TKN ยังน่าซื้ออยู่ไหม? 6 เดือนราคารูดแล้ว 31% โบรกฯ ประสานเสียง “เป็นกลาง” มองขยายตลาด หนุนยอดขายครึ่งหลังแกร่ง
ราคาหุ้น บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยวันที่ 19 ก.ย.68 ราคาหุ้นปิดตลาดที่ระดับ 5.80 บาท ลดลง 4.13% จากวันก่อนหน้า ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 95.58 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากนับช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปแล้ว 30.95% จากระดับ 8.40 บาท ณ วันที่ 19 มี.ค. 68
โดยคาดว่าปัจจัยที่กดดันราคาหุ้น TKN มาจากผลประกอบการที่อ่อนตัว ทั้งจากการบริโภคในประเทศและการส่งออกจีนที่ฟื้นตัวช้า ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์สูงขึ้นกดดันอัตรากำไร อีกทั้งการลงทุนขยายตลาดใหม่ยังไม่สร้างรายได้ชัดเจน และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทำให้แนวโน้มการเติบโตชะลอตัว ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อการฟื้นตัวระยะสั้น
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มีมุมมองค่อนข้างเป็นกลางสำหรับ TKN โดยประเมินว่าการขยายตลาดต่างประเทศ รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศ และการสร้างโกดังเก็บสาหร่าย จะช่วยหนุนการเติบโตและลดความผันผวนของต้นทุนในระยะยาว
ทั้งนี้ บทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุ TKN ประกาศจัดตั้งบริษัท พีที เถ้าแก่น้อย ฟู้ด อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมด เพื่อดำเนินธุรกิจนำเข้า ซื้อขาย และจัดจำหน่ายสินค้าของ TKN และผู้ผลิตรายอื่นในประเทศอินโดนีเซีย เงินลงทุนเริ่มต้นอยู่ที่10 พันล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย (19.2 ล้านบาท)
โดยมองว่าเป็นไปตามที่ผู้บริหารเคยแจ้งในการประชุมนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุดว่า บริษัทต้องการกระจายความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์สาหร่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากราคาวัตถุดิบสาหร่ายที่ปรับตัวสูงขึ้นนอกจากนี้สินค้าที่นำเข้าควรจะมีระดับพรีเมียมลดลงและมุ่งเป้าไปที่ช่องทางจำหน่ายแบบดั้งเดิม
ขณะที่ บล.กรุงศรี มองว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นไปในเชิงบวก เนื่องจากคิดว่านี่อาจเป็นโอกาสสำหรับ TKN ในการเพิ่มยอดขาย แม้ว่าจะยังไม่มีการให้แนวทางในเรื่องของยอดขายและผลกำไรในขณะนี้ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำ “NEUTRAL” และราคาเป้าหมายที่ 6.00 บาท โดยเชื่อว่า TKN ยังคงเผชิญความท้าทายจากราคาสาหร่ายที่เพิ่มขึ้นในปี 2568 เนื่องจากความต้องการสาหร่ายเติบโตเร็วกว่าอุปทานเพราะสาหร่ายสามารถเพาะปลูกได้เฉพาะในจีนเกาหลีและญี่ปุ่นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม อัตราส่วน P/E ปี 2568 ที่ 17.1 เท่าต่ากว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ -0.8SD ซึ่งบ่งชี้ว่าแนวโน้มที่ท้าทายได้ถูกสะท้อนในราคาไปแล้ว
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ระบุว่า มีความเห็นเป็นกลางต่อประเด็นที่ผู้บริหาร TKN ให้ข้อมูลถึงยอดขายในครึ่งหลังปี 2568 ที่คาดว่าจะดีกว่าครึ่งแรกปี 2568 โดยตลาดในประเทศ ที่มีสัดส่วนรายได้ 43.9% จะเน้นสาหร่ายแบบโรย และอบ และจะใช้ดารามาช่วยประชาสัมพันธ์ และการร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์กับ CHAO และ MAJOR จะเป็นแรงช่วยอีกทางหนึ่ง
ขณะที่ตลาดต่างประเทศ สัดส่วนรายได้ 56.1% โดยมีจีนเป็นตลาดหลักจะเริ่มเจาะ Online มากขึ้น และจะขยายช่องทางกับ snack store เบอร์ 1 ของจีน Lin Shi Hen Mang และ Zhao Yi Ming ซึ่งมีหน้าร้านมากกว่า 16,000 ร้าน คาดว่าจะเริ่มภายในไตรมาส 4/68 ส่วนตลาดอินโดนีเซีย จะเจาะตลาดใหม่แบบ Traditional Trade (TT) จะจับมือกับผู้ประกอบการในประเทศ ส่วนตลาดสหรัฐดีกว่าที่คาดไว้ว่าจะโดนภาษี 36% ทำให้เจรจาปรับราคาได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ โกดังแบบเย็นจะสร้างเสร็จในไตรมาส 1/69 จะทำให้ TKN จะเก็บสาหร่ายได้ยาวนาน 12 เดือน ช่วยลดความผันผวนของราคาวัตถุดิบได้มากขึ้น ด้วยโมเมนตัมเชิงบวกของในประเทศ และการแก้ปัญหาในตลาดต่างประเทศ รวมถึงต้นทุนสาหร่ายในไตรมาส 3/68 เริ่มต่ำกว่าครึ่งแรกปี 2568 คาดว่ากำไรสุทธิในครึ่งหลังปี 2568 มีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ให้ราคาเป้าหมาย TKN ที่ 6.40 บาท