โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอย ‘เกมปล้นโบรกเกอร์’ กลโกงครั้งประวัติศาสตร์ผ่านหุ้น MORE ก่อนปิดคดีลงโทษ 42 ผู้กระทำผิด

THE STANDARD

อัพเดต 23 ส.ค. 2568 เวลา 07.53 น. • เผยแพร่ 25 ส.ค. 2568 เวลา 00.00 น. • thestandard.co
ย้อนรอย ‘เกมปล้นโบรกเกอร์’ กลโกงครั้งประวัติศาสตร์ผ่านหุ้น MORE ก่อนปิดคดีลงโทษ 42 ผู้กระทำผิด

ย้อนไปเมื่อปลายปี 2565 คนในแวดวงตลาดทุนไทยน่าจะได้ยินชื่อหุ้น MORE หรือ บริษัท มอร์รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) ที่ถูกถล่มขายจนราคาหุ้นดิ่งลงจากราว 1.60 บาท ไปแตะระดับ 0.19 บาท

หากดูผิวเผินเหตุการณ์ครั้งนั้นเหมือนจะเป็นปั่นหุ้นธรรมดา แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นปฏิบัติการที่ซับซ้อนและถูกวางแผนมาอย่างดีจนอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘เกมปล้นโบรกเกอร์’ และก่อนจะไปถึงบทสรุปของคดี หลายคนอาจยังสงสัยว่าเหตุการณ์ของหุ้น MORE เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ย้อนรอย ‘เกมปล้นโบรกเกอร์’ กลโกงครั้งประวัติศาสตร์

ย้อนกลับไปก่อนหน้าปี 2565 กลุ่มผู้กระทำผิดได้ใช้เวลากว่า 2 ปีในการสร้างราคาหุ้น MORE (ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาจากหุ้น DNA) จากราคาหลักสตางค์ให้พุ่งขึ้นไปเกือบ 3 บาท ทำให้มูลค่าตลาดของหุ้นเพิ่มขึ้นจากราว 2 พันล้านบาท สู่ระดับ 2 หมื่นล้านบาท

จุดไคลแมกซ์เกิดขึ้นในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 เมื่อมีการตั้งคำสั่งซื้อหุ้น MORE จำนวนมหาศาลที่ราคาเปิด (ATO) คิดเป็นมูลค่าเกือบ 4,500 ล้านบาท ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) กว่า 10 แห่ง โดยใช้บัญชีที่เรียกว่า Cash Account ซึ่งเป็นบัญชีที่เปิดให้นักลงทุนสามารถ ‘ลงทุนก่อน จ่ายทีหลัง’ โดยโบรกเกอร์จะชำระราคาในอีก 2 วันทำการ (T+2)

ช่องโหว่อยู่ที่การใช้หุ้น MORE ที่ราคาพุ่งสูงขึ้นแล้วนั่นเอง มาเป็นหลักประกันในการขอวงเงินซื้อขายกับโบรกเกอร์ เมื่อคำสั่งซื้อจับคู่สำเร็จ กลุ่มผู้กระทำผิดซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นและเป็นผู้ขาย ก็เทขายหุ้นล็อตใหญ่ออกมาพร้อมกัน ทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงติดฟลอร์ทันที

สุดท้าย กลุ่มผู้ซื้อซึ่งเป็นพวกเดียวกันก็ไม่ชำระเงินค่าซื้อหุ้นในวัน T+2 ทำให้โบรกเกอร์ที่อนุมัติวงเงินต้องกลายเป็นผู้รับความเสียหาย เพราะต้องนำเงินของบริษัทไปสำรองจ่ายให้กับฝั่งผู้ขาย แต่ไม่ได้รับเงินจากฝั่งผู้ซื้อ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกันเกือบ 4,500 ล้านบาท

เปิดไทม์ไลน์ปฏิบัติการสกัดความเสียหาย และการทำงานร่วมกันของหน่วยงาน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสั่นสะเทือนความเชื่อมั่นของตลาดทุนอย่างรุนแรง แต่ในวิกฤตครั้งนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็วและเป็นระบบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ, สำนักงาน ก.ล.ต., สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO), ปปง., ปอศ., DSI, และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)

