โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

แก้รัฐธรรมนูญ Season 7: โมเดลสสร. ผ่าน 2 ร่าง โหวตเบียดให้ร่างพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก

iLaw

อัพเดต 16 ต.ค. 2568 เวลา 03.20 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2568 เวลา 14.12 น. • iLaw

14-15 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 (ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ) ซึ่งมีสาระสำคัญคือการเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื้อหาประกอบด้วยการกำหนดที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ขั้นตอนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และกรอบเนื้อหาที่สำคัญของรัฐธรรมนูญ นับเป็นยกที่ 7 ที่รัฐสภาได้พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ นับแต่ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นต้นมา

ในวาระนี้ พรรคประชาชนพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ต่างก็ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ที่ถึงแม้จะมีปลายทางเดียวกันคือการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทว่าทั้งสามร่างต่างก็มีโมเดลสภาร่างรัฐธรรมนูญ กรอบเนื้อหาและขั้นตอนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ รวมถึงเงื่อนไขการเห็นชอบของรัฐสภาก่อนจะจัดทำประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่แตกต่างกันไปในรายละเอียด

09.44 น. ของวันที่ 14 ตุลาคม 2568 รัฐสภาเปิดการประชุม โดยมีเสียงสมาชิกรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่ง (346 คน) เพียง 3 คนเท่านั้น โดยก่อนจะเข้าสู่วาระพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาได้แจ้งสรุปผลการประชุมวิป 3 ฝ่าย และคณะรัฐมนตรีว่า ได้กำหนดกรอบการอภิปรายทั้งสิ้น 19 ชั่วโมง 30 นาที โดยได้กำชับให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียงในวันพรุ่งนี้ (15 ตุลาคม 2568) เนื่องจากเป็นวันลงมติ ซึ่งจะใช้การลงมติแบบขานชื่อรายบุคคล

โดยผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ทั้งสามคน คือ พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (อภิปรายแทนอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีในฐานะ สส. พรรคภูมิใจไทย ผู้เสนอร่าง) และชูศักดิ์ ศิรินิล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นำเสนอเนื้อหาของร่างแล้ว จากนั้น สมาชิกรัฐสภาต่างก็อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ทั้งสามร่างอย่างกว้างขวาง

ภูมิใจไทยยันห้ามแตะ “หมวด 1 หมวด 2" ปชน.-เพื่อไทยยันหลักการห้ามแก้รูปแบบการปกครอง

กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคภูมิใจไทย อภิปรายหลักการและเหตุผลร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าพรรคภูมิใจไทยยืนยันชัดเจนมาตลอดว่าต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่พรรคภูมิใจไทยไม่ต้องการให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ "เสียของ-เสียเวลา-เสียเปล่า" หากมีการไปแก้ไขในส่วนที่สุ่มเสี่ยง

พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการยุติความขัดแย้งทางการเมือง และไม่ปรารถนาจะให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทนที่จะไปแก้ปัญหาเก่า กลับนำไปสู่ความขัดแย้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทย

"หากว่าเราไปแก้ไข บางหมวดบางข้อ บางเรื่องที่มันจะไปกระทบจิตใจของคนไทยส่วนใหญ่ทั้งประเทศ ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจึงยืนหยัดในจุดยืนตรงนี้ว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เราเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า การแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ในรัฐธรรมนูญ 2560 นั้น จะกระทำมิได้" กรวีร์กล่าว

ส่วนชูศักดิ์ ศิรินิล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายตอบโต้ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ยกประเด็นเรื่องการห้ามแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ขึ้นมา เนื่องจากพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยไม่ได้ระบุข้อความนี้ไว้ โดยกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีเจตนาจะแก้ไขหมวดดังกล่าว แต่มาตรา 255 ได้เขียนไว้ว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง หรือรูปแบบของรัฐจะกระทำมิได้ ซึ่งครอบคลุมแล้วว่าจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองไม่ได้

ทว่ามาตรา 256 (8) ระบุไว้ว่าหมวด 1 หมวด 2 สามารถแก้ไขได้ โดยต้องมีการทำประชามติ อีกทั้งในอดีตก็มีการแก้หมวด 1 มาหลายครั้ง เช่น การแก้ไขข้อความว่าด้วยอำนาจอธิปไตย จากคำว่า “มาจากปวงชนชาวไทย” เป็น “เป็นของปวงชนชาวไทย” แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ 2560 เองก็เคยมีการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 แม้จะผ่านประชามติมาแล้วเช่นกัน

