เดินตามฝันไปกับ “ไทน์” และ Valichain แบรนด์จิวเวลรีที่ทำให้ผู้หญิงรู้สึกถูกรัก
LSA Thailand
อัพเดต 26 ก.ค. 2567 เวลา 16.51 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2567 เวลา 03.57 น. • Lifestyle Asia Thailandพบกับ 50 ICON ของ Lifestyle Asia บุคคลผู้ทรงอิทธิพลต่อความคิด การทำงาน และไลฟ์สไตล์จากมุมมองของคนรุ่นใหม่ สู่ความสำเร็จอันน่าทึ่งในอาชีพการงานของพวกเขา และนี่คือเรื่องราวของ “ไทน์-กรกนก วรรณกิจ” และแบรนด์จิวเวลรีสัญชาติไทยที่ฮอตที่สุดในตอนนี้ของเธอ Valichain
ฟังเผลอๆ ในเรื่องของการทำแบรนด์อาจดูไม่ใช่เรื่องยากเพียงแค่มีเงินทุน แต่เมื่อเรามองไปที่ตลาดที่เต็มไปด้วยผู้เล่นมากมายใน Red Ocean แล้ว การทำแบรนด์สักแบรนด์จะมีแค่นั้นก็ไม่ได้ช่วยให้ง่ายอย่างที่คิด แพชชั่นต่างหากคือส่วนผสมหลักที่สำคัญของสูตรสำเร็จนี้ เหมือนที่ Valichain แบรนด์จิวเวลรีสัญชาติไทยเกิดขึ้นเพราะแพชชั่นที่เจ้าของหลงใหลแบบจริงจัง “ไทน์-กรกนก วรรณกิจ” อาจเริ่มต้นในแวดวงของอินฟลูเอนเซอร์ด้วยการเป็น Beauty Blogger และ Fashion Influencer แต่แล้วความชื่นชอบในจิวเวลรี ก็ผกผันให้เธอได้เดินหน้าสร้างแบรนด์ของตัวเองแบบจริงจัง
Valichain ของไทน์สะท้อนความเข้าใจและปัญหาที่เกิดขึ้นจากจิวเวลรีในฐานะคนเคยซื้อ เธอใส่ใจในทุกขั้นตอนตั้งแต่การหาแหล่งผลิต คุณภาพสินค้า ไปจนถึงเรื่องของการทำแพ็กเกจจิ้งที่ทำให้สาวๆ ที่ได้รับพัสดุ รู้สึกราวกับถูกรักเป็นพิเศษ LSA พาอ่านความฝันบนเส้นทางธุรกิจ แพชชั่นในการสร้างแบรนด์ และความคิดที่เธอแชร์ให้ฟังว่า “ชีวิตเราไม่จำเป็นต้องมีความสุขทุกวันก็ได้นะ”
จุดเริ่มต้นของ Valichain
“ไทน์เป็นคนที่ต้องใส่เครื่องประดับตลอด ถ้าไม่ใส่รู้สึกไม่คอมพลีตมันเหมือนเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งไปแล้ว จนถึงจุดที่ว่าซื้อหลายแบรนด์มาก แต่ไม่มีแบรนด์ไหนที่ใส่แล้วทนเลย คือจะราคาถูก-แพงหรือจากต่างประเทศก็ไม่ทน แถมลอกแล้วดำ บางทีคือเขียวติดผิวอีก เลยมาคิดว่ามันจะต้องมีวัสดุอะไรสักอย่างที่เราสามารถใส่ได้โดยไม่ต้องมากังวลว่าจะต้องถอดตอนอาบน้ำสิ เลยเริ่มหาข้อมูลเรื่องนี้ แล้วก็ไปเจอว่ามันมีวัสดุประเภทหนึ่งที่สามารถทำได้ คิดต่อจากนั้นว่าหรือเราจะลองทําแบรนด์ตัวเองดู แต่เราไม่ได้เรียนด้านการทําธุรกิจ ก็จะมีความไม่รู้เยอะมาก แต่ด้วยความไม่รู้แปลว่าต้องลองไง ก็เลยลองทํา แล้วแฟนก็คอยช่วยแนะนําในหลายๆ เรื่องด้วย”
