สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพุธที่ 13 สิงหาคม 2568
สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพุธที่ 13 สิงหาคม 2568
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -13 ส.ค. 68 8:48: น.
*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 63.17 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 0.79 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.24%
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 66.12 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 0.51 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.77%
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงในวันอังคาร (12 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนรอการเปิดเผยรายงานปริมาณน้ำมันสำรองจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) และเริ่มคาดการณ์ถึงความต้องการใช้น้ำมันที่อาจชะลอลงในช่วงต้นเดือนก.ย.
*** สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) เปิดเผยในรายงาน Short-Term Energy Outlook (STEO) ประจำเดือนส.ค. ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ (Brent) ในไตรมาส 4 ปีนี้จะเฉลี่ยต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ราคาต่ำในระดับนี้ นับตั้งแต่ปี 2020 นอกจากนี้ ยังคาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะเฉลี่ยใกล้ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026
*** กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ปรับเพิ่มคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2026 พร้อมปรับลดคาดการณ์การเติบโตของอุปทานจากสหรัฐฯ และผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC+ ซึ่งรวมถึงรัสเซียและชาติพันธมิตรอื่น ๆ สะท้อนภาพตลาดที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น โดยแนวโน้มดังกล่าว จะเอื้อต่อแผนของ OPEC+ ในการเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดกลับคืน หลังจากที่ลดกำลังการผลิตต่อเนื่องหลายปีเพื่อพยุงราคา
OPEC คาดว่าความต้องการน้ำมันทั่วโลกในปี 2026 จะเพิ่มขึ้น 1.38 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มจากคาดการณ์ครั้งก่อน 100,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่คาดการณ์ปี 2025 ยังคงเดิม
*** UBS ปรับมุมมองน้ำมันระยะสั้น หลังคาดการณ์น้ำมันดิบเบรนท์ทรงตัวโซน 60-70 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนอ่อนตัวปลายปี โดย UBS คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ จะปรับตัวลดสู่ระดับ 62 ดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปี 2025 ถึงมี.ค. 2026 ก่อนจะฟื้นตัวสู่ราว 65 ดอลลาร์สหรัฐภายในกลางปี 2026 พร้อมปรับลดส่วนต่างราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) เมื่อเทียบกับเบรนท์ จากเดิม 4 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือ 3 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมระบุว่า ปัจจัยกดดันราคามาจากการผลิตที่เพิ่มขึ้นในบราซิลและกายอานา อุปทานน้ำมันที่ยังคงแข็งแกร่งจากอิหร่าน เวเนซุเอลา และรัสเซีย รวมถึงความต้องการใช้น้ำมันของอินเดียที่ต่ำกว่าคาด
*** ดัชนี CPI สหรัฐฯ เดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 2.7% YoY ต่ำกว่าคาด (2.8%) และทรงตัวจากมิ.ย. ขณะที่รายเดือนเพิ่มขึ้น 0.2% สอดคล้องคาดการณ์ ด้าน Core CPI โต 3.1% YoY สูงกว่าคาดเล็กน้อย และเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน โดยตัวเลขเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าคาดการณ์ บวกกับตลาดแรงงานอ่อนแอ ทำให้ตลาดประเมินโอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25% ในก.ย. นี้ เพิ่มขึ้นกว่า 90% แม้ภาษีนำเข้าสูงของทรัมป์เริ่มดันราคาสินค้าบางหมวด แต่ยังไม่ก่อเงินเฟ้อในวงกว้าง
*** กระทรวงการคลังสหรัฐฯ รายงานว่า ขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางในเดือนก.ค. เพิ่มขึ้นเกือบ 20% แตะระดับ 291,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แม้รายได้จากภาษีนำเข้าที่จัดเก็บตามมาตรการขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเพิ่มขึ้นเกือบ 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่รายจ่ายของรัฐยังเติบโตเร็วกว่ารายรับ โดยขาดดุลเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 19% จากเดือนก.ค. ปีที่แล้ว รายรับรวมเพิ่มขึ้น 2% หรือ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แตะ 338,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายจ่ายรวมเพิ่มขึ้น 10% หรือ 56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แตะ 630,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของเดือนก.ค.
