โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ย้ายชุมชนแม่สายหนีน้ำท่วม ขอที่โรงงานยาสูบทำบ้านมั่นคง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 ส.ค. 2568 เวลา 01.00 น. • เผยแพร่ 24 ส.ค. 2568 เวลา 01.10 น.

กรมโยธาธิการฯ ผนึก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เร่งศึกษาเตรียมแผนเวนคืนย้ายบ้านแม่สาย 1,500 หลังคาเรือน ออกจากแนวคันป้องกันน้ำท่วมมูลค่า 2,000 ล้านบาท พร้อมแก้ปัญหาคอขวดด้วยการขยายแม่น้ำสายให้กว้างขึ้น 50 เมตร แก้ปัญหาน้ำท่วมแม่สายได้อย่างถาวร เตรียมใช้โมเดล โครงการบ้านมั่นคง ในพื้นที่ 70 ไร่ของโรงงานยาสูบ ตั้งเป็นชุมชนแห่งใหม่

นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงเหตุการณ์น้ำท่วม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ครั้งใหญ่เมื่อเดือนตุลาคม 2567 ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 6,000 ล้านบาท ทางกรมโยธาฯได้รับมอบหมายให้ออกแบบแผนการป้องกันน้ำท่วมแม่สายในระยะยาว โดย “การสร้างคันป้องกันน้ำหลาก-โคลนริมแม่น้ำสายและการปรับปรุงด่านบริเวณสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 1 และด่านบริเวณสะพานมิตรภาพแม่น้ำสายแห่งที่ 2” ระยะทางทั้งหมด 3,960 เมตร มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท

ล่าสุดรัฐบาลได้จัดสรรงบฯกลางให้กรมโยธาฯ เร่งศึกษาแนวทางก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน โดยเฉพาะจะต้องย้ายชุมชนที่ลุกล้ำลำน้ำสายออกไปก่อน เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้ตามแผนที่วางไว้

โดยแนวทางเบื้องต้นหลังผลการศึกษาออกมาชัดเจนแล้วว่า ต้องทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเวนคืนที่ดินตามแนวคันป้องกันน้ำท่วม มีสิ่งปลูกสร้างที่ต้องรื้อถอน (บ้าน) กว่า 843 หลัง มีเอกสารสิทธิ (โฉนด/น.ส.3/น.ส.3ก.) 178 หลัง และสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในที่ราชพัสดุ 162 หลัง และที่อยู่ในที่สาธารณะ 503 หลัง มีพื้นที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 275 ไร่ มีที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ (โฉนด/น.ส.3/น.ส.3ก.) 158 แปลง, ที่ราชพัสดุ 3 แปลง ที่เหลือเป็นที่สาธารณะ 196 ไร่

“ในส่วนของบ้านเรือนประชาชนจะมีการจ่ายชดเชยให้ พร้อมทั้งทางจังหวัดเชียงรายได้มีการประสานกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เข้ามาจัดหาที่ดินในการก่อสร้าง ‘บ้านมั่นคง’ ให้คล้ายกับโครงการพัฒนาคลองเปรมประชากร กทม. เพื่้อให้ชาวบ้านที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำสายเช่าที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์ เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและถูกกฎหมาย ส่วนค่าก่อสร้างบ้านจะมีการกู้เงินระยะยาวจากสหกรณ์และให้ประชาชนมีการผ่อนชำระ ดังนั้น การทำคันกันน้ำถือเป็นโครงการระยะยาว ไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จทันภายในฤดูฝนปีนี้ ปีหน้า โดยเฉพาะเรื่องการย้ายบ้านเรือนประชาชน 843 หลัง คงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลา” นายพงษ์นรากล่าว

ล่าสุดจากการพูดคุยกับชาวบ้านพบว่า “ส่วนใหญ่เห็นด้วยและยินยอมย้ายออกไป” คนแม่สายต้องให้ความร่วมมือ “ผมการันตีว่า ถ้าใช้วิธีของกรมโยธาฯ จะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเขตเศรษฐกิจแม่สายได้ เพราะเรามีการศึกษาเรื่องข้อมูลน้ำ-การออกแบบที่เป็นไปตามหลักวิชาการ ทั้งนี้ กรมโยธาฯเองมีงบฯกลางพร้อมก่อสร้างได้ทันที หากเคลียร์เรื่องบ้านเรือนประชาชนได้หมด” นายพงษ์นรากล่าวและว่า

นายพงษ์นรากล่าวต่อไปว่า หลังผลการศึกษาแล้วเสร็จ กรมโยธาฯจะมีการประชุมหารือร่วมกับชาวบ้านและผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงเจรจากับเจ้าของที่ดินในการขอพื้นที่ก่อสร้างแนวคันป้องกัน โดยจะมีการตั้ง “คณะกรรมการกำหนดราคากลาง” เพื่อกำหนดราคาสิ่งก่อสร้าง-ที่ดินและสิ่งก่อสร้างที่จะได้รับผลกระทบจากแนวก่อสร้าง จากนั้นจะนำสู่ขั้นตอนการเจรจากับชาวบ้านด้วยวิธีปรองดอง โดยไม่ต้องออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน แต่หากรายใดไม่สามารถเจรจาปรองดองกันได้ จำเป็นต้องออกเป็น พ.ร.ฎ.เวนคืน เพื่อให้งานเดินหน้าต่อไป