“เราเริ่มจากรีเสิร์ชโปรดักต์ก่อน เราคิดว่าจะทําอะไรสักอย่าง คุณภาพต้องมาก่อนอย่างอื่น ช่วงแรกเราหาซัพพลายเออร์เยอะมากมาลองใส่ ลองกันหลายคนเพื่อทดสอบคุณภาพจริงๆ สเต็ปต่อไปก็คือเรื่องการทำแบรนด์ดิ้ง เรารู้สึกว่าโปรดักซ์มันมาแล้ว คุณภาพมาแล้ว แบรนด์ดิ้งก็ต้องมาพร้อมกันด้วย เลยใส่ใจเรื่องการทำแบรนด์ดิ้งมาก เราอยากให้คนที่มองเข้ามาใน Valichain รู้สึกถึงความมั่นใจสุดๆ ติดหรูดูแพง แต่มีความเข้าถึงได้ ซึ่งมันจะตามมาด้วยเรื่องของราคา โดยเราวางไว้ไม่ให้สูงเกินไป เป็นราคาที่จับต้องได้กับทุกคนทุกวัย”
ใส่ใจทุกดีเทลและการคิดให้รอบ
“อีกเรื่องที่สำคัญมากๆ คือแพ็คเกจจิ้ง ตัวเราเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เราได้พีอาร์แพ็คเกจเยอะมาก เราเป็นคนชอบเปิดแพ็คเกจกิ้งแบบเว่อร์ๆ มันทําให้เราอยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย เลยอยากให้ลูกค้าเปิดกล่องมาปุ๊บต้องรู้สึกว้าวทันที เลยค่อนข้างใส่ใจและโฟกัสกับตัวแพ็กเกจจิ้งมาก เราพยายามคิดให้รอบ มองในมุมลูกค้าตลอด เพราะเราเคยเป็นลูกค้าจากที่อื่นมาก่อน พอมาในฐานะของคนที่อยากเริ่มอะไรสักอย่าง ก็เลยต้องรีเสิร์ชเยอะมาก การทำแบรนด์ไม่ใช่แค่ว่าอยากขาย ต้องคิดก่อนว่าลูกค้าจะได้ประสบการณ์อะไรจากการซื้อของกับเรา”
“เราไม่กล้าฝันนะว่ามันจะสําเร็จในช่วงแรก แต่ว่าพอปล่อยไปก็คือขายหมดเลย ยังช็อกอยู่จนถึงทุกวันนี้ (ยิ้ม) เพราะว่าก่อนที่จะปล่อยแบรนด์เราปรึกษากันตลอดว่าควรสต็อคของไว้ไหม เพราะกลัวขายหมดแล้วผลิตไม่ทัน แต่พอมาคำนวณดูจริงๆ เรื่องสต็อคก็คือพอ ช่วงแรกเราโฟกัสอยู่ที่ออนไลน์แพลตฟอร์ม Shopee กับ Lazada เพราะเป็นช่องทางที่พร้อมมากที่สุด เราไม่ต้องตอบลูกค้าเอง ด้วยความที่ก่อนหน้านั้นเราใช้เป็น Line OA แล้วมีปัญหาเลย ลูกค้าทักมาประมาณ 800 ข้อความในวันแรก ตอบไม่ทันโดนด่า เลยต้องแจ้งออกไปว่าขอเปลี่ยนช่องทางการขายแทน เพราะว่าแอดมินมีแค่สองคนจริงๆ”
การทำงานและตัวตนที่โตขึ้นกว่าเดิม
“ตอนนี้ Valichain สองปีครึ่งแล้ว องค์กรก็มีคนเพิ่มขึ้น มันไม่ใช่แค่การจ้างคนมาทำงาน แล้วเราที่เป็นเจ้าของก็ไปทำอย่างอื่น คือเราต้องดูตลอด ด้วยทุกคนรอการตัดสินใจจากเรา ดังนั้นการแบ่งเวลาเป็นเรื่องสำคัญ สมมุติว่าในหนึ่งอาทิตย์ 3-4 วันจะต้องทำให้กับ Valichain ส่วนวันที่เหลือก็จะเป็นพาร์ทของการเป็นวาเลนไทน์ ซึ่งบางทีเวลามีงานเข้ามาเราก็ต้องรีบเคลียร์ส่วนนี้ก่อนแล้วค่อยเข้าออฟฟิสไปทำงานต่อ การทําแบรนด์เราต้องบริหารคนอื่นๆ ในขณะที่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์เราแค่บริหารตัวเอง พาร์ทนี้มันเป็น One Man Show เลย เราเริ่มตั้งแต่ไอเดีย การถ่าย เลือกชุด การตัดต่อ เพราะให้คนอื่นทำเขาจะไม่เข้าใจความเป็นเราเท่ากับตัวเราเอง”