“หากผู้ร่างรัฐธรรมนูญบอกว่า ต่อไปนี้ไม่ควรจะมีวุฒิสภาหรอก วุฒิสมาชิกไม่จำเป็นหรอก มีสภาเดียวพอ ถ้าเป็นอย่างนั้นครับ ท่านต้องไปแก้หมวด 2 ในเรื่ององคมนตรี เพราะอะไรครับ เขาบอกว่าองคมนตรีห้ามเป็นวุฒิสภา ห้ามเป็นวุฒิสมาชิก เมื่อวุฒิสมาชิกไม่มีแล้ว ก็ต้องแก้ นี่คือเหตุผลในการร่างกฎหมาย ที่คนร่างคนเสนอเขาคิดว่า การไปห้ามไว้มีผลเสียมากกว่าการไม่ห้าม” ชูศักดิ์กล่าว

ชูศักดิ์ทิ้งท้ายโดยหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญทั้งสามร่างจะผ่านการพิจารณาในชั้นรับหลักการ และนำรายละเอียดต่างๆ ไปถกเถียงต่อไปในชั้นกรรมาธิการ

สว. เสียงข้างน้อยยืนยัน สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้ง-ยึดโยงกับประชาชน

หนึ่งในประเด็นหลักของการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 คือ โมเดลผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่ถึงแม้จะมี "ของแถม" จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แต่สมาชิกวุฒิสภาเสียงข้างน้อยยังยืนยันว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากการเลือกตั้งและยึดโยงกับประชาชน

นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายว่าในอดีตวันที่ 14 ตุลาคม 2516 วีรชนได้ออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย มาถึงวันนี้ เรายังยืนอยู่ที่เดิม เรายังต้องต่อสู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนเป็นผู้ร่าง ไม่ใช่ฉบับที่เนติบริกรยัดเยียดให้ใช้ ในวันนี้มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาทั้งสิ้น 3 ร่างด้วยกัน หากเรายึดมั่นในหลักการ “อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน” ก็จะมีเพียงสองร่างเท่านั้นที่เข้ากับหลักการ คือ ร่างของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ที่เปิดทางให้ประชาชนเลือก สสร. เพื่อเข้าสู่การคัดกรองของรัฐสภาในขั้นตอนสุดท้าย

“แม้ดิฉันจะมีเจตจำนงให้การเลือกสสร. มาจากประชาชนโดยตรง ไม่ต้องอ้อมกลับมาที่รัฐสภา แต่ก็ไม่มีร่างของพรรคไหนที่กล้าหาญจะยกร่างเช่นนี้ จึงถือว่าร่างของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนยึดโยงกับประชาชนเท่าที่จะเป็นไปได้ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”

แต่ในร่างของพรรคภูมิใจไทยนั้น นันทนาระบุว่า แม้จะเปิดให้ประชาชนสมัครเป็น สสร. แล้วให้รัฐสภาเป็นคนเลือกทั้งหมดนั้น เธอเห็นว่าเป็นร่างที่ประเมินประชาชน “ต่ำมาก” ไม่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมใดๆ ทุกอย่างเป็นไปตามเกมของรัฐสภา แม้จะเป็นที่ทราบว่า สว. ที่กำลังพัวพันในคดีโกงเลือกสว. ตลอดจนคดีอั้งยี่ฟอกเงิน มีอยู่ถึง 136 จาก 200 คน เมื่อรวมกับสส. รัฐบาลภูมิใจไทย ก็จะกลายเป็นเสียงข้างมากที่สามารถกำหนดตัวสสร. และทำให้ได้ “สสร. สีน้ำเงิน-รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน” หรือไม่ ในฐานะ สว. นันทนาคงไม่อาจรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เห็นหัวประชาชนได้

นันทนากล่าวต่อไปว่า เธอยังมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อให้ได้มาซึ่ง สสร. และรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงสุดอีก 4 ประการ

