‘กาแฟไทย’ โตสวนเศรษฐกิจ คนไทยดื่ม 340 แก้ว/คน/ปี มูลค่าตลาด 6.5 หมื่นล้าน
The Bangkok Insight
อัพเดต 12 ส.ค. 2568 เวลา 03.11 น. • เผยแพร่ 12 ส.ค. 2568 เวลา 02.00 น. • The Bangkok Insight"กาแฟไทย" ยืนหัวแถวโตสวนเศรษฐกิจ คนไทยดื่มทะลุ 340 แก้ว/คน/ปี ดันมูลค่าตลาดปีนี้ แตะระดับ 6.5 หมื่นล้าน
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า "อุตสาหกรรมกาแฟ" ในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดกาแฟโลกใน ปี 2567 มีมูลค่าในตลาด 2.69 แสนล้านดอลลาร์ คาดว่าภายในปี 2573 จะมีมูลค่าถึง 3.69 แสนล้านดอลลาร์
กาแฟไทยมูลค่าตลาดพุ่ง 6.5 หมื่นล้าน
โดยประเทศไทยมีการบริโภคกาแฟเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากเดิมเฉลี่ย 180 แก้ว/คน/ปี เป็นมากกว่า 340 แก้ว/คน/ปีในปัจจุบัน ส่งผลให้มูลค่าการตลาดภายในประเทศ ปี 2568 แตะระดับ 6.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ปี 2567 ถึง 8.33%
ประกอบกับผู้บริโภคได้เปลี่ยนพฤติกรรมจากการดื่มกาแฟสำเร็จรูปไปสู่กาแฟสด สะท้อนถึงรสนิยมของคนยุคใหม่ที่ต้องการดื่มด่ำคุณภาพ รสชาติ และประสบการณ์ของกาแฟที่สูงขึ้น
นางอรมน กล่าวว่า นิติบุคคลในอุตสาหกรรมกาแฟสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ
1. กลุ่มผลิต (การผลิตกาแฟ และการผลิตเครื่องดื่มกาแฟ)
2. กลุ่มขายส่ง/ปลีก (ขายส่งกาแฟชาโกโก้, ขายปลีก/ส่งเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และบริการเครื่องดื่มที่ไม่มีแอกอฮอล์เป็นหลักในร้าน
ครึ่งปีแรกตั้งธุรกิจใหม่กลุ่มกาแฟเพิ่มขึ้น 8.92%
จากข้อมูลของกรมฯ พบว่า มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 6,361 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 39,329 ล้านบาท ธุรกิจส่วนใหญ่จัดตั้งในรูปแบบบริษัทจำกัด 4,986 ราย คิดเป็น 78.39% ของนิติบุคคลในธุรกิจนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญ 1,371 ราย และบริษัทมหาชน จำกัด 4 ราย
หากแยกตามขนาดของธุรกิจพบว่า ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก 6,105 ราย รองลงมาเป็นขนาดกลาง 188 ราย และขนาดใหญ่ 68 ราย
สำหรับช่วงครึ่งปีแรก 2568 มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในกลุ่มกาแฟจำนวน 415 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 8.92% โดยทั้งหมดเป็นธุรกิจขนาดเล็ก และกว่า 33% ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ สะท้อนความนิยมในตลาดกาแฟที่ยังมีแรงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี พบว่า รายได้รวมของอุตสาหกรรมอยู่ในระดับทรงตัว แต่กำไรสุทธิเริ่มลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิต ต้องเผชิญกับความผันผวนของต้นทุนและการแข่งขันที่รุนแรง โดยรายได้รวมของอุตสาหกรรมกาแฟใน ปี 2567 อยู่ที่ 206,751 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,453 ล้านบาท คิดเป็น 1.70% เมื่อเทียบกับปี 2566
เมื่อวิเคราะห์ในเชิงลึกในรูปแบบธุรกิจร้านกาแฟจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
1. Franchise/Chains เป็นธุรกิจที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่ และเป็นทางเลือกของผู้ที่อยากเปิดร้านกาแฟแต่ยังไม่มีประสบการณ์
2. Independent เป็นธุรกิจที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 94.4% ของธุรกิจกาแฟในประเทศ โดยประเภทแรกความสามารถในการทำกำไรได้ดี มีกำไร (Net Profit Margin) เฉลี่ยที่ 17.5% และมีรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 10% ส่วนแบบ Independent กำไรเฉลี่ย 4.6%
ธุรกิจกาแฟไทยยังมีโอกาสเติบโต
ทั้งนี้ ธุรกิจกาแฟยังมีโอกาสเติบโตในประเทศไทยอีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มกาแฟพิเศษ หรือ Specialty Coffee และร้านกาแฟที่สร้างประสบการณ์ รวมถึงสร้างแบรนด์ที่แตกต่างได้อย่างชัดเจน ขณะที่ผู้ประกอบการจะต้องบริหารจัดการต้นทุนให้ดี ควบคู่ไปกับการเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับทั้งคุณภาพ ไลฟ์สไตล์ และความยั่งยืน
ตัวช่วยด้านเทคโนโลยีจะทำให้ลูกค้าเข้าถึงร้านกาแฟได้มากขึ้น คือ ร้านจะต้องมีหลายช่องทางการสั่งซื้อทั้งหน้าร้านหรือเดลิเวอรีหรือการสั่งล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน รวมถึงการชำระเงินทางดิจิทัล จากสถิติปัจจุบันยอดขายของร้านกาแฟมาจากช่องทางเดลิเวอรีถึง 22% และชำระเงินผ่านระบบ e- Payment กว่า 50% ทำให้ร้านสามารถขายกาแฟได้ครอบคลุมลูกค้ามากขึ้น และไม่ได้จำกัดฐานลูกค้าแค่เพียงพื้นที่โดยรอบต่อไปอีกแล้ว
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘จตุพร’ ถกเอกชน ทูตพาณิชย์ แก้ปัญหาส่งออกสินค้าชายแดนไทย–กัมพูชา
- 4 เดือน ผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิ FTA ส่งออกสินค้าเฉียด 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
- งานแรก! ‘จตุพร’ ลุยนครศรีฯ แก้ปัญหาราคามังคุด ปล่อยคาราวานรถกว่า 40 ตัน กระจายทั่วไทย
ติดตามเราได้ที่