ย้อนวีรกรรม “ภูมิใจไทย” จาก “มันจบแล้วครับนาย” สู่เครือข่ายสว.สีน้ำเงิน-ขอเป็นนายกฯ
ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองช่วงปี 2549-2568 เกิดการยุบพรรคการเมือง ย้ายพรรคการเมือง และเกิดพรรคการเมืองขึ้นใหม่ในสนามมากมาย ปรากฏการณ์หนึ่ง คือ การก่อกำเนิดของพรรคภูมิใจไทย พรรคการเมืองขนาดกลางที่มีฐานเสียงแน่นหนาในบางพื้นที่และยึดกุมเก้าอี้ สส. จำนวนมากอย่างมั่นคง เรียกได้ว่า เป็นพรรคสำคัญที่เมื่อเลือกข้างฝ่ายไหน ก็อาจส่งให้ผู้นั้นก้าวขึ้นสู่อำนาจได้
6 เมษายน 2568 พรรคภูมิใจไทย “รีแบรนด์” ตัวเองใหม่ด้วยการถอดสีแดงออกจากตราสัญลักษณ์ จากเดิมที่เสื้อเครื่องแบบของพรรคนี้เป็นสีน้ำเงินอยู่แล้ว ก่อนจะประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เมื่อ 18 มิถุนายน 2568 และกรรมการบริหารพรรครวมถึงเครือข่ายถูกจับจ้องจากกรณีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา ชุดปี 2567 (คดีโกงเลือกสว.) ชวนย้อนดูวีรกรรมของพรรคสีน้ำเงินในเชิงการเมืองตลอดห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา
ตำนานงูเห่าเจนสอง ผู้ร่วมตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร
5 พฤศจิกายน 2551 ภายใต้รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ของพรรคพลังประชาชน พรรคภูมิใจไทยถือกำเนิดขึ้นในฐานะ “พรรคสำรอง” ของสมาชิกพรรคมัชฌิมาธิปไตยจำนวนหนึ่ง ระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดียุบพรรคสามพรรค คือ พรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย ด้วยข้อกล่าวหาว่าทุจริตการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2550
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีการประกาศลาออกจากพรรคพลังประชาชนของเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคผู้มาจากตระกูลการเมืองใหญ่ของจังหวัดบุรีรัมย์ และพวก เพื่อจัดตั้งกลุ่มอิสระชื่อ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” แล้วเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินยุบพรรคสามพรรคดังกล่าวเมื่อ 2 ธันวาคม 2551 ส่งผลให้สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี และพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที ทำให้ต้องมีการสลับขั้วเพื่อจัดตั้งรัฐบาลกันใหม่
ท่ามกลางสภาวะสุญญากาศของเก้าอี้หัวหน้าฝ่ายบริหาร สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นได้ติดต่อขอเสียงจากเนวินให้นำกลุ่มมาสนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคในขณะนั้นให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน โดยการเจรจาที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ขณะที่สุเทพและเนวินไปส่งลูกเรียน ซึ่งข้อตกลงเป็นอันยุติว่า เนวินจะนำ สส. จากพรรคภูมิใจไทย 23 คนที่เคยอยู่กับพรรคพลังประชาชนย้ายมาเป็นเสียงที่สนับสนุนอภิสิทธิ์ให้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งปรากฏภาพเนวินสวมกอดอภิสิทธิ์ที่โรงแรม สยาม ซิตี้ เมื่อ 9 ธันวาคม 2551 และเมื่อข่าวไปถึง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ยังคงมีอิทธิพลเหนือพรรคพลังประชาชน ก็โทรศัพท์ตรงมายังเนวินมาตำหนิ แต่เนวินได้สวนกลับไปด้วยวาทะเด็ดว่า “มันจบแล้วครับนาย”
เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้กลุ่มเพื่อนเนวินกลายเป็นตำนาน “งูเห่า” ระลอกที่สองที่เปลี่ยนขั้วอำนาจบนการเมืองไทยได้ หลังจากที่ปลายปี 2540 วัฒนา อัศวเหม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กลุ่มปากน้ำ พรรคประชากรไทย ลงคะแนนให้ชวน หลีกภัย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สวนทางกับมติพรรคที่ต้องการสนับสนุน พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
