โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อารยธรรมอียิปต์ ประวัติศาสตร์สำคัญแห่งโลกตะวันตก ออกสอบบ่อย

Dek-D.com

เผยแพร่ 20 ต.ค. 2568 เวลา 03.33 น. • DEK-D.com
มารู้จัก! อารยธรรมอียิปต์ ประวัติศาสตร์สำคัญแห่งโลกตะวันตก ออกสอบบ่อย

ถ้าพูดถึง“อารยธรรมอียิปต์” หลายคนคงนึกถึงพีระมิด ฟาโรห์ และมัมมี่ แต่รู้ไหมว่าอียิปต์ยังเป็นแหล่งกำเนิดทั้งคณิตศาสตร์ การแพทย์ ดาราศาสตร์ และอักษรเฮียโรกลิฟิก จนถูกขนานนามว่า “ของขวัญแห่งไนล์” ทั้งยังเป็นอารยธรรมที่ยาวนานมากๆ วันนี้คอลัมน์ “รู้ไว้เผื่อออกสอบ” จะพาไปย้อนดูความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมนี้กัน

อารยธรรมอียิปต์ คืออะไร?

อารยธรรมอียิปต์ (Egyptian Civilization) เป็นอารยธรรมเก่าแก่และสำคัญที่สุดอารยธรรมหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ที่ทวีปแอฟริกา หลายคนอาจจะสงสัยว่าอียิปต์ตั้งที่ทวีปแอฟริกาพื้นที่บริเวณนั้นจะต้องแห้งแล้ง ใช้ชีวิตลำบาก แต่ความจริงแล้วอียิปต์เป็นบริเวณที่มีความแตกต่างจากทวีปแอฟริกาบริเวณอื่นๆ

เนื่องจากอียิปต์มีจุดเริ่มต้นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์ซึ่งเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่และมีทิศทางการไหลที่ค่อนข้างไกลและในทุก ๆ ปีแม่น้ำไนล์จะพัดเอาตะกอนดินที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ มายังบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ ทำให้ผืนดินบริเวณนี้อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก

ชาวอียิปต์โบราณจึงเรียกได้เรียกดินแดนนี้ว่า "เคเมต" (km.t = kemet) ซึ่งหมายถึง ดินแดนที่อุดมไปด้วยดินสีดำ จนกลายเป็นแหล่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก สมกับที่ 'เฮโรโดตัส' นักประวัติศาสตร์คนแรกของโลกเคยกล่าวไว่ว่า "อียิปต์คือของขวัญจากแม่น้ำไนล์" นั่นเป็นเพราะแม่น้ำไนล์ถือเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต คติความเชื่อ วัฒนธรรม และการก่อเกิดอารยธรรมอียิปต์สมัยโบราณ

เกร็ดความรู้ :เนื่องจากผืนดินบริเวณแม่น้ำไนล์มีความอุดมสมบูรณ์มาก ทำให้ผู้คนนิยมตั้งถิ่นฐานตลอดแนวแม่น้ำไนล์ โดยตลอดอารยธรรมอียิปต์ จะแบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน อียิปต์ตอนบน และอียิปต์ตอนล่างแต่ถ้าเราสังเกตแผนที่จะเห็นว่า อียิปต์ตอนบนอยู่ด้านล่าง ส่วนอียิปต์ตอนล่างอยู่ด้านบนในแผนที่ เนื่องจากแบ่งตามทิศทางการไหลของแม่น้ำไนล์ ซึ่งต้นน้ำของแม่น้ำไนล์อยู่ทางทิศใต้ (อียิปต์ตอนบน) แล้วก็ไหลขึ้นไปทางทิศเหนือ (อียิปต์ตอนล่าง) ไปออกที่มหาสมุทร

ประวัติศาสตร์อารยธรรมอียิปต์

อารยธรรมอียิปต์เป็นอารยธรรมที่ยาวนานมากๆ โดยสามารถแบ่งแยกย่อยได้ อีก 4 ยุคสมัย คือ สมัยอาณาจักรเก่า, สมัยอาณาจักรกลาง, สมัยอาณาจักรใหม่ และสมัยเสื่อมอำนาจ

สมัยอาณาจักรเก่า หรือช่วงก่อตั้งราชวงศ์ (The Old Kingdom) 2,700 - 2,200 ก่อนคริสต์ศักราช

เมื่อ 5,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ชาวอียิปต์นิยมตั้งถิ่นฐานตลอดแนวทั้งสองฝั่งของลุ่มแม่น้ำไนล์ ในระยะแรกมีการรวมกลุ่มกันเป็นนครรัฐเล็ก ๆ จนเมื่อพลเมืองเพิ่มจำนวนมากขึ้น จึงมีการรวมตัวกันเป็น 2 อาณาจักรใหญ่ ได้แก่ อียิปตย์บน (Upper Egypt) และ อียิปต์ล่าง (Lower Egypt)