ประการแรก ต้องทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน ดังนั้น “สภาที่ปรึกษาการร่างรัฐธรรมนูญ” ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ของพรรคประชาชนนั้น ไม่มีบทบาท ไม่มีพลัง ไม่ขลัง-ศักดิ์สิทธิ์ ควรใช้ชื่อว่า “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ให้ชัดเจน

ประการต่อมา ในร่างของพรรคเพื่อไทยกำหนดสัดส่วนให้ประชาชนเลือกว่าที่สสร. ต่อสัดส่วนที่รัฐสภาคัดกรองอยู่ที่ 3 ต่อ 1 หากปรับลดสัดส่วนลงมาเหลือ 2 ต่อ 1 จะสามารถเข้าใกล้เจตจำนงของประชาชนได้มากขึ้น

ประการที่สาม จะต้องมีการเปิดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง เพื่อนำความเห็นของประชาชนไปประกอบการพิจารณายกร่างให้มากที่สุดในทุกประเด็น

และประการสำคัญที่สุดคือ “คำถามประชามติ” ที่อาจจะบิดเบือนเจตจำนงของประชาชน อย่างที่เคยเกิดขึ้นในคำถามพ่วงของการทำประชามติเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 ที่สร้างความสับสนจากการใช้คำว่า ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี โดยคำถามควรจะตรงไปตรงมา โดยเธอหวังว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นวาระแห่งชาติ ที่รัฐบาลจะต้องจริงใจให้การทำประชามติเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยพิทักษ์สิทธิเสรีภาพ และอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

ด้านนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. อภิปรายว่า เหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมากถึง 20 ฉบับ เป็นเพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้มีอำนาจรัฐไม่เคยเห็นหัวประชาชน และประชาชนก็ไม่เคยมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดกติกาสูงสุดของประเทศ

“ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เสียงส่วนใหญ่ของประเทศนี้ดังขึ้น คนกลุ่มน้อยที่ครองอำนาจก็จะหาทางฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วเขียนใหม่ด้วยมือพวกพ้องของตัวเอง และบังคับให้ประชาชนต้องยอมรับโดยไม่มีสิทธิเลือก รัฐธรรมนูญของเราจีงกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจเท่านั้น ไม่ใช่เป็นกติกาที่ร่วมกันร่างโดยประชาชนทั้งประเทศ”

นรเศรษฐ์กล่าวว่า เมื่อย้อนกลับไปช่วงปี 2540 ประเทศไทยเพิ่งผ่านเหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2535 กระแสประชาธิปไตยเบ่งบานทุกจังหวัด ทุกมหาวิทยาลัย ทุกวงเสวนา และในหัวใจคนไทย กระแสเหล่านี้ได้ผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เรียกกันว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งแม้จะไม่ได้เลือก สสร. โดยตรง แต่การรับฟังความคิดเห็นของผู้คนในสังคม และการรณรงค์ที่กว้างขวางทำให้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ โดยเป็นครั้งแรกที่ผู้คนรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญเป็นของเรา แม้จะมีข้อบกพร่อง แต่ก็เป็นก้าวสำคัญของประชาธิปไตย แต่ความหวังดังกล่าวก็ถูกฉีกทิ้งในปี 2549 โดยคณะรัฐประหาร และมีรัฐธรรมนูญ 2550 ที่แม้จะผ่านการลงประชามติ

แต่หากพิจารณาลงไป ก็พบว่า เป็นประชามติที่ไม่มีทางเลือก เพราะอยู่ภายใต้คณะรัฐประหาร แม้เข้าสู่การรัฐประหาร 2557 และมีรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นโดยคณะรัฐประหาร คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ผ่านประชามติที่อยู่บรรยากาศของความกลัว และมีกระบวนการที่มีข้อครหามากมาย แต่ประชาชนหลายล้านคนก็เรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนจริงๆ นำมาสู่การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้

“จากประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 90 ปี ของระบอบประชาธิปไตยไทย เรามีรัฐธรรมนูญมากถึง 20 ฉบับ แต่ไม่มีสักฉบับที่ประชาชนได้เลือกคนไปร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง เราถูกทำให้เชื่อว่ารัฐธรรมนูญคือเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ แต่ในความเป็นจริงรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใกล้ตัวที่กระทบวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ปากท้องของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้น ต่อจากวันนี้ เราทุกคนในสภาแห่งนี้ต้องคิดร่วมกันว่า จะทำอย่างไร ให้กระบวนการการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความหมายจริง ไม่ใช่เป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมืองเท่านั้น”

