โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อนุทิน ขออภัย ปชช. ปมหลุดพูด 'ไทยก็มีรุกล้ำกัมพูชา' รับบกพร่องการสื่อสาร จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก

MATICHON ONLINE

อัพเดต 02 พ.ย. 2568 เวลา 06.31 น. • เผยแพร่ 01 พ.ย. 2568 เวลา 16.08 น.

อนุทิน ขออภัย ปชช. ปมหลุดพูด ‘ไทยก็มีรุกล้ำกัมพูชา’ รับบกพร่องการสื่อสาร จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก

เมื่อเวลา 21.05 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์บ้านหนองจาน และหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า ต้องขอบคุณทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ที่ลงพื้นที่ไปติดตามดูแลสถานการณ์ ซึ่งถ้าเป็นเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างรัฐต่อรัฐ ยังพอหาทางเจรจากันได้ แต่ถ้าเป็นประชาชนกับประชาชนจะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดความสงบ ต้องขอบคุณทุกคนที่เจริญสถานการณ์ และบริหารสถานการณ์ผ่านไปด้วยดี รวมถึงนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน ที่ไปแสดงจุดยืนบริเวณพื้นที่

นายอนุทินกล่าวว่า ขอยืนยันว่า เราจะใช้วิธีการทุกอย่าง ทั้งด้านความมั่นคง การเจรจาตามกรอบ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC),คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC )ที่จะทำให้ประเทศไทยผ่านพ้น และเกิดสันติสุข สันติภาพในประเทศไทย ส่วนที่มีการพูดถึงเรื่องรุกล้ำเขตแดน ตนต้องขออภัยพี่น้องประชาชนจริงๆ และโทษตัวเองว่ามีความผิดพลาดและบกพร่องในเรื่องของการสื่อสารต่อประชาชน และจะระมัดระวังไม่ให้เกิดความบกพร่องในการสื่อสารเกิดขึ้นอีกในอนาคต

“ผมต้องขออภัยที่ทำให้หลายท่านเกิดความระแวงสงสัย แต่ขอยืนยันว่าไม่มีทางที่ประเทศไทยเราจะเสียดินแดน เสียอธิปไตย เสียเกียรติภูมิ เสียศักดิ์ศรี และพี่น้องประชาชนทุกคนต้องมีความปลอดภัย จากข้อพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ ผมจะไม่ยอมให้เกิดความสูญเสีย เพิ่มขึ้นอีกเป็นอันขาด“ นายกฯกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กัมพูชาถอนจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ออกจากพื้นที่ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เราลงนามกับเขา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และทั้ง 2 ประเทศ แสดงเจตนารมณ์ต่อกัน โดยถอนรถถังฝ่ายละ 2 คัน ซึ่งต่างคนต่างปฏิบัติ และฝ่ายกองทัพของทั้ง 2 ประเทศได้มีการเจรจากันอยู่ตลอดเวลาในการกำหนดมาตรการ และวิธีการ ที่จะถอนอาวุธ รวมถึงการเก็บกู้ทุนระเบิด ที่มีความอันตราย ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และคำนึงถึงปฏิญญาที่เราลงนามกันไว้ มีทั้งโลกเป็นสักขีพยาน ดังนั้นทุกคนต้องพยายามทำตามข้อกำหนด

เมื่อถามว่า ตอนนี้กองทัพถูกโจมตี โดยเฉพาะจากคณะกรรมาธิการทหาร กรณีจัดซื้อยุทธภัณฑ์เสื้อเกราะ ที่พึ่งมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ นายอนุทินกล่าวว่า งบของกระทรวงกลาโหมในแต่ละปีอยู่ในระดับต้นๆ แต่นี่คือรูปแบบของประเทศไทย ที่พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ นี่คือพลังของคนไทย ที่เรารักษาอธิปไตยมาได้นาน รบกับใครก็ไม่มีทางแพ้ ก็มาจากประชาชนของเรา ที่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดข้อพิพาทกับใคร คนไทยจะรวมหัวใจเป็นหนึ่งเดียว ใครมีอะไรพร้อมที่จะนำมาช่วย และไม่เคยได้ยินว่า กองทัพออกไปขอการบริจาคยุทธภัณฑ์ หรืออะไรต่างๆ เพราะไม่มีงบประมาณ

