ครึ่งปีแรกจำนวน ‘มหาเศรษฐี’ เพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนคน และภายใน 15 ปี เศรษฐี ‘อายุน้อย’ จะครอง 1 ใน 3 ความมั่งคั่งทั้งหมด
จากรายงานของบริษัทวิเคราะห์ความมั่งคั่ง Altrata ระบุว่า ช่วงครึ่งปีแรก จำนวนบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูงเป็นพิเศษ (Ultra-High-Net-Worth Individuals หรือ UHNWI) ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอย่างน้อย 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้เพิ่มขึ้นถึง 510,810 คน ทั่วโลก(+5.4%) ที่น่าสนใจคือ กลุ่มเศรษฐีอายุน้อยใน Gen Y และ Gen Z คาดว่าจะมีจำนวนถึง 1 ใน 3 ของมหาเศรษฐีทั้งหมดใน 15 ปีข้างหน้า
ปัจจุบัน กลุ่ม Gen Y และ Gen Z มีสัดส่วนเพียง8% ของจำนวนมหาเศรษฐีทั้งหมด ซึ่งมีความมั่งคั่งสุทธิรวมกันถึง 59.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯในขณะที่กลุ่ม Baby Boomer ยังคงครองสัดส่วนมากที่สุดที่เกือบ 45% และกลุ่มคนที่เกิดในปี 1945 หรือก่อนหน้านั้นคิดเป็นอีก 22% อย่างไรก็ตาม สัดส่วนนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปรากฏการณ์การถ่ายโอนความมั่งคั่งครั้งใหญ่ (Great Wealth Transfer)
โดย Altrata ประเมินว่า ภายในปี 2040 สัดส่วนของกลุ่ม Gen Y และ Gen Z จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1 ใน 3 ของประชากรอภิมหาเศรษฐี ทั้งหมด ในขณะที่สัดส่วนของกลุ่ม Baby Boomer และ Silent Generation จะลดลงจากกว่า 2 ใน 3 เหลือเพียง 1 ใน 5 เท่านั้น และกลุ่ม Gen X จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้วยสัดส่วน 45%
Maeen Shabanผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและวิเคราะห์ของ Altrata ให้ความเห็นกับ Inside Wealth ว่า ส่วนหนึ่งของการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้มาจากการใช้ ทรัสต์ (Trusts) และ สำนักงานครอบครัว (Family Offices) ที่เพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อ ถ่ายโอนความมั่งคั่งไปยังทายาทในวัยที่อายุน้อยลง นั่นหมายความว่า คนหนุ่มสาวสามารถเข้าถึงความมั่งคั่งนั้นได้ โดยที่ไม่ต้องรอให้ผู้ก่อตั้งเสียชีวิต
โดย ความแตกต่าง ระหว่าง มหาเศรษฐีรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่คือ ประเภทของ อุตสาหกรรมที่สร้างความมั่งคั่ง โดย
15%ของมหาเศรษฐีอายุน้อย สร้างความมั่งคั่งจาก อุตสาหกรรมการบริการและความบันเทิงในขณะที่เศรษฐีรุ่นใหญ่สร้างความมั่งคั่งจากอุตสาหกรรมนี้มีสัดส่วนต่ำกว่า 5%
เศรษฐีรุ่นใหม่กือบ 9%ที่สร้างความมั่งคั่งจาก อุตสาหกรรมเทคโนโลยี เป็นอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่ม Baby Boomer ถึง สองเท่า
อุตสาหกรรมการเงินยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในทุกช่วงวัย แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่สร้างความมั่งคั่งจากอุตสาหกรรมนี้ มีสัดส่วน ไม่ถึง 20%ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 10%
ความแตกต่างเหล่านี้สะท้อนถึงการที่ บริษัทเทคโนโลยีสร้างเศรษฐีเงินล้าน รวมถึงการเป็น อินฟลูเอนเซอร์และคนดังสามารถสร้างรายได้จากโซเชียลมีเดีย
[caption id="attachment_1378074" align="alignnone" width="724"]
Couple women are relaxing,talking and celebrating their success project on yacht boat in the ocean with happiness and cheerful[/caption]
อีกความแตกต่างก็คือ พฤติกรรมการใช้เงินโดยคนรุ่นใหม่ ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับงานการกุศล (philanthropy) แต่จะให้ความสำคัญกับอสังหาฯ และสินทรัพย์หรูหรา ซึ่งคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของความมั่งคั่งของพวกเขา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ มหาเศรษฐีวัยรุ่นเหล่านี้มักจะบริหารธุรกิจที่อาจขาดสภาพคล่อง (Illiquid Assets)ทำให้มีเวลา และเงินสดเหลือน้อยลงที่จะใช้ไปกับงานการกุศล ดังนั้น ในพอร์ตการลงทุนของคนรุ่นใหม่ จะมีสัดส่วนลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์มากกว่า
“พวกเขาอยู่ในช่วงของการซื้อทรัพย์สินมากกว่าคนรุ่นก่อน ๆ พวกเขายังคงซื้อของ สำหรับบางคน พวกเขากำลังซื้อบ้านหลังแรก รถหรูคันแรก บ้านพักตากอากาศหลังแรก หรืออะไรก็ตาม มันเป็นวัฏจักรชีวิตที่แตกต่างกัน”
Maya Imbergหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และการวิเคราะห์ของ Altrata ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อบริษัทที่ให้บริการกลุ่มอภิมหาเศรษฐี ตั้งแต่ผู้จัดการความมั่งคั่ง ตัวแทนจำหน่ายงานศิลปะ ไปจนถึงองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เพราะความชอบของคนแต่ละ Gen นั้นไม่เหมือนกัน
“รถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะมีความสำคัญขึ้นไหม? Gen Z จะยังอยากได้เรือยอชต์ไหม? ความชอบที่เปลี่ยนไปจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจเหล่านั้น ดังนั้น พวกเขาต้องคิดล่วงหน้า เพราะระยะเวลา 15 ปีนั้นไม่ได้นานเลย” Imberg ทิ้งท้าย
Source