สื่อนอกตีแผ่ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เสียหายสาหัส ปมรัฐบาลอุดหนุน EV จีน
สื่อนอกตีแผ่ รัฐบาลไทยอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจีน ทำ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เสียหาย ห่วงโซ่อุปทานกระทบหนัก จนโรงงานต้องปิดตัว
ในปัจจุบัน แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีนจำนวนมากได้เข้ามาทำตลาดในไทย และมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ไม่ใช่แค่เฉพาะในแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมไปถึงตลาดรถยนต์โดยรวมด้วย
สำนักข่าวนิกเออิเอเชียรายงานข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีนที่ผลิตในไทย ดังต่อไปนี้
- เนต้า (Neta) 200,000 คันต่อปี
- บีวายดี (BYD) 150,000 คันต่อปี
- ฉางอัน (Changan) 100,000-200,000 คันต่อปี
- เอ็มจี (MG) - 100,000 คันต่อปี
- จีดับเบิลยูเอ็ม (GWM) 80,000 คันต่อปี
- จีเอซี ไอออน (GAC AION) 50,000 คันต่อปี
ด้วยกำลังการผลิตที่สูงได้มากถึง 750,000 คันต่อปี ทำให้แบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นเสียเปรียบ โดยสาเหตุหลักคือการอุดหนุนจากรัฐบาลไทย ที่ไม่เอื้อต่อแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่น และทำให้แบรนด์ญี่ปุ่นเริ่มทยอยล่าถอยจากไทย แต่รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภาคส่วนยานยนต์ไฟฟ้าต่อไป ซึ่งจุดยืนของรัฐบาลไทยแสดงให้เห็นถึงการมุ่งเป้าไปที่การเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า แม้จะสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตรถยนต์น้ำมันเชื้อเพลิงก็ตาม
เงินอุดหนุนจากรัฐบาลไทยที่เอื้อต่อ EV จีน
รัฐบาลไทยได้ริเริ่มโครงการอุดหนุนสำหรับผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนในปี 2565 ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน - จีน (ACFTA) โดยเสนอเงินอุดหนุนสูงสุด 150,000 บาท (4,130 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อคัน ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้าจีนมีราคาถูกลง
โครงการดังกล่าวได้ยกเลิกภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน และบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีนจะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยในจำนวนเทียบเท่ากับรถยนต์ที่นำเข้ามา ด้วยเหตุนี้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีน 6 รายน รวมถึง บีวายดี (BYD) และ เนต้า (Neta) จึงลงทุนมหาศาลในไทย และลดราคาลงอย่างมาก โดย BYD ลดราคาลง 37% และ Neta ลดราคาลง 9%
อุปทานรถยนต์ไฟฟ้าจีนล้นตลาด
เงินอุดหนุนของรัฐบาลไทยส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้าจีนไหลเข้าสู่ตลาดไทยเป็นจำนวนมาก โดยนายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (EVAT) ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายไม่ออกจำนวน 490,000 คัน หรือคิดเป็น 63% ของรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตในไทยในปี 2566 และไทยกำลังประสบปัญหาอุปทานล้นตลาด
อุปทานรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่ล้นตลาด และการลดราคาอย่างดุเดือดได้ได้ส่งผลกระทบต่อภาคส่วนยานยนต์โดยรวม และจุดชนวนปัญหาในกลุ่มรถยนต์น้ำมันเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม ซึ่งยอดขายลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ต้องลดกำลังการผลิตลง และบางรายถึงขั้นต้องปิดโรงงานในไทย
ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศ
ผลกระทบของโครงการอุดหนุนรัฐบาลไทยได้ขยายออกไปไกลเกินกว่าแค่รถยนต์ไฟฟ้า และส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ทั้งหมดในไทย โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยคิดเป็น 11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และมีแรงงานในภาคส่วนนี้มากกว่า 750,000 คน นอกจากนี้แล้ว โครงการอุดหนุนดังกล่าวส่งผลให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์หลายแห่งต้องปิดกิจการ
นายสมพล ธนาดำรงค์ศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) กล่าวว่า แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีนที่ได้รับการอุดหนุน ไม่ได้ซื้อชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใหญ่จากซัพพลายเออร์ในท้องถิ่น และมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในไทยประมาณ 12 แห่ง จากทั้งหมด 660 แห่ง ที่สามารถเป็นซัพลายเออร์ชิ้นส่วนรถยนต์ให้กับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีน
ผลกระทบต่อแบรนด์รถยนต์เชื้อเพลิง
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรายงานว่ายอดขายรถยนต์ลดลง 23% ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2567 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี โดยแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่น ซึ่งครองสัดส่วนการผลิตรถยนต์น้ำมันเชื้อเพลิงในไทยมากถึง 90% ได้รับผลกระทบอย่างมาก
ฮอนด้า มอเตอร์ (Honda Motor) วางแผนจะยุติการผลิตรถยนต์ที่โรงงานอยุธยาภายในปี 2568 และรวมการดำเนินงานทั้งหมดไปโรงงานปราจีนบุรี รวมถึงลดการผลิตลงจากปีละ 270,000 เหลือปีละ 120,000 คัน ด้านซูบารุ (Subaru) ประกาศหยุดการดำเนินการประกอบรถยนต์ในไทยภายในสิ้นปี 2567 ส่วนซูซูกิ (Suziki) จะยุติการประกอบรถยนต์ในไทย ภายในสิ้นปี 2568
ความท้าทายและการปรับตัวในภาคส่วนยานยนต์
นายสมพล กล่าวว่า บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในไทยต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากคำสั่งซื้อลดลง 40% ในปี 2567 นำไปสู่การลดกำลังการผลิตลง 30 ถึง 40% และหลายรายลดการดำเนินงานลงเหลือเพียง 3 วันต่อสัปดาห์ และโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ประมาณ 12 แห่งได้ปิดกิจการลง และคาดว่าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์จะหดตัวลงมากกว่านี้ เนื่องจากอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า และบริษัทเหล่านี้ต้องปรับตัวให้เข้ากับพลวัตของตลาดรูปแบบใหม่ให้ได้
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีมุมมองในแง่ดีในด้านการลงทุนของจากจีนเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย แต่ก็ได้เรียกร้องให้แบรนด์รถไฟฟ้าจีนสนับสนุนซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในไทยด้วย
แนวโน้มในอนาคต
การหลั่งไหลของรถยนต์ไฟฟ้าจีนในไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคส่วนยานยนต์ทั้งหมด ผู้ผลิตรถยนต์แบบดั้งเดิม โดยเฉพาะแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่น จำต้องลดการผลิตและปิดโรงงาน ในขณะที่ซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยต้องดิ้นรนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพตลาดใหม่ เศรษฐกิจโดยรวมของไทยซึ่งกำลังประสบกับความอ่อนแออยู่แล้วเป็นทุนเดิม
การสนับสนุนจากรัฐบาลไทยเป็นเรื่องที่ดี แต่การปรับนโยบายอย่างครอบคลุมเพื่อสร้างสมดุลในด้านผลประโยชน์ให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดใน อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คาดว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าจะยังคงมีผลต่อตลาดรถยนต์ของไทยต่อไป และจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการจ้างงาน การผลิต และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
อ้างอิง : asia.nikkei.com