โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แกะสูตรแก้หนี้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ เปิดทาง AMC ล้าง ‘เอ็นพีแอล’ แสนล้าน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 13 ต.ค. 2568 เวลา 08.27 น. • เผยแพร่ 13 ต.ค. 2568 เวลา 05.17 น.

ยังเป็นโจทย์ใหญ่ท้าทายทุกรัฐบาล สำหรับปัญหา “หนี้ครัวเรือนไทย” ที่พุ่งทะยานไม่หยุด ล่าสุดทะลุ 13.5 ล้านล้านบาท หรือกว่า 90% ของจีดีพี กลายเป็น “กับดัก” การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบแคระแกร็น

ในยุค“รัฐบาลภูมิใจไทย” นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หนึ่งใน “ควิกบิ๊กวิน” ที่สับเกียร์ห้าเดินหน้า ใน 4 เดือนนอกจากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว อีกหนึ่งนโยบายที่ต้องสปีดไม่แพ้กัน คือการแก้หนี้ภาคประชาชน เพื่อช่วยคนไทยตัวเบา หลังแบกหนี้หลังแอ่นมานานแรมปี

⦁เปิดโมเดลแก้หนี้‘รัฐบาลอนุทิน’

วันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ประกาศก้องใน 4 เดือน จะเดินหน้า “แก้หนี้ภาคประชาชน” เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้รายบุคคลในระบบรายละไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อลดปัญหาหนี้ที่ทำให้คนไทยติดกับดักหนี้

จากนโยบายในวันนั้น วันนี้กำลังนำไปสู่การปฏิบัติจริง โดยมีกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นเจ้าภาพหลักร่วมวิเคราะห์สูตรแก้หนี้

ในเบื้องต้นจะใช้กลไกบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) พุ่งเป้าไปที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ซึ่งเป็นหนี้ต่ำ 100,000 บาท มีอยู่ประมาณ 121,000 ล้านบาท ครอบคลุมหนี้สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) จำนวน 3.5 ล้านราย

เจาะลึกรายละเอียดของประเภทหนี้ที่จะโอนให้ AMC มี 3 ก้อนใหญ่จำนวน 3.9 ล้านราย รวมมูลค่าหนี้ 93,204 ล้านบาท ได้แก่ 1.ธนาคารและลูกธนาคารกว่า 1.5 ล้านราย มูลค่าหนี้ 43,508 ล้านบาท2.สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) กว่า 790,479 ราย มูลค่าหนี้18,822 ล้านบาท และ 3.นอนแบงก์กว่า 1.6 ล้านราย มูลค่าหนี้ 30,874 ล้านบาท โดยกว่า 80% เป็นหนี้ส่วนบุคคลกับบัตรเครดิต ขณะที่หนี้บ้านมีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นบ้านถูกยึดและยังมีหนี้คงค้างอยู่กับธนาคาร

รูปแบบการดำเนินโครงการ รัฐบาลจะใช้เงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่เหลือประมาณ 26,000 ล้านบาท จากโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ปิดโครงการเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 มาซื้อหนี้ออกจากธนาคารโดยให้ AMC คือ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ซื้อหนี้ธนาคารและลูกธนาคารกับหนี้นอนแบงก์ จำนวน 74,382 ล้านบาท ส่วนหนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ จำนวน 18,822 ล้านบาท ทางบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด หรือ ARI-AMC ที่เป็นการร่วมทุน โดยธนาคารออมสินกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM จะซื้อไป

สำหรับวิธีการ เช่น หนี้ 100 บาท AMC ซื้อมา 5 บาท ให้ลูกหนี้ชำระ 10 บาท ที่เหลือ 90 บาท จะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ โดยลูกหนี้สามารถเลือกได้ว่าจะปิดจบคราวเดียว หรือจะผ่อนชำระ ซึ่งการผ่อนชำระยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะผ่อนเฉพาะเงินต้น หรือมีดอกเบี้ยด้วย โดยในวันที่ 17 ตุลาคม 2568 นี้จะมีการประชุมตกผลึกเงื่อนไขต่างๆ เช่น ระยะเวลาการผ่อนชำระ สัดส่วนการซื้อ เช่น จะซื้อ 5% 7% 10% เป็นต้น

ตามไทม์ไลน์ทุกอย่างจะมีข้อสรุปออกมาภายในเดือนตุลาคมนี้ ไม่ว่าเงื่อนไข วิธีการ สัญญา จากนั้นเดือนพฤศจิกายนจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ และเริ่มกระบวนการโอนหนี้ให้ AMC ต่างๆ ภายในเดือนธันวาคมนี้ และเริ่มคิกออฟการปรับโครงสร้างหนี้ในเดือนมกราคม 2569