เมื่อถามว่า มีความกังวลจากประชาชนว่า ไทยจะเสียปราสาทตาควาย นายอนุทินกล่าวว่า เรามีกรอบในการเจรจา ซึ่งเป็นวิธีที่มีมาแต่เดิม และการลงนามในปฏิญญาก็ถือเป็นการกำหนด ที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า เราจะกลับมายึดกรอบการเจรจา

ผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนเรื่องการเปิดด่านชายแดน หลังมีกระแสข่าวว่า มีความพยายามที่จะเปิดด่าน ได้คุยกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา อย่างไรบ้าง นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ได้คุย และนายกฯกัมพูชา ก็ไม่ได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมา ขอยืนยันอีกครั้งเรื่องการเปิดด่านว่า ถ้ารัฐบาลจะเปิดด่าน ต้องขอประชาชนก่อน จะได้ไม่ต้องพูดกันอีก และคิดว่ามาถึงจุดที่รัฐบาลต้องฟังประชาชนในเรื่องการเปิดด่าน และเราจะไม่เปิดด่านจนกว่าจะมั่นใจว่าภัยต่อความมั่นคงลดลงไป จนเราวางใจและควบคุมได้

ส่วนประเด็นเรื่องของเชลยศึก ที่จะขอลี้ภัยในประเทศไทย นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในปฏิญญา และฝ่ายเราเป็นผู้กำหนดโดยจะประเมินว่า ถ้าฝ่ายกัมพูชาให้ความร่วมมือ และมีเจตนารมณ์ที่ดี ก็จะพิจารณาโดย ไม่มีการกำหนดเรื่องกรอบระยะเวลา และไม่อยากให้ใช้คำว่าเชลยศึก แต่เป็นผู้ถูกควบคุมตัวไว้ ส่วนเรื่องของการลี้ภัย ก็มีกฎกติกาสากลกำหนดไว้อยู่ แต่เรื่องนี้ไม่อยากให้เอาชีวิตคนมาเป็นตัวประกัน โดยต้องดูและประเมินสถานการณ์ก่อนที่จะพิจารณา โดยเราเป็นผู้ตัดสินใจ

ขณะที่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม กล่าวเสริมว่า สิ่งที่นายกฯได้อธิบาย เป็นขั้นตอนของการพูดคุยตามที่นายกฯได้ลงนามในเอกสารถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ส่วนในเรื่องของการถอนอาวุธนั้น การดำเนินการถอนอาวุธมีด้วยกัน 3 เฟส เฟสแรกคือ ภายใน 21 วัน จะต้องถอนอาวุธที่มีประสิทธิภาพการทำลายล้างสูง เช่น BM-21 และปืนใหญ่ที่มีขนาด 125 มิลลิเมตร เพราะหากยิงเข้ามาสามารถทำให้ประชาชนเดือดร้อน และมีอันตรายสูง ขณะนี้ไทย-กัมพูชา จึงทยอยถอนอาวุธออกจากแนวชายแดน กลับไปยังที่ตั้งปกติ โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT ของทั้งสองประเทศเป็นผู้สังเกตการณ์ ขอให้เชื่อมั่น เปิดใจให้กว้าง และไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเขามีความเป็นกลางอยู่แล้ว

สำหรับประเด็นที่เชลยศึกกัมพูชา 18 คน มีการขอลี้ภัยนั้น หากกัมพูชาทำตามกติกาที่ได้ตกลงไว้ 4 ข้อ ทาง AOT ก็จะประเมิน และดำเนินการตาม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อนุทิน ขออภัย ปชช. ปมหลุดพูด ‘ไทยก็มีรุกล้ำกัมพูชา’ รับบกพร่องการสื่อสาร จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...