นรเศรษฐ์อภิปรายต่อไปว่า ประชามติที่เกิดขึ้นจะต้องเป็นประชามติที่มีแค่บัตร หีบ และตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเท่านั้น ต้องเป็นกระบวนการที่ประชาชนมีเสรีภาพในการรับรู้และตัดสินใจ มีพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามโดยไม่หวาดกลัว เช่นเดียวกับการเปิดรับสมัครคนเข้าสู่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่จะต้องไม่เป็น "การมีส่วนร่วมทิพย์” เหมือนการเลือก สว. ที่ประชาชนไม่สามารถมีส่วนร่วมได้เลยหากไม่เสียเงินสมัครเอง

เขาย้ำว่า ขั้นตอนต่อจากนี้ไม่ใช้เพียงการถกเถียงเชิงเทคนิคข้อกฎหมาย แต่เป็นการเลือกเส้นทางอนาคตประเทศ โดยต้องทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นรัฐธรรมนูญที่เห็นหัวประชาชน เปิดพื้นที่ให้คนทุกกลุ่มได้ส่งเสียงในกติกาที่กำหนดชีวิตประชาชน และเป็นสัญลักษณ์ของการคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อคณะกรรมการร่าง หรือตกแต่งกติกาเดิมเท่านั้น

นรเศรษฐ์ทิ้งท้ายว่า แม้เราจะมีผู้มีอำนาจที่ฉีกรัฐธรรมนูญกี่ครั้ง แม้จะพยายามจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชนมากน้อยเพียงใด แต่สุดท้ายประชาชนก็พร้อมจะลุกขึ้นสู้เพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไป เพราะอำนาจอธิปไตยไม่ได้อยู่กับขั้วอำนาจใด แต่อยู่ใน “หัวใจ” ของประชาชน และย้ำต่อสมาชิกรัฐสภาว่า การโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญในสองวันนี้ เป็นการโหวตให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยควรเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยสมควรได้รับรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และขอให้สมาชิกรัฐสภารับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ทั้งสามร่างด้วย

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายว่า นี่เป็นการเดินทาง “มาราธอน” ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้เป็นต้นมา ซึ่งที่ผ่านมามีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 26 ฉบับ มีเพียงฉบับเดียวที่ผ่านรัฐสภา และใน 25 ฉบับที่ไม่ผ่านรัฐสภานั้น มีถึง 11 ฉบับที่ได้เสียงข้างมากของรัฐสภา แต่ติดล็อกที่เสียง สว. ไม่ถึง 1 ใน 3 มาโดยตลอด จนมีประเด็นที่ทำให้ สว. ชุดพิเศษ (250 คน) ได้รับการขนานนามว่าเป็น “องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” แต่ด้วยที่มาของ สว. 2567 เขาเชื่อเหลือเกินว่า จะเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดโอกาสให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เทวฤทธิ์กล่าวต่อไปว่า เราอาจจะกังวลกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ทั้งสามร่างก็พยายามหาทางอ้อมว่า จะทำอย่างไรให้ไม่ผิดไปจากคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่เทวฤทธิ์ขอถามว่า พยายาม “น้อยไป” หรือเปล่า เพราะความในคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นความเห็นแถมของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็น “คำถาม” ที่รัฐสภาส่งไปด้วยซ้ำ

“ถ้าไปดูเปรียบเทียบทั้งย่อหน้าว่า ทำไมถึงได้ ‘ไม่อาจให้เลือกผู้ร่างได้โดยตรง’ มันสอดคล้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้บัญญัตินะครับว่าเปิดให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้น การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องจัดทำเป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 15/1 ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเลยระบุว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่ม หรือแสดงความต้องการได้ ผมยังคิดว่าในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐสภา ในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ก็ดี หรือเอาอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมไปให้กับประชาชนในการเลือก สสร. ก็ดี รัฐสภาทำได้เพียงเป็นผู้ริเริ่มหรือแสดงความต้องการ ดังนั้น รัฐสภาไม่สามารถดำเนินการกระทำโดยฝ่ายเดียว ผมยังคิดว่า เรายังเป็นผู้ริเริ่มหรือแสดงความต้องการในการให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งได้ โดยไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” เทวฤทธิ์แสดงความเห็น

นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่าในคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พบว่า มีเพียง 2 คน ที่พูดชัดเจนว่า ประชาชนไม่สามารถเลือกผู้ร่างได้โดยตรง ส่วนอีก 1 คนเห็นพ้องกับอีก 2 คนก่อนหน้า แต่อีก 4 คนไม่มีความเห็นต่อเรื่องนี้ ดังนั้น เขายังหวังว่าหลังจากที่รับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งสามฉบับแล้ว กรรมาธิการจะพิจารณาให้ประชาชนในฐานะผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิม ได้เลือก สสร. โดยตรง

เทวฤทธิ์ยังกล่าวอีกว่า ยังมีคำถามประชามติของ ConforAll ที่มาจากประชาชนกว่า 200,000 รายชื่อยังค้างอยู่ที่คณะรัฐมนตรีอยู่

“ในการทำประชามติที่จะเกิดขึ้นปลายเดือนมีนาคม หากไม่มีอะไรผิดพลาดนะครับ เราก็ถามประชาชนไปเลยว่า ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิม ประสงค์จะเลือก สสร. โดยตรงหรือไม่ อีกคำถามหนึ่ง เข้าไปเป็นคำถามที่ 3 ให้รู้กันไปเลย” เทวฤทธิ์กล่าว

เขายังเสริมอีกว่า ตอนนี้ ราชกิจจานุเบกษายังไม่ประกาศร่างแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่ผ่านการยืนยันร่างจาก สส. แล้ว จึงขอถามผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ถ้าหากเราต้องจัดทำประชามติด้วยกติกาเดิม มีข้อกังวลใดบ้างที่เราจะต้องพิจารณา ทั้งเสียงข้างมากสองชั้น (Double Majority) และการจัดทำประชามติพร้อมการเลือกตั้ง แต่ประเด็นคือความยืดหยุ่นของการมีมติคณะรัฐมนตรีให้มีการออกเสียงประชามติ หมายความว่า ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 คณะรัฐมนตรีจะต้องมีมติให้ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนสิ้นปี 2568 ไม่เช่นนั้นจะไม่ทันกรอบเวลา 90 วัน ทั้งยังมีข้อกังวลต่อการออกเสียงทางไปรษณีย์ด้วย ดังนั้นจึงต้องอำนวยความสะดวกแก่การออกเสียงนอกเขตและออกเสียงล่วงหน้า ซึ่งคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องให้ความชัดเจนต่อกรณีนี้ด้วย

บวรศักดิ์โผล่แจง ไทม์ไลน์ 2 แบบตามพ.ร.บ. ประชามติฯ ยันทำประชามติพร้อมเลือกตั้ง 29 มี.ค. 69

15 ตุลาคม 2568 หลังจากการอภิปรายเสร็จสิ้น บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีได้ขออนุญาตชี้แจงต่อรัฐสภาถึงขั้นตอนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยกล่าวว่า รัฐบาลได้มอบให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีบันทึกสาระสำคัญที่สมาชิกรัฐสภาอภิปรายทั้งสองวันไว้ทุกประเด็น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการที่จะส่งให้คณะกรรมาธิการของรัฐสภา และผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หากหน่วยงานทั้งสองประสงค์ เพื่อแสดงถึงทัศนะของสมาชิกรัฐสภา

บวรศักดิ์กล่าวต่อไปว่า ที่ต้องขออนุญาตชี้แจงต่อรัฐสภา เนื่องจากขั้นตอนการทำประชามติ กฎหมายการทำประชามติกำหนดไว้ชัดเจนว่า ให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อที่จะหารือกับ กกต. เพื่อกำหนดวัน และคำถามสำหรับการทำประชามติ จึงขออนุญาตมาชี้แจง Timeline ไปสู่การออกเสียงประชามติ