นอกจากพรรคภูมิใจไทยแล้ว สุเทพ เทือกสุบรรณยังติดต่อพรรคอื่นๆ ให้สนับสนุนอภิสิทธิ์อีก เช่น พรรคชาติไทย (ที่ต่อมาถูกตัดสินยุบพรรค และตั้งพรรคใหม่ชื่อ ชาติไทยพัฒนา) ซึ่งยื่นเงื่อนไขว่ารัฐบาลใหม่จะต้องได้รับการยอมรับจากกองทัพ สุเทพจึงพาบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ไปพบพล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นที่กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ แต่ปรากฏว่ามีสื่อมวลชนจับภาพรถของสุเทพที่กำลังเดินทางเข้ากรมทหารราบที่ 11 ได้ กลายเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า อภิสิทธิ์และสุเทพ “ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร”
จนถึงการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อ 15 ธันวาคม 2551 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับเสียงเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร 235 เสียง สามารถครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ นับแต่นั้นเป็นต้นมา ภูมิใจไทยก็ยืนอยู่ตรงข้ามพรรคเพื่อไทย และทักษิณ ชินวัตรมาโดยตลอด จนกระทั่งกลับมาร่วมทางกันตั้งรัฐบาลในปี 2566
ในความเป็นกลาง มีมวลชน “เสื้อสีน้ำเงิน”
ต่อมาปี 2552 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 11 โดยมีกำหนดจัดการประชุมที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ในห้วงเวลาของความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือที่เรียกว่า “กลุ่มคนเสื้อเหลือง” และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือที่เรียกว่า “กลุ่มคนเสื้อแดง” กำลังโหมไฟรุนแรง
ขณะนั้นพรรคภูมิใจไทยมีจุดยืน “วางตัวเป็นกลาง” พร้อมยึดอุดมการณ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” และในเวลาดังกล่าว มีการจัดตั้งกลุ่มคนที่เรียกกันว่า “กลุ่มคนเสื้อสีน้ำเงิน” ขึ้น เพื่อต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างแข็งขัน โดยปรากฏตัวครั้งแรกที่จังหวัดบุรีรัมย์
ความพยายามสำคัญของกลุ่มคนเหล่านี้ คือ การพยายามปะทะกับคนเสื้อแดง เช่น กรณีการบุกสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2552 โดยปักหลักอยู่ที่อาคารซ่อมบำรุง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยระบุว่า เป็นกลุ่มคนภาคประชาชนของกระทรวงมหาดไทย หรือเรียกว่ากลุ่ม "ปกป้องสถาบัน" ใส่เสื้อสีน้ำเงินปักข้อความข้างหลังว่า "สงบ สันติ สามัคคี" มาปักหลักอยู่รอบๆ สนามบินสุวรรณภูมิจำนวนหลายพันคน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขณะนั้น คือ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้เป็นพ่อของอนุทิน ชาญวีรกูล และในช่วงดังกล่าว กระทรวงมหาดไทยมีคติในการทำงานว่า “ปกป้องสถาบัน สงบ สันติ สามัคคี”
เหตุการณ์สำคัญที่ถือได้ว่า เป็นวีรกรรมเด่นของกลุ่มเสื้อสีน้ำเงิน คือ การปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่หน้าโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2552 ภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการการประชุม ASEAN Summit ครั้งที่ 11 และกลุ่มคนเสื้อแดงบุกไปประท้วงขับไล่รัฐบาลที่โรงแรมดังกล่าว จนทำให้ไม่สามารถจัดการประชุมได้ โดยมีรายงานว่าเนวิน ชิดชอบ แกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ได้เข้าพักที่โรงแรมโคซี่ บีช เมืองพัทยา ที่อยู่ติดกับโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท และขณะเกิดเหตุปะทะ เนวินได้โทรศัพท์สั่งการอยู่ตลอดเวลา โดยย้ำว่าไม่ให้กลุ่มเสื้อแดงเข้ามาในบริเวณสถานที่จัดการประชุมได้ รวมถึงปรากฏภาพเนวินซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เข้าไปในโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท ด้วย ทั้งนี้เนวินได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในช่วงเช้าก่อนการปะทะว่า ตนไม่ใช่แกนนำของกลุ่มเสื้อสีน้ำเงิน และมาที่เมืองพัทยาด้วยความเป็นห่วงสถานการณ์เท่านั้น
