การเมืองพลิกขั้วเปลี่ยนค่าย พิทักษ์ จารุสมบัติ สวมเสื้อเพื่อไทยร่วมบุญกฐินวัดบน
ฉะเชิงเทรา – การเมืองแปดริ้วพลิกขั้วเปลี่ยนเกมหาคะแนนข้ามค่าย ทำชาวบ้านไล่ตามกลการเมืองไม่ทัน หลัง “พิทักษ์ จารุสมบัติ” สลัดคราบคนพรรคสีฟ้า หันมาสวมเสื้อผ้าเพื่อไทยป้ายแถบแดงขาว ออกเดินสายร่วมกิจกรรมกับผู้คนในสังคม ล่าสุดยังมาร่วมถวายผ้ากฐินที่วัดคงคาราม “วัดบนบางปะกง” ศาสนสถานแหล่งรวมเส้นทางบุญ 3 วัดประจำถิ่นสุดปลายปากอ่าว
วันที่ 23 ต.ค.68 เวลา 10.19 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในงานบุญกฐินวัดคงคาราม หรือวัดบนบางปะกง ตั้งอยู่ริมถนนสาย 3 (สุขุมวิทเส้นเก่าเข้าตลาด) เหนือตลาดบางปะกง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นเส้นทางร้อยดวงใจคนสายบุญในพื้นที่ เรียงต่อกันรวม 3 วัด คือ วัดบน วัดกลาง และวัดล่างว่าในวันนี้ ได้มีประชาชนจำนวนมากนับพันคน ที่ต่างพากันเดินทางมาร่วมในงานบุญทอดกฐินสามัคคีที่จัดขึ้นในวัด เนื่องจากภายในงานได้มีการออกบูธเปิดเป็นโรงทาน ให้แก่ประชาชนทั่วไปได้แวะเวียนเข้ามากินฟรีด้วย
ขณะเดียวกันในพิธีทอดกฐิน ยังได้มี พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 4 พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อการเลือกตั้งในปี 2554 และเป็นอดีตผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 4 พรรคพลังประชารัฐ เมื่อปี 2562 และปี 2566 แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ได้สวมเสื้อคลุมของพรรคเพื่อไทยตัวสีขาวคาดแถบข้างสีแดง เดินทางเข้ามาร่วมในงาน และยังร่วมในพิธีถวายผ้ากฐินสามัคคีกับทางเจ้าภาพผู้จองกฐินไว้ด้วย
โดยมีพระครู ดร.เขมาภิราม (คันธร) เจ้าอาวาสวัดคงคาราม วัย 79 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลบางปะกง และที่ปรึกษาเจ้าคณะ จ.ฉะเชิงเทรา พระสงฆ์ผู้รับครองผ้ากฐินในปีนี้ ท่ามกลางสายตาของบรรดานักการเมืองท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ และชาวพุทธผู้มาร่วมแสวงบุญภายในงานเป็นจำนวนมาก ที่หลายคนยังคงงุนงงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และได้มาพบเห็นกับภาพการเปลี่ยนแปลงไปของนักการเมืองในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา
จากที่เคยพบเห็นว่า เคยเป็นอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และเป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่ จากพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้สลับขั้วทางการเมืองไปสังกัดพรรคเพื่อไทย ที่เคยอยู่ด้านฝั่งตรงข้าม หรือเป็นคนการเมืองอีกซีกหนึ่ง ที่มีแนวทางการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่แตกต่างกัน และยังเป็นคู่ห้ำหั่นแย่งชิงคะแนนเสียงและเก้าอี้ ส.ส.กันมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ในอดีต ส่วนยอดเงินทำบุญกฐินสามัคคีของวัดคงคารามในปีนี้ รวบรวมได้เป็นเงิน 579,572 บาท