“ใน MOA ที่รัฐบาลทำกับพรรคฝ่ายค้านพรรคหนึ่งว่า จะยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งก็เริ่มนับวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นวันหลังจากคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็จะไปครบ 4 เดือน ในวันที่ 31 มกราคม 2569 ซึ่งแปลว่าก็จะมีการยุบสภาในวันนั้น ตามข้อตกลง MOA และตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งที่เกิดจากการยุบสภานั้น เป็นการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นได้ไม่ก่อน 45 วัน และไม่หลัง 60 วัน

เมื่อพิเคราะห์แล้ว วันที่เหมาะสมที่สุดคือวันที่ 29 มีนาคม 2569 นั่นคือ timeline ที่จะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและ MOA แต่ว่าก็มีเรื่องการทำประชามติเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเหตุว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 256 พูดไว้ชัดนะครับว่า ถ้าเป็นการทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตาม 256 (8) ซึ่งหมายถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องจัดทำประชามติ พอไปดู พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2564) ก็ระบุว่า ให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีการออกเสียงตามวันที่กำหนด ตามที่ได้หารือร่วมกันกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 90 วันและไม่ช้ากว่า 120 นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา

เมื่อรัฐบาลต้องการประหยัดเงินงบประมาณ เพราะว่าถ้าจัดทำประชามติแยกแต่ละครั้งต้องใช้เงินครั้งละ 6,000 ล้าน ก็สมควรที่จะเอามาทำประชามติเสียในวันเลือกตั้ง ซึ่งก็คือวันที่ 29 มีนาคม 2569 พอนับย้อนถอยหลังมา ก็ปรากฏว่า 90 วันนั้น ก็คือวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เป็นวันสุดท้ายที่นายกรัฐมนตรี และ กกต. ประกาศให้ทำประชามติได้ ซึ่งก็หมายความว่าต้องนับถอยหลังไปอีกว่า รัฐสภาแห่งนี้จะลงมติให้ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวาระที่สาม ก็ควรจะไม่เกินวันที่ 15-20 ธันวาคม (2568)

บวรศักดิ์ชี้แจงต่อไปว่า การพิจารณาวาระที่สามจำเป็นต้องมีเวลาทิ้งไว้ 10 วัน ด้วยเหตุผลว่า ต้องให้เวลาประธานรัฐสภาเตรียมการส่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมโดยสรุป ในลักษณะที่ประชาชนสามารถเข้าใจเนื้อหาสำคัญของร่างแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยสะดวก ให้นายกรัฐมนตรีและ กกต. ตามกฎหมายความด้วยการออกเสียงประชามติ เพื่อกำหนดวันจัดทำประชามติ ซึ่งเขากล่าวว่า ควรจะเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง คือ วันที่ 29 มีนาคม 2569 ซึ่งการให้ทำประชามตินั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีอยู่แล้วด้วย ตามมาตรา 11 วรรคสาม ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564

ส่วนอีกกรณีหนึ่งที่บวรศักดิ์ยกกำหนดเวลามาชี้แจงในรัฐสภา คือ กรณีที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) ซึ่ง สส. ได้ยืนยันร่างดังกล่าว และรัฐบาลได้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแล้ว

กรณีนี้ก็จะทำให้สภามีเวลามากขึ้นในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าการยุบสภาทำในวันที่ 31 มกรา เลือกตั้งทำในวันที่ 29 มีนาคม 2569 เหมือนเดิม การกระทำประชามติก็ทำในวันนั้น ตามร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่สภาแห่งนี้เห็นชอบแล้ว ก็ลดเวลาจาก 90 วันเหลือ 60 วัน วันสุดท้ายก็จะเป็นวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ แต่จริงๆ วันที่ 29 มกราคม 2569 เป็นวันที่นายกรัฐมนตรีโดยหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องประกาศให้ทำประชามติแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้ รัฐสภาควรจะลงมติในวาระที่ 3 ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่รัฐสภากำลังจะลงมติรับในวาระที่ 1 นี้ ช่วงวันที่ 15-19 มกราคม ก็เว้นเวลาไว้ 10 วันเพื่อให้ท่านประธานรัฐสภาจัดทำร่าง ตลอดจนคำอธิบายสาระสำคัญของร่าง แล้วก็เพื่อให้รัฐบาลสามารถหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้งได้