หลังจากนั้นหกปี เมื่อปี 2558 ศาลจังหวัดพัทยาได้ตัดสินจำคุกแกนนำคนเสื้อแดงในเหตุการณ์ปะทะจำนวน 13 คน นำโดยอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่า “แกนนำ” กลุ่มคนเสื้อน้ำเงินถูกดำเนินคดีในคราวเดียวกันนี้หรือไม่
ฟาร์มงูเห่าใกล้ฉัน: มนต์(ไม่)ขลังของพลังดูด
หลังการเลือกตั้งในปี 2554 พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งส่งยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยยังคงเป็นพรรคขนาดกลาง มีสส. 34 คน จากนั้นสังคมไทยยังเกิดความขัดแย้งระลอกใหม่ อันเป็นผลสืบเนื่องจากกระแสคัดค้านร่าง “กฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย” เกิดกลุ่มที่เรียกกันว่า คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งปักหลักชุมนุมต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 ถึงพฤษภาคม 2557 ก่อนจะจบลงด้วยการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีหัวหน้าชื่อว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และแช่แข็งพรรคการเมืองทุกพรรครวมทั้งภูมิใจไทยไปด้วย
เวลาผ่านไปราวห้าปี เกิดรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจของคสช. และเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 24 มีนาคม 2562 (เลือกตั้ง’62) ที่แม้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอย่างอนุทิน ชาญวีรกูลจะเคยประกาศชัดในการหาเสียงเลือกตั้ง’62 ว่า พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็มิได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะยืนข้าง หรือยืนตรงข้ามการสืบทอดอำนาจคสช. เพียงแต่ประกาศว่าจะอยู่ข้างพรรคที่พร้อมสนับสนุนนโยบายหลักของตน นั่นคือ ปลดล็อกกัญชา และไม่เอานายกรัฐมนตรีที่มาจากเสียงข้างน้อย และเมื่อผลการเลือกตั้งออกมา อนุทินได้กลายเป็นผู้ประสานงานพูดคุยกับพรรคที่ยัง “กั๊ก” ไม่ประกาศตัวชัดว่าจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับฝั่งใด
ที่สุดแล้ว พรรคภูมิใจไทยก็ได้สนับสนุนพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้า คสช. ให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป โดยร่วมมือกับพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้น ซึ่งอนุทินผู้เป็นหัวหน้าพรรคได้ครองเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บวกกับพรรคภูมิใจไทยได้โควตาเก้าอี้รัฐมนตรีเจ็ดกระทรวง ภายใต้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำที่มากกว่าฝ่ายค้านเพียง 6 เสียง พลังสำคัญของพรรคภูมิใจไทยคือการทำหน้าที่ “ดูด” สส. จากฝ่านค้านเพื่อทำให้ฝ่ายรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คุมเสียงได้แน่นหนามากขึ้น
กรณีการดูดที่สำคัญ เช่น การดึงตัว ศรีนวล บุญลือ อดีต สส. เชียงใหม่ พรรคอนาคตใหม่ และพวกอีกสามคน ที่ถูกขับออกจากพรรคอนาคตใหม่จากการโหวตสวนมติพรรคในการพิจารณาร่างพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพล และงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 รวมถึงการพิจารณาผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 ในวาระหนึ่ง
หลังจากพรรคอนาคตใหม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2563 มีสส. บางส่วนไม่ได้ย้ายไปพรรคก้าวไกลด้วย แต่ย้ายสังกัดไปอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยแทน โดยมีกรณีคลิปเสียงที่เกี่ยวข้องกับการ “ดูด” สส. เข้าร่วมพรรคอย่างน้อยสองครั้ง คือ กรณีคลิปเสียงที่ศรีนวล บุญลือ ชักชวนประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ เข้าพรรคภูมิใจไทย โดยมีส่วนหนึ่งอ้างถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับหลังจากย้ายค่ายว่าจะต้องคุยกันกับผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทยต่อไป ซึ่งกรณีนี้อนุทินได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงพฤติกรรมการอัดคลิปเสียงสนทนาของอดีตสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ว่าเป็น “พฤติกรรมกุ๊ย” และคลิปเสียงที่สำลี รักสุทธี อดีตสส. พรรคอนาคตใหม่ที่ย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยเปิดเผยกับอดิศักดิ์ สมบัติคำ อดีตผู้สมัคร สส. โดยอ้างถึง “เงิน” ว่าเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งของการย้ายพรรคด้วย