สำหรับการแก้หนี้สูตรนี้จะแตกต่างจากโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่จะมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นมาตรการช่วยหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL หรือเป็นหนี้ใกล้จะเสีย แต่ในครั้งนี้เป็นการเน้นแก้หนี้เสียต่ำ 100,000 บาทอย่างเดียว

⦁ธปท.รับลูก-ดึงงบ FIDF อุ้มคนตัวเล็ก

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า หนึ่งในมาตรการเฉพาะจุดในการแก้หนี้คือ แก้หนี้ผ่านกลไก AMC โดยเป็นความร่วมมือรัฐบาล กระทรวงการคลัง ธปท.และสมาคมธนาคารไทย ในการแก้หนี้เสียต่ำกว่า 100,000 บาท เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้ให้สามารถกลับมาดีขึ้น แนวคิดเบื้องต้นจะดำเนินการโดย AMC อาจจะไม่ได้ตั้งใหม่ แต่มีความเป็นไปได้ที่จะใช้กลไกแก้หนี้ผ่าน SAM ซึ่งมี FIDF ถือหุ้นอยู่ 100% ขณะที่ AMC อื่นๆ เช่น BAM อยู่ภายใต้การดูแลของ ธปท.

“จะปรับบทบาท SAM เป็น Social AMC เนื่องจาก SAM มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นอยู่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยและเร่งหาข้อสรุปในการพิจารณาเงื่อนไข ทั้งในส่วนของราคาซื้อขาย วิธีการโอนหนี้และเซ็กเมนต์ที่เหมาะสม คาดได้ข้อสรุปภายในเดือนตุลาคมนี้และเริ่มดำเนินการได้ในต้นปี 2569” วิทัยแจกแจง

ผู้ว่าการ ธปท.ยังขยายความถึงเงื่อนไขการแก้หนี้ว่า เบื้องต้นจะเป็นกลุ่มหนี้เสียในอดีตที่มีวงเงินต่ำกว่า 1 แสนบาท ปัจจุบันมีประมาณ 2-3 ล้านราย แบ่งเป็น 4 ก้อนคือ 1.ธนาคารพาณิชย์ 7 แสนราย 2.นอนแบงก์ที่เป็นลูกธนาคาร 8 แสนราย 3.สถาบันการเงินเฉพาะกิจ 8 แสนราย และ 4.นอนแบงก์ที่ไม่ใช่ลูกธนาคาร กำลังพิจารณาจะทำเซ็กเมนต์ไหนก่อน แต่เฟสแรกจะเริ่มจากธนาคารพาณิชย์ นอนแบงก์ที่เป็นลูกธนาคาร และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ส่วนนอนแบงก์อื่นๆ อาจจะเป็นในเฟสถัดไป

“การใช้ AMC เป็นความร่วมมือหลายฝ่ายที่พยายามผลักดันให้เกิดขึ้น จะเป็นการแก้หนี้เงื่อนไขที่ผ่อนปรน และเป็นหนี้เสียในอดีตมาระยะหนึ่ง แต่จะต้องมี Cut-off date เพื่อไม่ให้เสียวินัยการเงิน โดยจะสามารถช่วยคนได้กว่า 2 ล้านคน ส่วนเงินที่จะนำมาใช้จะเป็นเงินจากกองทุน FIDF ที่ธนาคารพาณิชย์นำมาใส่ไว้ในถังกลาง จากการลดเงินนำส่งจาก 0.46% เหลือ 0.23% ที่นำมาใช้ในโครงการคุณสู้ เราช่วย ที่ยังมีเหลืออยู่ นำมาช่วยเหลือคนต่อไป โดยเป้าหมายปลายทางที่ทุกคนอยากไปและอยากเห็นหนี้ครัวเรือนจะลดลงไป 80% ขณะที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างใช้เวลาและไม่ได้ใช้มาตรการเดียว” วิทัยกล่าว

⦁ธุรกิจบ้านจัดสรรชี้นโยบายมาถูกทาง

ด้าน สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่า นโยบายรัฐบาลปัจจุบันที่วางกรอบเวลา 4+4 เดือน ในด้านเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาหนี้ของรัฐบาลปัจจุบันถือว่ามาถูกทาง และเริ่มเห็นสัญญาณของความเชื่อมั่นกลับคืนมาทั้งในภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะการ “ลดภาระหนี้ของประชาชน” ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้ในทุกมิติ ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้เอสเอ็มอี และการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร “พักหนี้เฟส 3” ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ ยังมีการเร่งเดินหน้านโยบายลดภาระดอกเบี้ยและยืดเวลาชำระหนี้ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์รวมบริหารหนี้แบบเบ็ดเสร็จ “คลินิกแก้หนี้” ช่วยให้กลุ่มเปราะบางสามารถกลับมามีสภาพคล่องและกำลังซื้อได้อีกครั้ง การกระตุ้นการบริโภค จับจ่ายใช้สอย“คนละครึ่งพลัส” รัฐบาลนี้ก็เริ่มที่กลุ่มประชาชนและธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากฐานราก

“ผลของนโยบายเหล่านี้จะส่งผลเชิงบวกต่อหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและชนชั้นกลางที่เป็นกำลังซื้อสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ เมื่อคนเริ่มมีความมั่นใจในรายได้และภาระหนี้ลดลง การตัดสินใจซื้อบ้าน หรือปรับปรุงที่อยู่อาศัยก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยขับเคลื่อนทั้งอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง การจ้างงาน และธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีกจำนวนมาก” สุนทรกล่าว

อย่างไรก็ตาม “สุนทร” ย้ำว่าในมุมของภาคอสังหาริมทรัพย์ ในส่วนของนโยบายแก้หนี้และกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้จะช่วยสร้างแรงส่งให้ตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงล่าง โดยเฉพาะโครงการบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่ถือเป็นตลาดแมสของคนไทยกลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น คาดว่าจะได้เห็นสัญญาณการขอสินเชื่อบ้านที่ทยอยดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 จากทุกธนาคาร ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากนโยบายลดภาระหนี้และเพิ่มสภาพคล่องของภาคครัวเรือน

“สุนทร” ยังเสนอว่า รัฐบาลควรสานต่อแนวนโยบายแก้หนี้ของรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ได้วางโครงสร้างการบริหารและแก้หนี้ไว้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการใช้ฐานข้อมูลกลาง (National Debt Database) และการประสานงานระหว่างกระทรวงการคลัง ธปท.และสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมามีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้หนี้ 8 กลุ่มประกอบด้วย หนี้นอกระบบ หนี้สินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหนี้เงินกู้สวัสดิการข้าราชการและพนักงานของรัฐ หนี้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล หนี้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หนี้สินเกษตรกรรายย่อย และหนี้บ้าน

ถ้าหากรัฐบาลชุดนี้สามารถต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจฐานรากจะฟื้นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น ส่วนลำดับต่อไปในระยะกลาง จะขอเรียกว่า “การฟื้นตัว” ต้องดูว่าสถาบันการเงินขยายสินเชื่อได้มากน้อยแค่ไหน จะเพียงพอกับปริมาณความต้องการสินเชื่อในตลาดหรือไม่

⦁‘บิ๊กเสนา’หนุนช่วยลดหนี้ครัวเรือน

เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) สะท้อนว่า การแก้หนี้เสียผ่านกลไก AMC ถ้าทำได้ในแง่ของอิมแพกต์ส่งผลดีในระยะสั้น เพราะเป็นการ whiteout หนี้ออกจากครัวเรือนคน แต่ไม่แน่ใจในภาคปฏิบัติจะมีการ whiteout อย่างไร จึงยังตอบไม่ได้ว่าจะดีหรือไม่ดี แต่โดยหลักการต้องดีอยู่แล้ว เช่น คน 6 ล้านคนที่มีหนี้ ถ้ารัฐบาลบอกว่าจะซื้อหนี้ของทุกคนออกมา โดยสถานการณ์ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องดี เพราะทำให้หนี้ลดลง แต่ยังไม่เห็นเงื่อนไขที่อยู่ข้างใน ขณะเดียวกันจะเกิดความกังวลว่าจะเสียวินัยในการจ่ายหนี้ เนื่องจากยังมีคนที่เป็นหนี้ดีอยู่ แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการคือการแก้หนี้เสีย ดังนั้น จึงมองว่าเกมนี้เป็นเกมที่ค่อนข้างยากว่าจะนำออกมารูปแบบไหน แต่ถือว่าเป็นนโยบายที่ดี คงต้องรอดูรายละเอียดเงื่อนไขที่จะดำเนินการ เพราะหนี้ในระบบมีทั้งหนี้ดีและหนี้เสีย

สำหรับการแก้ปัญหาหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์“เกษรา” เสนอว่า อยากให้รัฐบาลมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะยาว เพื่อทำให้ราคาบ้านไม่แพงตามดอกเบี้ย เนื่องจากในวันนี้ผลจากดอกเบี้ยที่แพงอยู่แล้ว จึงทำให้ราคาบ้านแพงเป็นทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ จากภาระดอกเบี้ย ดังนั้น ควรลดปัจจัยที่พอจะทำได้ นั่นคือเรื่องดอกเบี้ย เลยอยากเชียร์ให้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะยาว เพื่อไม่ให้แบงก์มีพรีเมียมในการชาร์จดอกเบี้ยกับคนกู้บ้าน