สำหรับการชดเชยและเยียวยา กรณีที่มีโฉนดที่ดินและบ้าน โดยจะจ่ายทั้งค่าบ้านและค่าก่อสร้าง และค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างด้วย แต่หากมีเฉพาะตัวบ้าน ที่ได้ไปบุกรุกสร้างในพื้นที่สาธารณะ โดยจะทำการจ่ายเป็น “ค่าชดเชย” ตามราคาบ้านหลังเดิมที่สร้าง จากการประเมินผลกระทบ คาดว่าต้องใช้งบประมาณสำหรับจ่ายค่าปรองดอง ประมาณการเบื้องต้น 200 ล้านบาท กรมโยธาฯจะต้องนำเสนอให้ทางกระทรวงมหาดไทย เพื่อของบประมาณรายจ่ายเป็นงบฯกลางมาดำเนินการก่อน

คันกันน้ำงบฯ 2,000 ล้าน

นายพงษ์นรากล่าวต่อไปว่า แนวทางการสร้างคันป้องกันน้ำหลาก-โคลนริมแม่น้ำสายและการปรับปรุงสะพานด่านที่ 1 และด่านที่ 2 โดยคาดว่าใช้งบฯก่อสร้างทั้งหมด 2,000 ล้านบาท ระยะทางทั้งหมด 3,960 เมตร แบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 1) แนวคันกั้นน้ำช่วงบ้านถ้ำผาจม ถึงสำนักชลประทานที่ 2 ระยะทาง 1,930 เมตร เป็นพื้นที่ชุมชน กระทบ 120 หลังคาเรือน เริ่มจากถนนเทศบาล 21 บริเวณฝายเหมืองแดง จะขยายถนนออกไปเพื่อก่อสร้างถนนยกระดับขึ้นมาใหม่ ประมาณ 400 กว่าเมตร จนถึงด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 จะมีการตัดถนนใหม่ 480 เมตร เชื่อมกับถนนเกาะทราย จากนั้นถนนเกาะทราย ก็จะไปเชื่อมกับถนนชลประทานที่ 2

และ 2) แนวคันกั้นน้ำช่วงสำนักงานชลประทานที่ 2 ถึงด่านพรมแดนแม่สายที่ 2 ระยะทาง 2,030 เมตร จะเป็นพื้นที่ของกรมชลประทาน

“ในอดีตแม่น้ำสายมีความกว้าง 70-80 เมตร ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 20 เมตร โดยเฉพาะแม่น้ำสายช่วงที่ผ่านชุมชนเทศบาลแม่สาย ทำให้ปัจจุบันสามารถรับอัตราการไหลของน้ำได้เพียง 100 ลบ.ม./วินาที แต่ช่วงเดือนตุลาคม-กันยายน 2567 มีมวลน้ำกว่า 400 ลบ.ม./วินาที ที่ไหลมาปริมาณน้ำมากกว่าที่จะรองรับได้ถึง 4 เท่า จึงทำให้มวลน้ำ-ดินโคลนเอ่อท่วมชุมชนแม่สาย แต่รูปแบบการทำคันที่วางแผนไว้ จะป้องกันแบบถาวร เป็นการเซตจากแนวแม่น้ำเข้ามาในพื้นที่เทศบาลตำบลแม่สาย ประมาณ 20-30 เมตร จะทำให้แม่น้ำกว้างอย่างขึ้นน้อย 50 เมตร

พร้อมทั้งทำเป็นคันยกระดับสูง 2 เมตร และมีผนังคอนกรีตเสริมอีก 1 เมตร รวมแล้ว 3 เมตร มีความกว้าง 9 เมตร จะสามารถรองรับน้ำหลากได้ 430 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งมีการคำนวณแล้วว่าจะสามารถรองรับน้ำในฤดูฝนได้ นอกจากนี้จะมีการตัดถนนใหม่บางส่วน รวมถึงทำการขยายและยกระดับถนนเดิมตามแนวแม่น้ำสายเดิม เพื่อใช้ถนนเป็นที่กั้นได้ โดยนำบิ๊กแบ็กมาเป็นคันป้องกันเสริมเข้าไปอีก” นายพงษ์นรากล่าวและว่า

ส่วนพื้นที่นอกคันป้องกัน จะมีการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้กลายเป็นลานกิจกรรม ที่จอดรถ สวนสาธารณะ ฯลฯ สามารถใช้ประโยชน์ได้ในช่วงฤดูแล้ง และเมื่อถึงฤดูฝนพื้นที่เหล่านี้จะกลายเป็นพื้นที่รับน้ำคล้ายกับที่ประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่มีการก่อสร้างคันป้องกัน จะมีการเจรจากับชาวบ้านที่อยู่นอกคันไปพร้อมกัน โดยจะมีการจ่ายเงิน “ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง” ให้กับชาวบ้านในกรณีที่มีเอกสารสิทธิ แต่กรณีที่ไม่มีเอกสารสิทธิ จะจ่ายเพียง “ค่าบ้าน” เท่านั้น ซึ่งก็เป็นหลักเดียวกับการเวนคืนที่จะยึดการเจรจาก่อน

