โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปลัดคลัง แจงปม “การบินไทย” ยันไม่กลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 ต.ค. 2568 เวลา 13.07 น. • เผยแพร่ 10 ต.ค. 2568 เวลา 06.07 น.

ปลัดกระทรวงการคลัง แจงกรณี การบินไทย ยันไม่กลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยการเสนอเพิ่มจำนวนกรรมการจาก 11 เป็น 15 คน มีความจำเป็นเพื่อให้จัดตั้งคณะกรรมการชุดย่อยที่สำคัญได้ โดยบุคคลที่กระทรวงการคลังเสนอเป็นมืออาชีพและส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชนเพื่อผลประโยชน์ขององค์กรเป็นสำคัญ

10 ต.ค. 2568 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีข่าวการเสนอชื่อคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อทดแทนกรรมการที่หมดวาระและการเพิ่มจำนวนกรรมการจาก 11 เป็น 15 คน ซึ่งกระทรวงการคลังจะเสนอรายชื่อกรรมการถึง 10 รายชื่อ ซึ่งทำให้มีความกังวลว่าอาจเป็นการนำไปสู่การบริหารแบบรัฐวิสาหกิจอีกครั้ง ว่า การบินไทยไม่ได้ถูกบริหารในฐานะรัฐวิสาหกิจและไม่เคยมองว่าการบินไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยยังคงเป็นบริษัทจดทะเบียน (listed company) อย่างแท้จริง

"การปล่อยข้อมูลที่เกิดขึ้นในที่ประชุมคณะกรรมการและการให้ข่าวที่เป็นเรื่องขัดแย้งกันไปมานั้นผมมองว่ามีแต่จะเป็นผลเสียต่อองค์กรมากกว่า ผมยืนยันว่าการบินไทยไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ และตลอด 4 เดือนที่เริ่มทำงานคณะกรรมการทุกคนล้วนเป็นมืออาชีพและทำงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของการบินไทย และตราบใดที่ผมเป็นประธานจะไม่มีเรื่องการทุจริต ทุกอย่างโปร่งใส และไม่มีการแทรกแซงจากการเมือง"

ทั้งนี้ความจำเป็นที่ต้องเสนอเพิ่มจำนวนคณะกรรมการบริษัทจาก 11 คน เป็น 15 คน เนื่องจากจำนวน 11 คนในปัจจุบันทำให้เกิดข้อจำกัด"ในการจัดตั้งคณะกรรมการชุดย่อยที่สำคัญตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยปัจจุบัน การบินไทยสามารถตั้งคณะกรรมการได้เพียง 2 ชุด คือ คณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน แต่ยังไม่สามารถตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงได้ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดสำคัญที่องค์กรขนาดใหญ่ควรมี

“ข้อกำหนดของการบินไทยระบุว่า คณะกรรมการตรวจสอบต้องเป็นกรรมการอิสระ 3 คน ซึ่งเมื่อเป็นกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการสรรพหาฯ แล้ว จะไม่สามารถเป็นกรรมการชุดอื่นได้อีก ดังนั้นเมื่อตัดกรรมการที่ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการชุดต่างๆ ออกไปและประธานรวมเป็น 7 คน จำนวนคนที่เหลือก็จะไม่พอ ทำให้ไม่สามารถตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงได้เลย การเพิ่มจำนวนกรรมการเป็น 15 คน จึงเป็นความจำเป็นเพื่อให้มีกรรมการเพียงพอที่จะจัดตั้งคณะกรรมการชุดย่อยต่างๆ มาช่วยดูแลงาน”

นายลวรณ เปิดเผยว่าว่า กระบวนการสรรหาคณะกรรมการในบริษัทจดทะเบียนมีขั้นตอนที่ชัดเจน และไม่ได้เป็นการแต่งตั้งแบบรัฐวิสาหกิจ โดยผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นเกิน 5% ก็มีสิทธิ์เสนอชื่อเข้ามาให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาได้ และรายชื่อสุดท้ายจะต้องเข้าสู่การโหวตในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี หรือ Annual General Meeting (AGM) โดยปัจจุบัน รายชื่อที่อยู่ในการพิจารณา (Shortlist) มีทั้งสิ้น 17 คน ซึ่งมาจากการเสนอชื่อของกรรมการในการประชุมเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2568 โดยยืนยันว่ารายชื่อที่กระทรวงการคลังเสนอเข้าไปนั้นเป็นมืออาชีพส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชนและมีราชการเพียงคนเดียวเท่านั้น

"วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงรายชื่อกรรมการ เพราะยังเป็นเพียงขั้นตอนการเสนอชื่อตามที่กรรมการชุดปัจจุบันเห็นว่าเป็นผู้ที่เหมาะสม ซึ่งจะเสนอกี่รายชื่อก็ได้ ซึ่งยังไม่รวมรายชื่อที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เกิน 5% จะเสนอเข้ามาภายในวันที่ 19 ต.ค. 2568"

ขณะที่หลังจากนั้นคณะกรรมการสรรหาจะพิจารณาและคัดเลือกตามเกณฑ์ที่เหมาะสมจำนวน 8 คนสุดท้าย และนำเข้าคณะกรรมการชุดใหญ่เพื่อพิจารณาเห็นชอบวันที่ 23 ต.ค. 2568 จากนั้นเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 ซึ่งเป็นการประชุม AGM ครั้งแรกของปีนี้ โดยที่ผ่านมาเป็นการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM)

สำหรับวาระสำคัญประชุม AGM ครั้งแรกจะมีการพิจารณาหลัก 2 เรื่อง

  • การกำหนดค่าตอบแทนกรรมการ เนื่องจากคณะกรรมการชุดปัจจุบันทำงานมา 4 เดือนโดยยังไม่ได้รับค่าตอบแทน เพราะต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยตามแผนฟื้นฟูไม่ได้มีการกำหนดค่าตอบแทนกรรมการไว้ด้วย
  • การเสนอเพิ่มจำนวนกรรมการ จาก 11 เป็น 15 คน เพื่อตั้งคณะกรรมการชุดย่อย

นายลวรณ ย้ำว่าปัจจุบันกระทรวงการคลังถือหุ้นในสัดส่วนประมาณ 38% ซึ่งเป็นผลมาจาก 2 ปัจจัยหลัก ไม่ใช่ความตั้งใจที่จะกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ 1. การแปลงหนี้เป็นทุน โดยกระทรวงการคลังแปลงหนี้ที่มีอยู่เป็นทุนทั้งหมด 2. การเพิ่มทุนรอบสุดท้าย โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียวที่ใส่เงินเพิ่มทุนจำนวน 25,000 ล้านบาท ในขณะที่ผู้ถือหุ้นรายอื่นไม่ใช้สิทธิ์ ซึ่งหากไม่เพิ่มทุนในครั้งนั้นส่วนของผู้ถือหุ้นจะยังคงติดลบและบริษัทจะไม่สามารถออกจากแผนฟื้นฟูฯ ได้

“กระทรวงการคลังไม่มีแผนที่จะซื้อหุ้นเพิ่มในอนาคตและมีตัวแทนในคณะกรรมการเพียง 2 คน เพื่อทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินและเงินลงทุนของภาครัฐซึ่งเป็นเงินของประชาชน”

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...