  • 10-11 พฤศจิกายน 2565: ราคาหุ้น MORE ดิ่งลงติดฟลอร์ 2 วันติดต่อกัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้แจ้งเตือนโบรกเกอร์ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น

  • 13 พฤศจิกายน 2565: กลุ่มโบรกเกอร์ผู้เสียหายได้ประสานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อแจ้งพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน

  • 14 พฤศจิกายน 2565: กลุ่มโบรกเกอร์ร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ขณะที่ ตลท. สั่งพักการซื้อขาย (SP) หุ้น MORE เป็นเวลา 5 วัน

  • 21 พฤศจิกายน 2565: (จุดเปลี่ยนสำคัญ) ก่อนเปิดตลาดภาคเช้า ปปง. ได้ออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินของ อภิมุข บำรุงวงศ์ และพวก ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว เป็นการสกัดกั้นเส้นทางการเงินได้อย่างทันท่วงที

  • 10 กุมภาพันธ์ 2566: สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษผู้กระทำผิดฐานสร้างราคาหลักทรัพย์ MORE ต่อ ปอศ.

  • 27 มิถุนายน 2566: ก.ล.ต. กล่าวโทษบุคคลเพิ่มเติมและขยายช่วงเวลาการกระทำผิด ย้อนหลังไปถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2565

  • 4 ตุลาคม 2566: DSI รับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ

DSI ใช้กฎหมายฟอกเงิน-อั้งยี่ซ่องโจร ลุยแกะรอยเครือข่าย

พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวว่า DSI ได้รวบรวมหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงการกระทำความผิดอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงกัน ทั้งเส้นทางการเงิน กลุ่มแชตไลน์ที่ใช้วางแผน และ IP Address ที่ใช้เทรดหุ้นซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ต้องหาอยู่ในสถานที่เดียวกัน

นอกจากความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ แล้ว DSI ยังได้ใช้กฎหมายอื่นเข้าดำเนินคดีด้วย ได้แก่ กฎหมายฟอกเงิน และความผิดฐาน อั้งยี่ ซ่องโจร เนื่องจากผู้ต้องหามีการรวมตัวกันเพื่อวางแผนกระทำความผิดอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความชำนาญในวงการซื้อขายหลักทรัพย์

จากการสอบสวน DSI ได้แบ่งผู้ต้องหาออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1. กลุ่มผู้คิดวางแผน 2. กลุ่มตัวการและผู้สนับสนุน (ผู้ที่ส่งคำสั่งซื้อขาย) และ 3. กลุ่มเจ้าของบัญชี (ผู้ที่ให้ยืมบัญชีมาใช้)

ด้าน พลตำรวจโท จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กล่าวเสริมว่า คดีนี้สามารถมีความเห็นสั่งฟ้องผู้กระทำความผิดได้ทั้งหมด 42 ราย และยึดอายัดทรัพย์สินได้สูงถึง 4,500 ล้านบาท ถือเป็นคดีปั่นหุ้นที่สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้จำนวนมากที่สุดคดีหนึ่ง

บทเรียนราคาแพง: ตลาดทุนไทยยกระดับเกราะป้องกันอย่างไร?

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า คดีหุ้น MORE เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ตลาดทุนไทยต้องยกระดับมาตรการป้องกันให้แข็งแกร่งขึ้น

“ตลท. ได้ยกระดับมาตรการกำกับดูแลด้วยการปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง อาทิ มาตรการ Auto Pause รายหลักทรัพย์, มาตรการ Minimum Resting Time, การเปิดเผยข้อมูลหลักทรัพย์ที่วางเป็นประกันในบัญชีมาร์จิน และการปรับปรุงเกณฑ์เกี่ยวกับ NVDR เพื่อป้องกันการใช้ในทางที่ผิด” อัสสเดชกล่าว