*** ทำเนียบขาวระบุว่า สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (Bureau of Labor Statistics: BLS) จะยังคงเผยแพร่รายงานการจ้างงานรายเดือนที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไปตามแผน หลังผู้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อให้เป็นหัวหน้า BLS เสนอให้ระงับการเผยแพร่ชั่วคราว เพื่อแก้ปัญหาที่ทำให้มีการปรับตัวเลขการเติบโตการจ้างงานย้อนหลังในระดับสูงเป็นประวัติการณ์
*** สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า มีความหวังว่าวุฒิสภาจะให้ความเห็นชอบสตีเฟ่น มิแรน (Stephen Miran) ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (Council of Economic Advisers) ให้ดำรงตำแหน่งชั่วคราวในคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ ก่อนการประชุมครั้งถัดไปในเดือนก.ย. โดยเบสเซนต์กล่าวว่า การแต่งตั้งมิแรน อาจปูทางไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ในการประชุมนโยบายการเงิน เนื่องจากมีการปรับลดตัวเลขจ้างงานลงอย่างมากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และมีข้อมูลเงินเฟ้อที่ออกมาในเชิงบวก
*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันขยายเวลาสงบศึกทางการค้ากับจีนออกไปอีก 90 วัน หลังทั้ง 2 ฝ่าย ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงถาวรภายในเส้นตาย 12 ส.ค. โดยคงมาตรการภาษีในระดับผ่อนปรนลงและคงเงื่อนไขอื่น ๆ ตามกรอบเดิม ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีชิปให้จีน และจีนกลับมาส่งออกแร่หายากให้สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ยังเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของอีกฝ่ายในอัตราสูง 30%50% นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเรียกร้องให้จีนเพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ถึง 4 เท่า
*** สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่การค้าสหรัฐฯ จะพบปะกับคู่เจรจาจีนอีกครั้งภายในช่วง 23 เดือนข้างหน้า เพื่อหารืออนาคตความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง 2 ประเทศ โดยถ้อยแถลงดังกล่าว มีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายตกลง ขยายเวลาสงบศึกภาษีออกไปอีก 90 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีสินค้านำเข้าของกันและกัน พร้อมกันนี้ เบสเซนต์ยังระบุว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้เชิญประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพบ แต่ยังไม่มีการกำหนดวันและสถานที่
*** แม้จีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงพักรบภาษีกับสหรัฐฯ เพิ่มอีก 90 วัน แต่ความพยายามกระจายตลาดการค้าของจีนยังคงดำเนินต่อไป และมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือสำหรับช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากเส้นทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก (Transpacific Routes) ยังคงเผชิญแรงกดดัน หลังผ่านช่วงเร่งส่งออกล่วงหน้าไปแล้ว โดยนักวิเคราะห์ด้านการเดินเรือจาก Veson Nautical กล่าวว่า แม้จะมีการเจรจาระหว่าง 2 ประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่มองว่าโอกาสที่สหรัฐฯ จะยกเลิกภาษีนำเข้าทั้งหมดมีน้อย ซึ่งจะยังคงกดดันปริมาณนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ พร้อมคาดว่า ปริมาณการขนส่งสินค้าตลอดทั้งปีในเส้นทางนี้ จะลดลง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่ออัตราค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น
*** หน่วยงานทางการจีน รวมถึงสำนักงานกำกับดูแลไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน (Cyberspace Administration of China CAC) เรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีในประเทศหลายแห่ง เช่น Tencent, ByteDance, Baidu รวมถึงบริษัทขนาดเล็กอื่น ๆ มาชี้แจงเกี่ยวกับการจัดซื้อชิป H20 ของ Nvidia โดยเจ้าหน้าที่จีนสอบถามเหตุผลที่บริษัทเหล่านี้ จำเป็นต้องซื้อชิปจาก Nvidia แทนที่จะเลือกใช้จากผู้ผลิตภายในประเทศ พร้อมแสดงความกังวลว่าข้อมูลที่ Nvidia ขอให้บริษัทส่งให้รัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อตรวจสอบ อาจมีข้อมูลอ่อนไหว เช่น ข้อมูลลูกค้า อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ทางการจีนยังไม่ได้สั่งห้ามบริษัทเหล่านี้หยุดซื้อชิป H20 แต่อย่างใด
*** ทำเนียบขาวระบุว่า อาจมีการขยายข้อตกลงไปยังผู้ผลิตชิปรายอื่น หลังจาก Nvidia และ Advanced Micro Devices (AMD) ตกลงที่จะมอบ 15% ของรายได้ จากการขายชิประดับสูงบางรุ่นให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ สำหรับยอดขายไปยังตลาดจีน โดยโฆษกทำเนียบขาว แคโรไลน์ เลวิตต์ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่า ข้อตกลงนี้เริ่มจาก 2 บริษัทนี้ และอาจขยายไปสู่บริษัทอื่นในอนาคตได้ ตนคิดว่านี่เป็นแนวคิดและทางออกที่สร้างสรรค์
*** ท่ามกลางกระแสหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั่วโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ นักลงทุนมองว่า Tencent Holdings Ltd. อาจมีโอกาสกลับมาทวงความรุ่งเรืองในอดีตได้อีกครั้ง โดยหุ้น Tencent ที่จดทะเบียนในตลาดฮ่องกงเพิ่มมูลค่าตลาดกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ต้นปี แต่ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลราว 26% อีกทั้งยังซื้อขายในระดับราคาที่ลดลง เมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Meta และ Sony
ปัจจัยหนุนไม่ได้มีเพียงราคาที่ถูก นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนการประกาศผลประกอบการในวันพุธนี้ พร้อมความคาดหวังต่อเกมฟอร์มยักษ์ เช่น Valorant Mobile
*** ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้ไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยแรงหนุนสำคัญมาจาก สภาพคล่องภายในประเทศที่อยู่ในระดับสูง โดยครัวเรือนในจีนซึ่งมีเงินออมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เริ่มหันมาลงทุนในหุ้นเพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่า ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มนี้ทำให้ยอดสินเชื่อมาร์จิ้น (Margin Loan) เพื่อซื้อหุ้นพุ่งแตะระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2015 ในสัปดาห์นี้ ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อเดือนในตลาดหุ้นในประเทศก็เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3
ดัชนีอ้างอิง CSI 300 ปรับขึ้นแล้ว 15% จากจุดต่ำสุดในเดือนเม.ย. หลังก่อนหน้านี้เคลื่อนไหวในกรอบแคบเป็นเวลาหลายเดือน แม้รัฐบาลยังไม่ได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหญ่หรือบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ
*** Perplexity AI ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการเบราว์เซอร์ Chrome ของบริษัท Alphabet ด้วยมูลค่า 34,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่ามูลค่าประเมินของ Perplexity เองอย่างมาก โดยมีเป้าหมายเข้าถึงฐานผู้ใช้งานหลายพันล้านคนของ Chrome ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในสมรภูมิค้นหาข้อมูลด้วย AI
นอกจาก Perplexity แล้ว ยังมี OpenAI, Yahoo และกองทุนไพรเวทอิควิตี้ Apollo Global Management แสดงความสนใจใน Chrome ด้วย หลังแรงกดดันด้านกฎระเบียบเริ่มสั่นคลอนอำนาจผูกขาดของ Google ในอุตสาหกรรมค้นหา
Google ยังคงยื่นอุทธรณ์ต่อคำตัดสินของศาลสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว ที่ระบุว่า Google ผูกขาดตลาดค้นหาออนไลน์อย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เสนอให้มีการขาย Chrome ออกไป โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการแก้ไข
*** Rho Motion รายงานว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก (รวมรถยนต์แบตเตอรี่ไฟฟ้า BEV และปลั๊กอินไฮบริด PHEV) ในเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. และลดลงจาก 25% ในเดือนมิ.ย. สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของยอดขายปลั๊กอินไฮบริดในจีน โดยยอดขายรวมรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดทั่วโลกในเดือนก.ค. อยู่ที่ 1.6 ล้านคัน ซึ่งจีน มียอดขายเพิ่มขึ้นเพียง 12% อยู่ที่ราว 1 ล้านคัน ด้านยุโรป ยอดขายพุ่ง 48% แตะ 390,000 คัน อเมริกาเหนือ มียอดขายเพิ่มขึ้น 10% แตะ 170,000 คัน และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก มียอดขายพุ่ง 55% แตะ 140,000 คัน
*** ผลสำรวจ Reuters Tankan ซึ่งติดตามแนวโน้มดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ผลิตญี่ปุ่นเดือนส.ค. เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แตะ +9 จาก +7 ในเดือนก.ค. หลังญี่ปุ่นและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้าลดภาษีรถยนต์และสินค้าอื่น ในอัตรา 15% แลกกับแพ็กเกจการลงทุนจากญี่ปุ่นมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในรูปแบบการถือหุ้น การให้กู้ และการค้ำประกัน
อย่างไรก็ตาม ดัชนีคาดการณ์ล่วงหน้า 3 เดือนคาดว่าจะลดลงเหลือ +4 สะท้อนความกังวลของผู้ผลิตต่อผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
*** ข้อมูลจากรัฐบาลอินเดียระบุว่า อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) เดือนก.ค. ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 อยู่ที่ 1.55% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ 1.76% และเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2017 สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของราคาอาหาร โดยเงินเฟ้ออาหาร ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ CPI อยู่ที่ -1.76% ลดลงจาก -1.06% ในเดือนมิ.ย.
รายงานตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าว มีขึ้นหลังธนาคารกลางอินเดีย (RBI) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 5.5% ในการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว โดย RBI ระบุว่ามุมมองเงินเฟ้อสำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมี.ค. 2026 ผ่อนคลายกว่าที่คาด โดยได้รับแรงหนุนจากการเพาะปลูกพืชฤดูใบไม้ร่วงที่แข็งแกร่ง และปริมาณสต็อกธัญพืชสำรองที่เพียงพอ ขณะที่คาดการณ์จาก RBI อัตราเงินเฟ้อทั้งปีงบประมาณ 2025/26 จะอยู่ที่ 3.1%
รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