“ถามว่าโตขึ้นขนาดไหน ในแง่มุมหนึ่งก็ไม่เหมือนเดิมแล้วนะ วาเลนไทน์ 3 ปีที่แล้วกับตอนนี้ไม่ใช่คนเดียวกันเลย ถามเพื่อนๆ ทุกคนจะรู้หมดว่าเราเปลี่ยนไปมาก (ยิ้ม) เปลี่ยนไปคือเที่ยวเล่นน้อยลง เลิกงานก็อยากกลับบ้าน ไม่ต้องคุยกับใคร มีความเป็น Introvert มากขึ้น แต่เรารู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนที่มีความชัดเจนในการตัดสินใจมากขึ้น กล้าพูดว่า ‘ไม่’ มากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่าเวลาเรามีจํากัด เราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในแต่ละวันให้ตัวเองให้ได้”
ใช้ชีวิตที่ว่าไม่จำเป็นต้องมีความสุขทุกวันก็ได้
“อาจเป็นเพราะตัวเราเองเริ่มจากศูนย์ ไม่ได้มาจากครอบครัวที่มีเงินมากมาย ไม่ได้มีกำลังไปเรียนเมืองนอก แต่เรารู้สึกว่าไม่อยากลำบาก เพราะถ้าเราล้มเราจะล้มบนก้อนกรวด จะไม่มีใครดูแล สิ่งนี้เลยทำให้เราคิดว่าต้องทํางาน ไม่อย่างนั้นไม่มีใครช่วยเราแล้ว นี่แหละที่เป็นพลังให้เราตื่นขึ้นมาทำงานในแต่ละวัน”
“ไทน์ว่าชีวิตจะมีความสุขทุกวันไม่ได้ ถ้าเราคิดว่าชีวิตต้องมีความสุขทุกวัน แล้ววันไหนไม่มีความสุข ก็จะทําอะไรไม่ได้เลยนะ แต่ถ้าเราก้าวผ่านมุมมองที่ว่าชีวิตไม่จําเป็นต้องมีความสุขในทุกวัน ให้มองปัญหาที่เข้ามาว่าเป็นบทเรียน มีปัญหาต้องแก้ ไม่หนี สิ่งที่ได้เรียนรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการทํา Valichain คือเราต้องแก้ปัญหา เราจะไม่หนี และการฟังคือสิ่งที่ดีที่สุด มันมีคำที่เขาพูดว่า ‘ถ้าฟังดีๆ จะรู้เลยว่าทุกคนเป็นกูรู’ แม้กระทั่งคนที่เราไม่ได้อยากฟังเขาพูด เราก็ยังได้อะไรจากเขาเลย”
“เราวาง Valichain ให้เป็นแบรนด์แฟชั่นจิวเวลรี เราตั้งใจเอาไว้ว่าจะออกโปรดักซ์ทุกเดือน เราใหม่มากไม่ได้รู้เรื่องธุรกิจขนาดนั้น แต่ก็รู้สึกว่าได้เรียนรู้ในทุกวัน อย่างตอนนี้แบรนด์จิวเวลลีเยอะมาก แต่สำหรับเราจะโฟกัสที่ความเป็นแบรนด์และลูกค้า พยายามปรับจากลูกค้าและรีเสิร์ชอยู่เรื่อยๆ ว่าต้องพัฒนาจุดไหนบ้าง เราต้องโฟกัสขึ้น ทำให้มันดีกว่าเดิม ต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เพราะไทน์อยากให้ Valichain เป็นแบรนด์ที่โตมากๆ และยืนหนึ่งในเรื่องของจิวเวลรีให้ได้”
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia
The information in this article is accurate as of the date of publication.