ขณะที่ พิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) กล่าวว่า เพื่อปิดความเสี่ยงไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ASCO ได้ผลักดันให้มีการจัดตั้ง Securities Data Exchange Platform (SDEP) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลลูกค้าแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) เพื่อให้โบรกเกอร์สามารถรับทราบข้อมูลความเสี่ยงของลูกค้าในระดับอุตสาหกรรมได้ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569

บทสรุปกลโกงปล้นโบรกเกอร์

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับสำนักงาน ปปง., DSI, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) แถลงความคืบหน้าสำคัญในการดำเนินการคดีหุ้น MORE และการยกระดับการทำงานร่วมกันเพื่อตลาดทุนไทย

เทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า ความสำเร็จจากการประสานความร่วมมือข้ามหน่วยงาน (Inter-agency Cooperation Model) ในการดำเนินคดีหุ้น MORE อันนำไปสู่การป้องกันความเสียหายและติดตามทรัพย์สินได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถระงับธุรกรรมต้องสงสัยได้ภายในวันเดียว ลดเวลาดำเนินการจากเดิมที่ใช้เวลา 2-3 วัน ส่งผลให้สามารถตัดวงจรอาชญากรรม ยับยั้งการกระทำผิดทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยด้วยความโปร่งใสในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเป็นระบบ

สำหรับคดีหุ้น MORE ศาลมีคำสั่งคืน หรือชดใช้ ทรัพย์สินให้บริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหาย 10 ราย รวมมูลค่าประมาณ 4,500 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการข้อมูลและอำนาจหน้าที่ระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ตลาดทุนไทยมีความน่าเชื่อถือและมั่นคงมากขึ้นในระยะยาว

รวมทั้งการดำเนินคดีทางอาญา ฐานร่วมกันสร้างราคาหลักทรัพย์ MORE และ MORE-R ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง รวมทั้งความผิดฐานเป็นอั้งยี่ และซ่องโจร ซึ่งอัยการได้นำตัวผู้ต้องหา 28 ราย ส่งฟ้องต่อศาลอาญาโดยศาลไม่ให้ประกันตัว ส่วนอีก 14 ราย ไม่เดินทางมาที่ศาล

ทั้งนี้ อัยการได้นัดฟังคำสั่งคดีเมื่อ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา มีความคืบหน้าคือ ผู้ต้องหา 9 ราย ได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด จึงได้รับการเลื่อนการสั่งคดีออกไปเป็น 9 กันยายนนี้ ส่วนอีก 4 ราย ไม่มาตามนัดโดยอ้างเหตุผลอื่น อัยการได้ให้ DSI ติดตามตัวมาส่งฟ้อง และนัดอีกครั้ง 9 กันยายนนี้เช่นกัน ส่วนอภิมุข บำรุงวงศ์ อัยการได้มีคำสั่งให้ DSI ขอออกหมายจับไปตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา

“การทำงานในคดี MORE ถือเป็นการสร้างมิติการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว เพราะเรื่องนี้หากตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือโบรกเกอร์เคลื่อนที่ช้า ความเสียหายเกิดขึ้นแน่นอน” เทพสุกล่าว

สำหรับกระบวนการคืนทรัพย์สินที่ได้มีการอายัดไว้ให้กับบริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ที่ได้รับความเสียหาย คำสั่งศาลแพ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลา 30 วัน หากพ้นกำหนดแล้วไม่มีการยื่นอุทธรณ์ ปปง. จะดำเนินการตามคำสั่งศาลและประสานงานกับบริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหายเพื่อดำเนินการคืนทรัพย์สินต่อไป

กรณีหุ้น MORE แม้จะเป็นบาดแผลครั้งใหญ่ของตลาดทุนไทย แต่ก็ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ที่สามารถติดตาม ไล่ล่า และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ พร้อมทั้งนำไปสู่การพัฒนากลไกป้องกันที่แข็งแกร่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าตลาดทุนไทยจะมีความโปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับนักลงทุนทุกคนต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...