  • ต่อมา 'ฟาโรห์เมเนส (Menese)' ได้รวบรวมทั้งสองอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่นและสถาปนาตนขึ้นเป็นฟาโรห์พระองค์แรกของอียิปต์พร้อมทั้งก่อตั้งเมืองหลวงแห่งแรก คือ 'นครเมมฟิส (Memphis)' ตั้งอยู่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ ทำให้เริ่มเข้าสู่อารยธรรมอียิปต์อย่างเป็นทางการ
  • ในยุคสมัยนี้ฟาโรห์มีอำนาจสูงสุด มีฐานะเป็นเทวราชาทรงมีพระราชอำนาจในการตรากฎหมายและพิพากษาคดีความ และเป็นผู้นำทางศาสนา

หลายๆ สิ่งที่เป็นภาพจำว่าเมื่อเห็นสิ่งเหล่านั้นจะนึกถึงอียิปต์ โดยส่วนใหญ่แล้วภาพจำทั้งหมดนั้นก็เกิดในยุคอาณาจักรเก่า (The Old Kingdom) โดยจะพวกผูกพันกับความเชื่อของชาวอียิปต์

  • มีความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย และการนับถือเทพเจ้าหลายองค์แพร่หลายอย่างมากในสังคมชาวอียิปต์
  • คิดค้นวิธีการเก็บรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อย หรือที่เรียกกันว่าการทำ “มัมมี่”ซึ่งเชื่อว่าวิญญาณจะสามารถกลับเข้าสู่ร่างเดิมได้ โดยจะทำมัมมี่ของฟาโรห์และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์
  • สร้าง “พีระมิด” ไว้เพื่อเป็นสุสานเก็บมัมมี่ของฟาโรห์องค์ต่างๆ ตามคติความเชื่อที่ว่าจะเป็นสถานที่พักพิงสุดท้ายของฟาโรห์ในโลกหน้า สมัยนี้จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สมัยพีระมิด (Age of the Pyramids)” ซึ่งถือว่าเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกโบราณ
  • ข้างหน้าพีระมิดมี “สฟิงซ์” เป็นรูปแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดของอียิปต์ มีความสูงจากฐานถึงด้านบนสุดของศีรษะกว่า 20 เมตร และยาว 73 เมตรจากอุ้งเท้าหน้าจนถึงหาง มีหัวเป็นมนุษย์ และตัวเป็นสิงโต เฝ้าอยู่บริเวณพีระมิด
  • มีการพัฒนาระบบตัวเขียน เรียกว่า “อักษรไฮโรกลิฟิก” หรือสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ มีลักษณะเป็นอักษรจารึกในแผ่นศิลา หรือฝาผนังหินขนาดใหญ่
  • ต่อมาพัฒนาเป็นตัวเขียนที่ง่ายขึ้น เรียกว่า “อักษรเฮียราติก” โดยเขียนลงบน “กระดาษปาปิรุส” เป็นกระดาษชนิดแรกของโลก ทำมาจากต้นกก ใช้บันทึกข้อความสรรเสริญเทพเจ้าและเหตุการณ์ต่างๆ สมัยอียิปต์โบราณ
  • รู้จักการทำปฏิทินโดยยึดหลักสุริยคติกล่าวคือ 1 ปีมี 12 เดือน (เดือนละ 30 วัน) และมีวันพิเศษอีก 5 วัน

สมัยอาณาจักรกลาง (The Middle Kingdom) 2,050 - 1,652 ก่อนคริสต์ราช

เป็นยุคสมัยที่มีความรุ่งเรืองในหลายด้านนับว่าเป็นยุคทองของอียิปต์

  • ในสมัยนี้ไม่นิยมสร้างพีระมิดขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่เน้นไปที่การสร้างวิหารเช่น มหาวิหารคาร์นัค (Karnak) และวิหารอาบูซิมเบลเพื่อบูชาเทพเจ้ามากขึ้น นั่นคือ เทพอะมอน และเทพโอซิริส แห่งแม่น้ำไนล์
  • มีความเจริญด้านวิทยาการและภูมิปัญญา มีการพัฒนาระบบชลประทานและขุดลอกคลองเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำไนล์เข้ากับทะเลแดง ทำให้มีเขตเพาะปลูกเพิ่มขึ้น
  • ยุคนี้ฟาโรห์จึงหันมาทำนุบำรุงสุขแก่ประชาชน มีการนำงบประมาณมาดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนมากขึ้น
  • โดยส่วนใหญ่แล้วยุคนี้จะเน้นประกอบอาชีพเกษตรกร และทาส
  • ชนชั้นล่างมักถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง โดยจะถือว่าพระวจนะฟาโรห์ คือ กฎหมาย
  • ยุคนี้ได้ถือกำเนิดฟาโรห์หญิงองค์แรกนั่นคือ “พระนางฮัตเชปซุต” นับเป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงสามารถเข้ามามีบทบาทในการบริหารกิจการบ้านเมือง โดยพระราชกรณียกิจสำคัญของพระนางฮัตเชปซุต คือขยายการติดต่อค้าขายไปถึงเมืองปุนต์ (Punt) ในโซมาเลีย
  • ยุคนี้ประชาชนทั่วไปมีสิทธิทำมัมมี่ของสมาชิกในครอบครัวได้ ทำให้สามารถแสวงหาชีวิตอมตะได้เหมือนกันฟาโรห์และขุนนาง
  • ช่วงปลายสมัยอาณาจักรกลางเกิดความวุ่นวายในประเทศ จนมีต่างชาติเข้ารุกรานและปกครองอีปยิปต์ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงความเชื่อจากการบูชาเทพเจ้าหลายองค์ให้เหลือองค์เดียว ได้แก่ สุริยเทพอะตัน (Aton) ซึ่งมีแค่ฟาโรห์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ ส่วนประชาชนทั่วไปให้บูชาฟาโรห์แทน จึงเป็นเหตุให้ชนชาติขาดความแข็งแรง

