กันไฟ เสื้อผ้า พรมกันน้ำ สี น้ำยาทำความสะอาด และอื่น ๆ อีกมามาย ซึ่งปัญหาสำคัญของมันก็คือ สารเหล่านี้ใช้เวลาสลายตัวในธรรมชาตินานเกินร้อยปี ทำให้ถูกเรียกันง่าย ๆ ว่าสารเคมีตลอดกาล
สำหรับบทความนี้ถูกเผยแพร่ในวารสาร Environmental Science & Technology ในปี 2022 โดยได้ระบวุ่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้ลดระดับการปนเปื้อนที่ปลอดภัยของ PFAS ในธรรมชาติลงอย่างต่อเนื่อง (ยิ่งปนเปื้อนมากยิ่งอันตราย) และนั่นทำให้แนวทางต่าง ๆ เปลี่ยนแปลง
“คำแนะนำปฏิบัติสำหรับ PFAS ในน้ำดื่มลดลงอย่างน่าประหลาดใจในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา” Ian Cousins ผู้เขียนนำการศึกษากล่าว “ตัวอย่างเช่น คำแนะนำด้านน้ำดื่มสำหรับสารหนึ่งที่รู้จักกันดีว่าอยู่ในกลุ่ม PFAS ได้แก่ กรดเปอร์ฟลูออโรออกตาโนอิกที่ก่อให้เกิดมะเร็ง (PFOA) ได้ลดลง 37.5 ล้านเท่าในสหรัฐอเมริกา”
โดยในเดือนมิถุนายนปี 2022 สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ (EPA) ระบุว่าเอาไว้ว่าการสัมผัสกับ PFOA นั้นอาจเกิดผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพได้เช่นมะเร็ง และเมื่อพิจารณาจากมุมมองนั้นมันก็ทำให้เกิดปํญหาตามมาก็คือ ระดับ PFOA ในน้ำฝนทั่วโลก ‘เกิน’ เกณฑ์ปลอดภัยที่หน้วยงานได้ระบุไว้
ซึ่งหมายความว่า “ตามแนวทางล่าสุดของสหรัฐอเมริกาสำหรับ PFOA ในน้ำดื่ม น้ำฝนทุกที่จะถูกตัดสินว่าไม่ปลอดภัยในการดื่ม” Cousins บอก “แม้ว่าในโลกอุตสาหกรรมเราจะไม่ค่อยดื่มน้ำฝนกันแล้ว แต่ก็มีผู้คนจำนวนมากทั่วโลกที่คาดหวังว่ามันจะดื่มได้อย่างปลอดภัย และก็เป็นแหล่งผลิตน้ำดื่มของเราหลายแห่ง”
และที่สำคัญ ผู้คนในประเทศที่มีรายได้น้อยและห่างไกลมักจะสัมผัสน้ำฝนเหล่านี้อยู่เป็นประจำ รายงานยังระบุว่าอีกว่า แม้การใช้สารเคมีตลอดกาลหลายตัวจะลดลงอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเพราะมีการควบคุมอย่างเข้มงวด แต่สารเหล่านี้คือ ‘สารเคมีตลอดกาล’ ที่ใช้ระยะเวลาสลายตัวนานเกินกว่าช่วงชีวิตของเรา
ดังนั้นมันจะยังคงอยู่ในสิ่งแวดล้อม หมุนเวียนไปตามชั้นบรรยากาศและหมุนเวียนในวัฏจักรน้ำทั่วโลก ซึ่งนำไปสู่ข้อกังวลที่ใหญ่ที่สุดนั่นคือ น้ำฝนเหล่านี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป และมันเป็นอันตรายต่อทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อม
อ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยที่ผ่านมากับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่าการสัมผัส PFAS อาจสร้างความเสียหายให้ตับ เพิ่มปัญหาด้านระบบสืบพันธุ์ เพิ่มความเสี่ยงของโรคหอบหืดและโรคต่อมไทรอยด์
ในขณะที่งานวิจัยเมื่อเดือนธันวาคมปี 2023 ที่ผ่านมาจากมหาวิทยาลัยเยล ชี้ให้เห็นว่า PFAS อาจช่วยกระตุ้นให้มะเร็งแพร่กระจายทั่วร่างกายได้เร็วขึ้น เช่นเดียวกันการศึกษาเมื่อเดือนกันยายนปี 2023 ระบุว่า PFAS เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังขึ้น 2 เท่าในผู้หญิง
และนักวิทยาศาสตร์เห็นตรงกันว่า ผลลัพธ์เหล่านี้เป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะเป็นเพียง ‘ส่วนปลายของภูเขาน้ำแข็ง’ เท่านั้น ยังมีผลกระทบด้านลบอีกมาที่ยังไม่รู้
“เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบของรอยเท้าทางเคมีของมนุษยชาติที่สร้างต่อสุขภาพของดาวเคราะห์นั้น จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และการสัมผัสกับ PFAS ในระยะยาวเติบใหญ่อีกต่อไปด้วยการจำกัดการใช้ PFAS อย่างรวดเร็วในทุกที่ที่เป็นไปได้” บทความสรุป
“ยิ่งกว่านั้น ตามทื่เราและคนอื่น ๆ (ในทีมวิจัย) ได้กล่าวไว้แล้ว สังคมไม่ควรทำผิดซ้ำซากกับสารเคมีตัวอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน”
ที่มา
https://pubs.acs.org/doi/10.1021/acs.est.2c02765
https://interestingengineering.com/health/the-risk-of-forever-chemicals-in-rainwater-is-global-now
https://phys.org/news/2022-08-rainwater-unsafe-due-chemicals.html
Photo : westend61/Envato