โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ทองคำ” พุ่งทำสถิติสูงสุด ทะลุ 4,170 ดอลลาร์ คาดเฟดลดดอกเบี้ย-สงครามการค้า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 ต.ค. 2568 เวลา 13.34 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2568 เวลา 06.34 น.

"ทองคำ" พุ่งทำสถิติสูงสุด ทะลุ 4,170 ดอลลาร์ หลังตลาดเพิ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง สงครามการค้าสหรัฐ-จีนปะทุ

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 13.14 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาทองคำพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในวันอังคาร (15 ต.ค.) จากแรงหนุนความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในไม่ช้า ประกอบกับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่กลับมาปะทุอีกครั้ง ส่งผลให้นักลงทุนแห่ถือสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) อย่างทองคำและโลหะเงิน ซึ่งต่างทำสถิติสูงสุดใหม่พร้อมกัน

*ราคาทองคำสปอต (Spot Gold) ปรับขึ้น 1.7% สู่ระดับสูงสุดที่ 4,179.48 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อเวลา 05.21 น. ตามเวลา GMT ขณะที่ สัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐ (U.S. Gold Futures) ส่งมอบเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 1.3% แตะ 4,187.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 57% นับตั้งแต่ต้นปี 2568 และเพิ่งทะลุระดับสำคัญ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา*

นักวิเคราะห์ระบุว่าการพุ่งขึ้นของราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก การคาดการณ์ว่าเฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางหลายประเทศ และกระแสเงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF ที่อ้างอิงทองคำ

โดยธนาคาร Bank of America และ Societe Generale คาดว่าราคาทองคำจะพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในปี 2569 ขณะที่ Standard Chartered ปรับเพิ่มประมาณการราคาทองคำปีหน้าขึ้นเป็น 4,488 ดอลลาร์ต่อออนซ์

Kelvin Wong นักวิเคราะห์อาวุโสจาก OANDA กล่าวว่า แรงหนุนหลักของราคาทองคำในขณะนี้ไม่ใช่เพียงความตึงเครียดทางการค้าเท่านั้น แต่เป็นเพราะตลาดคาดว่าเฟดจะเดินหน้าปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวและลดต้นทุนโอกาสในการถือครองทองคำที่ไม่มีผลตอบแทน ขณะที่ Anna Paulson ประธานธนาคารเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย กล่าวเพิ่มเติมว่า ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อภาคแรงงานสหรัฐ เป็นเหตุผลสำคัญที่สนับสนุนการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม

นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาสุนทรพจน์ของ เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ที่จะกล่าวในการประชุมประจำปีของ NABE ในวันอังคาร เพื่อหาสัญญาณแนวโน้มทิศทางนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยข้อมูลจากตลาด FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่ามีโอกาสถึง 99% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนตุลาคม และโอกาส 94% ที่จะลดอีกครั้งในเดือนธันวาคม

ขณะเดียวกันความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังจีนประกาศขยายการควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด

ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้ด้วยการขู่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 100% และเตรียมบังคับใช้มาตรการ ควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญของสหรัฐฯ มีผลวันที่ 1 พฤศจิกายน

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่สหรัฐยืนยันว่าทรัมป์ยังคงมีแผนพบปะกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ที่ประเทศเกาหลีใต้ในช่วงปลายเดือนตุลาคม เพื่อหารือประเด็นทางการค้า

ด้านตลาดโลหะมีค่าอื่น ๆ ก็ปรับตัวขึ้นตามราคาทองคำเช่นกัน โดยเงิน (Silver) พุ่งขึ้น 2.2% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 53.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ แพลทินัม (Platinum) เพิ่มขึ้น 1.9% สู่ระดับ 1,677 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ พัลลาเดียม (Palladium) เพิ่มขึ้น 2.1% สู่ระดับ 1,505.75 ดอลลาร์ต่อออนซ์

นอกจากนี้ สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยว่าการปิดหน่วยงานรัฐบาล (shutdown) ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 13 วัน เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศแล้ว

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...