โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

"ROIC" ตัวเลขคัดกรองหุ้นคุณภาพอย่างไรให้ไม่พลาด

Stock2morrow

อัพเดต 07 ส.ค. 2568 เวลา 13.05 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2568 เวลา 13.04 น. • Stock2morrow
“ROIC” ตัวเลขคัดกรองหุ้นคุณภาพอย่างไรให้ไม่พลาด

"ROIC" ตัวเลขคัดกรองหุ้นคุณภาพอย่างไรให้ไม่พลาด

.

เราเคยสงสัยไหมว่า บริษัทที่เรากำลังจะลงทุนนั้น "เก่ง" ในการใช้เงินของผู้ถือหุ้นไปสร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ? แล้วเราจะสามารถตรวจสอบได้จากตัวเลขประเภทไหน

คำตอบอยู่ในตัวเลขสำคัญที่ชื่อว่า 'ROIC'

ROIC (Return on Invested Capital) หรือ "ผลตอบแทนจากเงินลงทุน" คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราประเมินความสามารถของบริษัทในการใช้เงินทุน (ทั้งจากผู้ถือหุ้นและหนี้สิน) เพื่อสร้างกำไรกลับมา

พูดง่ายๆก็คือ ROIC บอกว่าบริษัทใช้เงินทุนได้อย่างคุ้มค่าแค่ไหน

.

สูตรในการคำนวนแบบง่ายๆ คือ

ROIC = กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (NOPAT) / เงินลงทุนทั้งหมด

กำไร (NOPAT): คือกำไรที่มาจากธุรกิจหลักจริงๆ ของบริษัท

เงินลงทุนทั้งหมด: คือเงินทุนที่บริษัทได้มาจากผู้ถือหุ้นและเงินกู้ยืม

.

คำถามคือ แล้ว ROIC เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่า "ดี"?

การจะบอกว่า ROIC ดีหรือไม่ดีนั้น ไม่ได้ดูแค่ตัวเลขอย่างเดียว แต่เราต้องเอาไปเปรียบเทียบกับ "ต้นทุนทางการเงิน" (WACC) ของบริษัท

1. ถ้า ROIC > WACC ถือเป็นสัญญาณที่ดี บริษัทกำลังสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าต้นทุนเงินทุนที่ต้องจ่าย

นั่นหมายความว่า บริษัทกำลังสร้างมูลค่าเพิ่มและเติบโตอย่างแท้จริง

2. ถ้า ROIC < WACC ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดี บริษัทไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่ได้มา อาจบ่งชี้ถึงปัญหาในโมเดลธุรกิจระยะยาว

.

แล้ว WACC คืออะไร หาได้จากที่ไหน ?

WACC (Weighted Average Cost of Capital) หรือ "ต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก" คือต้นทุนเฉลี่ยของเงินทุนทั้งหมดที่บริษัทใช้ในการดำเนินงาน

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเรากู้เงินจากธนาคารมาทำธุรกิจ คุณต้องจ่าย "ดอกเบี้ย"

หรือถ้าเราระดมทุนจากผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นก็คาดหวัง "ผลตอบแทน" จากเงินที่ลงทุน

WACC คือค่าเฉลี่ยของต้นทุนเหล่านี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกว่าบริษัทต้องทำกำไรอย่างน้อยเท่าไหร่เพื่อที่จะจ่ายคืนให้กับเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นทั้งหมด

ซึ่งตัวเลข WACC นักลงทุนอาจไม่จำเป็นต้องคำนวนด้วยตัวเอง เราอาจจะหาตัวเลขจากบทวิเคราะห์หลักทรัพย์หรือแพลตฟอร์มการลงทุน

และโดยส่วนใหญ่บริษัทที่มีคุณภาพจะถูกวิเคราะห์และมีค่า WACC ระบุไว้ให้คุณนำไปใช้ในการเปรียบเทียบกับ ROIC ได้เลย

.

แล้วเรายังนำ ROIC ไปใช้อย่างอื่นได้อีกไหม ? ใช้อย่างไรให้เป็นประโยชน์

1. เปรียบเทียบกับคู่แข่ง : ดูว่า ROIC ของบริษัทที่คุณสนใจสูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือไม่ ถ้าสูงกว่า แสดงว่าบริษัทนั้นบริหารจัดการเงินทุนได้เก่งกว่า

2. ใช้ร่วมกับ P/E Ratio : บริษัทที่มี ROIC สูงอย่างสม่ำเสมอ มักจะสมควรมี P/E Ratio ที่สูงกว่า เพราะนักลงทุนยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับคุณภาพและความสามารถในการทำกำไรที่ดีกว่าในระยะยาว

.

สรุปแล้ว ROIC เป็นตัวชี้วัดที่ทรงพลังที่ช่วยให้เรามองเห็น "คุณภาพที่แท้จริง" ของธุรกิจได้ดีขึ้น

การรู้จักและใช้ ROIC จะช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนในบริษัทที่ใช้เงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีโอกาสเติบโตในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

#stock2morrow #ROCI #หุ้นคุณภาพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...