และแม้สมาชิกส่วนใหญ่ของพรรคอนาคตใหม่จะย้ายเข้ามาสังกัดพรรคก้าวไกลแล้ว ก็ยังเกิดกรณีงูเห่าขึ้นอีกในปี 2564 ที่กลุ่มสส. พรรคก้าวไกลสี่คน นำโดยคารม พลพรกลาง โหวตไว้วางใจอนุทิน และศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยในขณะนั้น สวนมติพรรคในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564 ในขณะนั้นพรรคก้าวไกลไม่ได้ขับคารมและพวกออกจากพรรค กระทั่งถึงปลายปี 2565 คารมและพวกจึงได้ลาออกและย้ายสังกัดไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทยเอง ก่อนจะยุบสภา
นอกจากสส. บางส่วนจากพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกลแล้ว ยังมีสส. บ้านใหญ่บางส่วนที่ย้ายค่ายมาอยู่ใต้ร่มพรรคภูมิใจไทยด้วย ทว่าในการเลือกตั้งปี 2566 มีสส. ที่ย้ายพรรคมาภูมิใจไทยยังคงครองเก้าอี้ในสภาได้เพียงสี่คนเท่านั้น ส่วนสส. ย้ายเข้าใหม่ที่เหลือสอบตกทั้งหมด
จับมือเพื่อไทยตั้งรัฐบาล สู่ภูมิใจ “ขวาง” กฎหมาย
ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนเสียงสูงที่สุด และกลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยซึ่งได้ สส. 69 คน ก็ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า จะไม่จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคก้าวไกล ด้วยคำกล่าวที่ว่า จะไม่ร่วมกับพรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
แต่หลังจากที่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกลไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเมื่อ 13 กรกฎาคม 2566 ซ้ำด้วยศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่สส. เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 และรัฐสภามีมติให้การเสนอชื่อพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติต้องห้ามตามมาตรา 41 ในวันเดียวกัน ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคที่เคยจับมือกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาล
ความเคลื่อนไหวสำคัญในขณะนั้น คือ การนัดหารือเพื่อจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยเมื่อ 22 กรกฎาคม 2566 และปรากฏภาพการชนแก้วมินต์ช็อกโกแลต (มินต์ช็อก) ระหว่างชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยในขณะนั้น กับอนุทิน และผู้บริหารของทั้งสองพรรค ที่ร้าน ThinkLab ใต้ที่ทำการพรรคเพื่อไทย อาคารโอเอไอ ที่นำมาสู่แถลงการณ์ร่วม 11 พรรคการเมือง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลและเสนอชื่อเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยแก่รัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ 21 สิงหาคม 2566 ก่อนจะลงมติดังกล่าวในวันที่ 22 สิงหาคม 2566
กระทั่งเศรษฐา ทวีสิน ถูกศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่ง อันเป็นผลมาจากการแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี เมื่อ 14 สิงหาคม 2567 พรรคภูมิใจไทยก็ยังคงร่วมโหวตให้แพทองธาร ชินวัตร หนึ่งในสองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยที่ยังเหลืออยู่ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ 21 สิงหาคม 2567