บ้านแม่สายมั่นคงขอใช้ที่ รง.ยาสูบ

ด้านนายวิเชียร พลสยม ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. สำนักงานภาคเหนือ กล่าวว่า ได้ประชุมหารือร่วมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภอแม่สาย และนายกเทศมนตรีทั้ง 3 ตำบล คือ เทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพ, เทศบาลตำบลเวียงพางคำ และเทศบาลตำบลแม่สาย ในการร่วมออกแบบการย้ายบ้านเรือนและการก่อสร้างบ้านมั่นคง ซึ่งได้มีการพิจารณาที่ดินบริเวณที่เคยตั้งโรงงานยาสูบ 70 ไร่ ในเขตเทศบาลตำบลแม่สาย “มีความเหมาะสม” เนื่องจากมีระยะห่างจากด่าน 1.5 กิโลเมตร อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอแม่สายเพียง 300 เมตร และไม่เคยถูกน้ำท่วมปัจจุบันทำเป็นสวนสุขภาพ

ดังนั้นต้องมีการขออนุญาตใช้ที่ดินกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ตามขั้นตอนหลังจากผลการศึกษาแล้วเสร็จชัดเจน แผนงานทั้งหมดต้องนำเสนอให้คณะกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานพิจารณา เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ขณะเดียวกันต้องนำเสนอให้ นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการ พอช. พิจารณา เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และผลักดันเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป

เบื้องต้นขณะนี้ในระดับพื้นที่ได้แต่งตั้ง “คณะทำงาน” เพื่อตรวจสอบข้อมูลว่า บ้านเรือนประมาณ 1,500 หลังคาเรือน ที่จำเป็นต้องขยับออกจากแนว 40 เมตรของแม่น้ำสาย แต่ละหลังมีเลขทะเบียนบ้าน มีบัตรประชาชนเป็นคนไทยจำนวนกี่หลัง เป็นกลุ่มต่างด้าว กลุ่มที่ไม่มีสัญชาติไทยจำนวนกี่หลัง เพื่อจะนำไปสู่การวางแผนเคลื่อนย้าย การออกแบบชุมชน ออกแบบผังบ้านแต่ละครัวเรือน ภายใต้เงื่อนไขของแต่ละครัวเรือน โดยจะมีการผลักดันเรื่องนี้ไปสู่ผู้บริหาร พอช. ผ่านไปยังกระทรวง และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำการขออนุญาตใช้ที่ดิน

“ขณะเดียวกันได้เชิญ รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาช่วยในการวิเคราะห์พื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจให้ประชาชน รวมถึงให้มีความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงของพื้นที่ ขั้นตอนเบื้องต้นอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางข้อมูลให้มีความชัดเจน เพื่อนำเข้าที่ประชุม ‘คณะกรรมการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติจังหวัดเชียงราย’ อีกครั้ง เพื่อสรุปหาแนวทาง เราไม่ได้มีเจตนาที่จะบังคับพี่น้อง แต่มีความจำเป็น ทั้งเรื่องการพัฒนาระยะยาว ความปลอดภัยของประชาชน การย้ายคนถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้เวลา” นายวิเชียรกล่าว

ส่วนการออกผังชุมชนภายใต้ โครงการบ้านมั่นคง ขึ้นอยู่กับความต้องการของประชาชนด้วย บางคนชอบห้องแถว-บ้านแฝด-บ้านเดี่ยว ซึ่งจะต้องคุยกับสถาบันการเงินของรัฐ ที่จะมาร่วมมือกับ พอช. ภายใต้เงื่อนไขโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. ให้สิทธิคนไทยที่มีเลขบัตร 13 หลัก เป็นอันดับแรก และครอบครัวขยาย แต่มีบุคคลที่มีบัตรประชาชน โดยผ่านการรับรองข้อมูลจากทางชุมชนขึ้นมาเท่านั้น

โครงการบ้านมั่นคงจะมีแบบบ้านหลายขนาดให้ประชาชนเลือก โดยประชาชนที่จะเข้าร่วมโครงการต้องผ่อนชำระค่าก่อสร้างกับธนาคาร เช่น ห้องแถวขนาดเล็กคล้ายกับโครงการคลองลาดพร้าว คลองเปรมประชากร กทม. พื้นที่ไม่เกิน 30 ตร.ม. มูลค่าก่อสร้าง ประมาณ 280,000-300,000 บาท แต่ในต่างจังหวัดอาจจะต้องมีพื้นที่ส่วนกลางเพิ่มขึ้น ก็จะตกอยู่ที่ประมาณ 350,000 บาท สำหรับครอบครัวขนาด 5 คน เบ็ดเสร็จประมาณ 350,000-400,000 บาท

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ย้ายชุมชนแม่สายหนีน้ำท่วม ขอที่โรงงานยาสูบทำบ้านมั่นคง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...