กำหนดเวลาที่กระผมกราบเรียนเสนอนี้ก็เป็นกำหนดเวลาที่รัฐบาลพิจารณาจากสิ่งซึ่งปรากฏใน MOA ในรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งก็จะมาเกี่ยวพันกับการพิจารณาและการลงมติของท่านสมาชิกรัฐสภาในร่างรัฐธรรมนูญนี้ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของท่านสมาชิกรัฐสภา รัฐบาลไม่อาจจะเข้ามาก้าวล่วงได้ แต่ว่า คงจะต้องมีการประสานงานกันระหว่างรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาในหลายเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ผมจึงขอใช้เวลานี้นำเสนอ Timeline หรือกำหนดการที่รัฐบาลมองว่า น่าจะเป็นแบบนี้”

รับหลักการสองร่าง ร่างสีน้ำเงินได้เสียงเยอะสุด ร่างเพื่อไทยตก ขาดเสียงสว. หลักหน่วย

15.05 น. วันที่ 15 ตุลาคม 2568 รัฐสภาเริ่มลงมติทั้งสามร่างในวาระที่หนึ่ง รัฐสภาลงมติ "รับหลักการ" ร่างแก้รัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ คือ ร่างที่เสนอโดย สส.พรรคประชาชนและฉบับที่เสนอโดย สส.พรรคภูมิใจไทย แต่ "ไม่รับหลักการ" ร่างที่เสนอโดยสส. พรรคเพื่อไทย แม้จะได้เสียงโหวตของ สส. และ สว. รวมแล้วผ่านเงื่อนไขไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง (ไม่น้อยกว่า 346 เสียง) แต่กลับ "ติดล็อก" เงื่อนไขที่ต้องได้เสียงรับหลักการจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 66 เสียงด้วย โดยได้เสียงรับหลักการจาก สว. 60 เสียง ขาดไป 6 เสียง ส่งผลให้ข้อเสนอจากพรรคเพื่อไทยตกไป

โดยผลการลงมติร่างทั้ง 3 ฉบับ มีดังนี้

  • ร่างพรรคประชาชน
    รับหลักการ 568 เสียง
    สว. รับหลักการ 108 เสียง
    ไม่รับหลักการ 10 เสียง
    งดออกเสียง 74 เสียง
    ไม่ลงคะแนนเสียง 39 เสียง

  • ร่างพรรคภูมิใจไทย
    รับหลักการ 630 เสียง
    สว. รับหลักการ 168 เสียง
    ไม่รับหลักการ 7 เสียง
    งดออกเสียง 15 เสียง
    ไม่ลงคะแนนเสียง 38 เสียง

  • ร่างพรรคเพื่อไทย
    รับหลักการ 521 เสียง
    สว. รับหลักการ. 60 เสียง
    ไม่รับหลักการ 16 เสียง
    งดออกเสียง 115 เสียง
    ไม่ลงคะแนนเสียง 38 เสียง

โดยที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ จำนวน 43 คน ดังนี้

  • เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.

  • เอนก วีระพจนานันท์ สว.

  • ชวพล วัฒนพรมงคล สว.

  • ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว.

  • พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.

  • รัชนีกร ทองทิพย์ สว.

  • กฤษณุ เหลือพิบูลย์กิจ สว.

  • นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.

  • กิตติพันธ์ อนันตกูล สว.

  • พ.ต.ท. สุริยา บาราสัน สว.

  • วร หินดี สว.

  • จำลอง อนันตสุข สว.

  • พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชน

  • ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. พรรคประชาชน

  • สหัสวัต คุ้มคง สส. พรรคประชาชน

  • ปรีติ เจริญศิลป์ สส. พรรคประชาชน

  • อนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส. พรรคประชาชน

  • ภัณฑิล น่วมเจิม สส. พรรคประชาชน

  • เชตวัน เตือประโคน สส. พรรคประชาชน

  • รอมฎอน ปันจอร์ สส. พรรคประชาชน

  • พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส. พรรคประชาชน

  • ชูศักดิ์ ศิรินิล สส. พรรคเพื่อไทย

  • จาตุรนต์ ฉายแสง สส. พรรคเพื่อไทย

  • ชลน่าน ศรีแก้ว สส. พรรคเพื่อไทย

  • จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส. พรรคเพื่อไทย

  • สุธรรม แสงประทุม สส. พรรคเพื่อไทย

  • ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สส. พรรคเพื่อไทย

  • ขัตติยา สวัสดิผล สส. พรรคเพื่อไทย

  • ก่อแก้ว พิกุลทอง สส. พรรคเพื่อไทย

  • เอกพร รักความสุข สส. พรรคเพื่อไทย

  • ภราดร ปริศนานันทกุล สส. พรรคภูมิใจไทย

  • กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. พรรคภูมิใจไทย

  • เชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ สส. พรรคภูมิใจไทย

  • แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส. พรรคภูมิใจไทย

  • วิทยา แก้วภราดัย สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ

  • ทิพานัน ศิริชนะ สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ

  • กฤดิทัช แสงธนโยธิน สส. พรรคกล้าธรรม

  • ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส. พรรคกล้าธรรม

  • ชัยชนะ เดชเดโช สส. พรรคประชาธิปัตย์

  • ทรงศักดิ์ มุสิกอง สส. พรรคประชาธิปัตย์

  • กระแสร์ ตระกูลพรพงศ์ สส. พรรคพลังประชารัฐ

  • ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส. พรรคชาติไทยพัฒนา

  • ทวี สอดส่อง สส. พรรคประชาชาติ

โหวตสูสี ได้ร่างพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก

หลังที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาลงมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ของพรรคประชาชน และของพรรคภูมิใจไทยสองฉบับ จึงเป็นขั้นตอนที่ต้องตัดสินใจว่าจะใช้ร่างฉบับใดเป็นร่างหลักในการพิจารณาต่อในวาระที่สองแบบรายมาตรา ซึ่งการลงมติใช้วิธีการกดปุ่มลงคะแนน และได้ผลลัพธ์ดังนี้

มีผู้แสดงตน 595 คน
ร่างพรรคประชาชน (เห็นด้วย) 290 เสียง
ร่างพรรคภูมิใจไทย (ไม่เห็นด้วย) 290 เสียง
งดออกเสียง 15 เสียง

วันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแจ้งว่า มีผู้มาลงมติช้า และขอลงมติด้วยวาจาทีหลัง ทำให้ร่างพรรคประชาชนมี 292 เสียง ร่างพรรคภูมิใจไทยมี 297 เสียง

จากนั้น เกิดการประท้วงจากสส. เช่น วัชระพล ขาวขำ สส. พรรคเพื่อไทย ส่วนณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. พรรคประชาชนเสนอญัตติให้นับคะแนนใหม่อีกครั้ง ด้านกรวีร์ ปริศนานันทกุล และไชยชนก ชิดชอบ จากพรรคภูมิใจไทย ตลอดจนพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา คัดค้านการเสนอญัตติดังกล่าว โดยประธานรัฐสภาได้อธิบายข้อบังคับการประชุมรัฐสภาว่า การนับคะแนนใหม่จะต้องเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 58 ที่ว่า

“เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนนตามข้อ 56 (1) ถ้าสมาชิกรัฐสภาร้องขอให้มีการนับใหม่ โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าสี่สิบคน ก็ให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ และให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเป็นวิธีตามข้อ 56 (2) เว้นแต่คะแนนเสียงมีความต่างกันเกินกว่าสามสิบคะแนนจะขอให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่มิได้

เมื่อได้มีการออกเสียงลงคะแนนตามข้อ 56 (2) แล้ว จะขอให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่อีกมิได้”

โดยวิธีการออกเสียงตามข้อ 56 (2) คือการออกเสียงผ่านการเรียกชื่อสมาชิกรัฐสภาตามลำดับอักษร ให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคน ตามวิธีที่ประธานรัฐสภากำหนด

ที่สุดแล้ว 18.08 น. ประธานรัฐสภาได้ให้ดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาโดยให้ลงคะแนนผ่านการขานชื่อรายบุคคลทีละคน โดยมีมติให้ร่างพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก ด้วยคะแนนเสียง

ร่างพรรคประชาชน 300 เสียง
ร่างพรรคภูมิใจไทย 287 เสียง
งดออกเสียง 3 เสียง
มีผู้ขาดการลงมติ 100 คน

และปิดการประชุมในเวลา 19.45 น.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...