แต่ถึงแม้ว่าภูมิใจไทยจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลผสมที่นำโดยเพื่อไทย แต่ก็ใช่ว่าจะคล้อยตามมติพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด จนกลายเป็นการ “ขวาง” ร่างกฎหมายต่างๆ เช่น ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 (ร่างแก้ไขพ.ร.บ. กลาโหมฯ) ที่ประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส. พรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอ พรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลออกโรงคัดค้านจนต้องถอนร่างไปในที่สุด
แม้กระทั่งการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ในมาตรา 256 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ไชยชนก ชิดชอบ สส. บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคลุกขึ้นอภิปรายว่า ในฐานะตัวแทนของสมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรคภูมิใจไทย มีความเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นำไปสู่การตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะเข้าขั้นผิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 จึงไม่ขอร่วมพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนสส. พรรคภูมิใจไทยในที่ประชุมจะเดินออกจากที่ประชุมทันที และต่อมาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 มีผู้แสดงตนเข้าประชุมเพียง 176 คนเท่านั้น ทำให้สภาล่ม ไม่สามารถพิจารณาเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
ความสัมพันธ์ของภูมิใจไทยกับเพื่อไทยก็ยังดูเหมือนจะไปด้วยกันได้ดี จนกระทั่งมีการเสนอร่างพ.ร.บ. สถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. (ร่างกฎหมาย Entertainment Complex) ซึ่งไชยชนก ชิดชอบ ลุกขึ้นอภิปรายว่าจะไม่เอากาสิโนในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 9 เมษายน 2568 คราวนั้นอนุทินในฐานะหัวหน้าพรรคระบุว่า เป็นการอภิปรายในนามส่วนบุคคลของไชยชนกเอง ไม่ได้ผ่านมติพรรค และไชยชนกได้ขออภัยแพทองธารเรียบร้อย
ในปี 2568 พรรคภูมิใจไทยเริ่มไม่ได้ให้ความร่วมมือในการผลักดันกฎหมายและนโยบายร่วมกับรัฐบาลเพื่อไทย จนกระทั่งการให้สัมภาษณ์ของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ในรายการ “เนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก.” ที่ว่า พรรคเพื่อไทยต้องตัดสินใจเพื่อให้นโยบายถึงประชาชนจริงๆ ก็ต้องให้กระทรวงมหาดไทยอยู่ในความดูแลของพรรคเพื่อไทย และนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีและต่อรองเก้าอื้ดังกล่าว กระทั่งถึงที่สุด พรรคภูมิใจไทยอาศัยจังหวะการปล่อยคลิปเสียงสนทนาระหว่างแพทองธาร และฮุนเซน ประกาศถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อ 18 มิถุนายน 2568 และประกาศจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแพทองธารในสมัยประชุมสามัญประจำปีของรัฐสภา ครั้งที่หนึ่ง ปีที่สาม ของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเจ็ดต่อสองสั่งแพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่จากกรณีคลิปเสียงสนทนาดังกล่าว ทำให้พรรคภูมิใจไทยและพรรคฝ่ายค้านยุติการเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจออกไป
ทว่า ท่าทีที่ดูเหมือนจะจับมือกับพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน ก็ใช่ว่าจะร่วมมือกันทุกเรื่อง เพราะในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 9 และ 16 กรกฎาคม 2568 เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม-สร้างเสริมสังคมสันติสุข พรรคภูมิใจไทย นำโดยอนุทินผู้เป็นหัวหน้าพรรคได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. (ร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข) ฉบับพรรคภูมิใจไทยเข้ามาพิจารณาร่วมกับร่างกฎหมายทำนองเดียวกันอีกสี่ฉบับที่ยื่นเข้ามาตั้งแต่สมัยประชุมก่อนหน้า โดยมีสาระสำคัญคือ ไม่นิรโทษกรรมให้กับคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ในการลงมติเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 