ปลัดคลัง แจงปม “การบินไทย” ยันไม่กลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจ
ปลัดกระทรวงการคลัง แจงกรณี การบินไทย ยันไม่กลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยการเสนอเพิ่มจำนวนกรรมการจาก 11 เป็น 15 คน มีความจำเป็นเพื่อให้จัดตั้งคณะกรรมการชุดย่อยที่สำคัญได้ โดยบุคคลที่กระทรวงการคลังเสนอเป็นมืออาชีพและส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชนเพื่อผลประโยชน์ขององค์กรเป็นสำคัญ
10 ต.ค. 2568 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีข่าวการเสนอชื่อคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อทดแทนกรรมการที่หมดวาระและการเพิ่มจำนวนกรรมการจาก 11 เป็น 15 คน ซึ่งกระทรวงการคลังจะเสนอรายชื่อกรรมการถึง 10 รายชื่อ ซึ่งทำให้มีความกังวลว่าอาจเป็นการนำไปสู่การบริหารแบบรัฐวิสาหกิจอีกครั้ง ว่า การบินไทยไม่ได้ถูกบริหารในฐานะรัฐวิสาหกิจและไม่เคยมองว่าการบินไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยยังคงเป็นบริษัทจดทะเบียน (listed company) อย่างแท้จริง
"การปล่อยข้อมูลที่เกิดขึ้นในที่ประชุมคณะกรรมการและการให้ข่าวที่เป็นเรื่องขัดแย้งกันไปมานั้นผมมองว่ามีแต่จะเป็นผลเสียต่อองค์กรมากกว่า ผมยืนยันว่าการบินไทยไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ และตลอด 4 เดือนที่เริ่มทำงานคณะกรรมการทุกคนล้วนเป็นมืออาชีพและทำงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของการบินไทย และตราบใดที่ผมเป็นประธานจะไม่มีเรื่องการทุจริต ทุกอย่างโปร่งใส และไม่มีการแทรกแซงจากการเมือง"
ทั้งนี้ความจำเป็นที่ต้องเสนอเพิ่มจำนวนคณะกรรมการบริษัทจาก 11 คน เป็น 15 คน เนื่องจากจำนวน 11 คนในปัจจุบันทำให้เกิดข้อจำกัด"ในการจัดตั้งคณะกรรมการชุดย่อยที่สำคัญตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยปัจจุบัน การบินไทยสามารถตั้งคณะกรรมการได้เพียง 2 ชุด คือ คณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน แต่ยังไม่สามารถตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงได้ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดสำคัญที่องค์กรขนาดใหญ่ควรมี
“ข้อกำหนดของการบินไทยระบุว่า คณะกรรมการตรวจสอบต้องเป็นกรรมการอิสระ 3 คน ซึ่งเมื่อเป็นกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการสรรพหาฯ แล้ว จะไม่สามารถเป็นกรรมการชุดอื่นได้อีก ดังนั้นเมื่อตัดกรรมการที่ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการชุดต่างๆ ออกไปและประธานรวมเป็น 7 คน จำนวนคนที่เหลือก็จะไม่พอ ทำให้ไม่สามารถตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงได้เลย การเพิ่มจำนวนกรรมการเป็น 15 คน จึงเป็นความจำเป็นเพื่อให้มีกรรมการเพียงพอที่จะจัดตั้งคณะกรรมการชุดย่อยต่างๆ มาช่วยดูแลงาน”
นายลวรณ เปิดเผยว่าว่า กระบวนการสรรหาคณะกรรมการในบริษัทจดทะเบียนมีขั้นตอนที่ชัดเจน และไม่ได้เป็นการแต่งตั้งแบบรัฐวิสาหกิจ โดยผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นเกิน 5% ก็มีสิทธิ์เสนอชื่อเข้ามาให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาได้ และรายชื่อสุดท้ายจะต้องเข้าสู่การโหวตในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี หรือ Annual General Meeting (AGM) โดยปัจจุบัน รายชื่อที่อยู่ในการพิจารณา (Shortlist) มีทั้งสิ้น 17 คน ซึ่งมาจากการเสนอชื่อของกรรมการในการประชุมเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2568 โดยยืนยันว่ารายชื่อที่กระทรวงการคลังเสนอเข้าไปนั้นเป็นมืออาชีพส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชนและมีราชการเพียงคนเดียวเท่านั้น
"วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงรายชื่อกรรมการ เพราะยังเป็นเพียงขั้นตอนการเสนอชื่อตามที่กรรมการชุดปัจจุบันเห็นว่าเป็นผู้ที่เหมาะสม ซึ่งจะเสนอกี่รายชื่อก็ได้ ซึ่งยังไม่รวมรายชื่อที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เกิน 5% จะเสนอเข้ามาภายในวันที่ 19 ต.ค. 2568"
ขณะที่หลังจากนั้นคณะกรรมการสรรหาจะพิจารณาและคัดเลือกตามเกณฑ์ที่เหมาะสมจำนวน 8 คนสุดท้าย และนำเข้าคณะกรรมการชุดใหญ่เพื่อพิจารณาเห็นชอบวันที่ 23 ต.ค. 2568 จากนั้นเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 ซึ่งเป็นการประชุม AGM ครั้งแรกของปีนี้ โดยที่ผ่านมาเป็นการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM)
สำหรับวาระสำคัญประชุม AGM ครั้งแรกจะมีการพิจารณาหลัก 2 เรื่อง
- การกำหนดค่าตอบแทนกรรมการ เนื่องจากคณะกรรมการชุดปัจจุบันทำงานมา 4 เดือนโดยยังไม่ได้รับค่าตอบแทน เพราะต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยตามแผนฟื้นฟูไม่ได้มีการกำหนดค่าตอบแทนกรรมการไว้ด้วย
- การเสนอเพิ่มจำนวนกรรมการ จาก 11 เป็น 15 คน เพื่อตั้งคณะกรรมการชุดย่อย
นายลวรณ ย้ำว่าปัจจุบันกระทรวงการคลังถือหุ้นในสัดส่วนประมาณ 38% ซึ่งเป็นผลมาจาก 2 ปัจจัยหลัก ไม่ใช่ความตั้งใจที่จะกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ 1. การแปลงหนี้เป็นทุน โดยกระทรวงการคลังแปลงหนี้ที่มีอยู่เป็นทุนทั้งหมด 2. การเพิ่มทุนรอบสุดท้าย โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียวที่ใส่เงินเพิ่มทุนจำนวน 25,000 ล้านบาท ในขณะที่ผู้ถือหุ้นรายอื่นไม่ใช้สิทธิ์ ซึ่งหากไม่เพิ่มทุนในครั้งนั้นส่วนของผู้ถือหุ้นจะยังคงติดลบและบริษัทจะไม่สามารถออกจากแผนฟื้นฟูฯ ได้
“กระทรวงการคลังไม่มีแผนที่จะซื้อหุ้นเพิ่มในอนาคตและมีตัวแทนในคณะกรรมการเพียง 2 คน เพื่อทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินและเงินลงทุนของภาครัฐซึ่งเป็นเงินของประชาชน”