ถามว่าควรจะกำหนดอัตราเท่าไหร่ถึงเหมาะสมนั้น จากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อที่อยู่อาศัยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6% ต่อปี ถ้าจะให้เห็นผลก็ต้องกำหนดอัตราคงที่ไว้ 3% หรือ 4% เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปีเพื่อให้แบงก์คำนวณค่าผ่อนบ้านออกมาอยู่ที่ล้านละ 3,000 บาท จากปัจจุบันล้านละ 6,000 บาท ถ้าทำได้จะทำให้คนมีเงินเดือน 9,000 บาท ก็สามารถซื้อบ้าน หรือคอนโดมิเนียมในราคา 1 ล้านบาทได้แล้ว จากปัจจุบันต้องมีเงินเดือน 18,000 บาท

“ทั้งที่ราคาบ้าน 1 ล้านบาทเท่ากัน แต่ต่างกันที่การผ่อนชำระต่อเดือน นี่คือพลังของดอกเบี้ย ไม่ต้องช่วยคนจำนวนมาก แต่ช่วยเฉพาะกลุ่มคนที่เข้าถึงบ้านได้ยาก เพราะคนยังมีความต้องซื้อบ้านอีกมาก แต่ซื้อไม่ได้ ทำให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สนับสนุนโครงการบ้านผู้มีรายได้น้อย ในราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาทหรือบ้านบีโอไอ ช่วยผู้ประกอบการได้ลดภาษี เพื่อทำโครงการในราคาเท่านี้ได้ ซึ่งมองว่าแทนที่จะช่วยฝั่งผู้ประกอบการ ลองเปลี่ยนวิธีการมาช่วยฝั่งคนซื้อให้เข้าถึงบ้าน 1.5 ล้านบาทได้ง่ายขึ้นด้วยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะยาว 10-20 ปี โดยที่แบงก์ไม่ต้องเปลี่ยนเงื่อนไข เพียงแต่ลองกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำระยะยาว จะทำให้คนกู้ง่ายและเข้าถึงบ้านได้” เกษรากล่าวย้ำ

⦁‘ทีดีอาร์ไอ’ห่วงสอดไส้หนี้ต่ำ5พันบาท

ทางฝั่งนักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ นณริฏ พิศลยบุตร มองว่า การแก้หนี้เสียผ่านกลไก AMC ที่มีอยู่แล้วช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้รายละ 100,000 บาท จะสามารถดำเนินการได้เร็วกว่าที่ต้องตั้งขึ้นมาใหม่ เนื่องจากรัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือน และถือว่าเป็นนโยบายที่จะเห็นผลได้ภายในระยะเวลาของรัฐบาล แต่ขึ้นอยู่กับแพคเกจที่จะจูงใจให้ AMC มารับซื้อหนี้ด้วยว่ามีกลไกอะไรที่น่าสนใจและมีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน

“การใช้กลไก AMC คือการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้คนเป็นหนี้ได้เริ่มชีวิตใหม่และปิดหนี้ได้เร็วขึ้น ไม่ใช่เป็นการยกเว้นหนี้ให้ เพราะถ้ายกเว้นหนี้ให้จะเกิดคำถามจากกลุ่มที่เป็นหนี้ดีว่า ทำไมรัฐไม่ช่วยพวกเขาบ้าง ดังนั้น รัฐบาลก็ต้องมีมาตรการสำหรับลูกหนี้กลุ่มนี้ด้วย เช่น ลดดอกเบี้ยให้ เป็นต้น” นณริฏกล่าว

พร้อมทิ้งท้ายว่า ขอให้มีการพิจารณาประเภทของหนี้ที่จะช่วยให้ดีว่าจะไม่มีการสอดไส้หนี้ต่ำ 5,000 บาท ที่เกิดจากการเป็นหนี้ที่ไม่เป็นธรรม เช่น แบงก์คิดค่าธรรมเนียมเพิ่ม ซึ่งเป็นหนี้เรื้อรังของแบงก์มานาน นำมารวมอยู่กับการล้างหนี้ที่รัฐบาลจะเข้าไปช่วยด้วยเนื่องจากเป็นหนี้ที่เกิดจากแบงก์เอง ไม่ได้เกิดจากการทำธุรกิจ หรือวิกฤตโควิด

คงต้องจับตาสูตรแก้หนี้ฉบับรัฐบาลอนุทินที่ปรุงขึ้นมาใหม่ จะช่วยคนไทยปลดแอกหนี้ได้มากน้อยแค่ไหนใน 4 เดือนนี้!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แกะสูตรแก้หนี้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ เปิดทาง AMC ล้าง ‘เอ็นพีแอล’ แสนล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...