สส. เสียงส่วนใหญ่มีมติรับหลักการร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขสามฉบับ ซึ่งรวมถึงร่างของพรรคภูมิใจไทยด้วย ส่วนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมอีกสองร่างจากภาคประชาชนและพรรคก้าวไกลเดิมถูกปัดตกไป โดยสส. จากพรรคภูมิใจไทยลงมติไม่เห็นด้วยกับทั้งสองร่างเกือบยกพรรค ยกเว้นวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส. สตูล ที่ลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชนของภาคประชาชน ซึ่งในภายหลังเขาได้ชี้แจงว่า เข้าใจผิด
ความสัมพันธ์กับ สว. “สีน้ำเงิน”
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้การขวางกฎหมายของพรรคภูมิใจไทยมีพลังอำนาจมากขึ้น คือความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปี 2567 จำนวนหนึ่ง ซึ่งนำไปสู่การดำเนินคดีในมือของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าด้วยการโกงการเลือกสว. ชุดดังกล่าว
ผลการเลือกสว. พบว่า ตัวแทนจากจังหวัดที่เข้ารอบสุดท้ายเป็นจำนวนมากมาจากจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย เช่น บุรีรัมย์ อ่างทอง สตูล อำนาจเจริญ ฯลฯ มีสว. อย่างน้อยหกคนที่เคยเป็นผู้สมัครสส. ของพรรคภูมิใจไทยมาก่อน และยังมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยอีกหลายคนที่ครองตำแหน่งสว. รวมถึง มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ที่เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และพล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาที่เคยเป็นที่ปรึกษาของอนุทิน ชาญวีรกูลในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งต่อมาอนุทินเองเปิดเผยภาพที่รองประธานสว. “พายเรือให้อนุทินนั่ง” เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2567 อีกด้วย
ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและสว. สีน้ำเงินยังรวมถึงการลงมติ “ขวาง” กฎหมายต่างๆ ตัวอย่างสำคัญคือ กระบวนการการเห็นชอบและยืนยันร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (ร่างพ.ร.บ. ประชามติฯ) ที่สะท้อนความเห็นอันไม่ลงรอยกันของสส. ส่วนใหญ่ และสว. ต่อหลักเกณฑ์การประชามติให้ได้ข้อยุติ กล่าวคือ เมื่อ สส. เห็นชอบร่างพ.ร.บ. ประชามติฯ ที่ใช้หลักการเสียงข้างมากธรรมดา (Simple Majority) ในวาระสามแล้ว จะต้องส่งไปให้สว. เห็นชอบอีกชั้นหนึ่ง ผลปรากฏว่า สว. ขอแก้ไขให้ใช้หลักการเสียงข้างมากสองชั้น (Double Majority) และสส. พรรคภูมิใจไทยก็เปลี่ยนไปอภิปรายเข้าข้างสว. ส่งผลให้ร่างพ.ร.บ. ประชามติฯ ถูกยับยั้งไว้ 180 วัน
ในการลงมติยืนยันร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ เมื่อ 16 กรกฎาคม 2568 ซึ่งยกเอาร่างฉบับที่สส. พิจารณาเห็นชอบในวาระสามขึ้นมายืนยัน ผลปรากฏว่า สส. เสียงข้างมากมีมติเห็นชอบให้ยืนยันร่างพ.ร.บ. ประชามติ ฉบับดังกล่าว แต่พรรคภูมิใจไทย “งดออกเสียง” ในการลงมติดังกล่าว ซึ่งพรรคภูมิใจไทยลงมติ งดออกเสียงในการยืนยันร่างแก้ไขจากสว. เห็นด้วยกับการยืนยันร่างจากคณะกรรมาธิการร่วม และงดออกเสียงในการยืนยันร่างฉบับสส.
ทั้งนี้ 17 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 มีมติส่งเรื่องให้กกต. พิจารณากรณีการโกงการเลือกสว. โดยมีผู้เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 229 คน ในจำนวนนี้ มีกลุ่มกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและผู้เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 91 คน ซึ่งหากพิจารณาเสร็จสิ้นครบทุกขั้นตอน กกต. มีสิทธิยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคได้ ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวนและไต่สวน พ.ศ. 2561 จนถึงแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 5 พ.ศ. 2566