สมัยอาณาจักรใหม่ (The New Kingdom) 1,567 - 1,085 ก่อนคริสต์ศักราช

  • ชาวอียิปต์สามารถขับไล่ชาวต่างชาติ และกลับมาปกครองดินแดนได้อีกครั้ง
  • มัยนี้อียิปต์สามารถขยายอำนาจการปกครองไปยังดินแดนต่าง ๆเช่น ซีเรีย ปาเลสไตน์ และฟินิเซีย
  • ในขณะเดียวกันนักบวชเริ่มก้าวขึ้นมามีอำนาจมากขึ้น เช่น ลัทธิบูชาเทพโอซิริส ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง
  • โดยนักบวชอ้างว่า ตนเป็นผู้ล่วงรู้ความลับที่จะทำให้หัวใจของทุกคนเบาลงได้ รวมถึงผู้ที่กระทำบาปหนักด้วย ทำให้พวกเขาผูกขาดพิธีกรรมต่างๆ และมีการเรียกร้องค่าใช้จ่ายสูง
  • มีการแต่งหนังสือ “คัมภีร์มรณะ” เพื่อใช้เป็นคู่มือหลังความตายก่อนเดินทางไปสู่ปรโลก
  • ฟาโรห์อัคเคนาตันทรงปฏิรูปศาสนา จึงได้สร้างความแตกแยกในหมู่ชาวอียิปต์ โดยพยายามทำลายอำนาจกลุ่มนักบวช ที่นับถือเทพเจ้าหลายองค์มาเป็นเวลานาน และเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำความเสื่อมมาสู่อียิปต์
  • ช่วงหลังๆ อำนาจการปกครองจากส่วนกลางค่อยลดลง เหล่าขุนนางที่ปกครองเมืองที่ห่างไกลเริ่มแข็งข้อต่ออำนาจมากขึ้นจนถึงประมาณ 700 ปีก่อนคริสต์ศักราช อียิปต์ก็พ่ายแพ้ต่อชาวอัสซีเรียน และเมื่ออาณาจักรเปอร์เซียได้เข้ายึดครองเมโสโปเตเมีย อียิปต์ก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของเปอร์เซีย

สมัยเสื่อมอำนาจ (The Decline) 332 ปีก่อนคริสต์ศักราช

  • ดินแดนอารยธรรมทั้งเมโสโปเตเมีย เปอร์เซีย และอียิปต์ ก็ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช แห่งมาซิโดเนีย

สรุปจุดเด่นอารยธรรมอียิปต์

การเมืองการปกครอง

  • ฟาโรห์ (Pharaoh) คือ ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าและกษัตริย์ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ปกครองอาณาจักรและผู้นำทางศาสนา ถือว่าเป็นตัวแทนของเทพฮอรัส (Horus) บนโลก ซึ่งทำให้ฟาโรห์มีอำนาจสูงสุดและได้รับการนับถืออย่างสูงในหมู่ชาวอียิปต์
  • ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ (Vizier) คือ ผู้ปกครองที่มีอำนาจรองลงมาจากฟาโรห์เป็นผู้ที่ฟาโรห์ไว้วางใจ มีความใกล้ชิดกับราชวงศ์ และแต่งตั้งให้สามารถปฏิบัติหน้าที่แทนฟาโรห์ในการบริหารบ้านเมืองได้
  • ขุนนาง (Noble) คือ ผู้ที่รับผิดชอบในหน่วยงานสำคัญต่าง ๆ เช่น การเก็บภาษี, การชลประทาน และการควบคุมทรัพยากรการเกษตร
  • ขุนนางมณฑล (Nomarch) คือ ข้าหลวงประจำมณฑลหรือเมืองที่ห่างไกลจากศูนย์กลาง

ความเชื่อและศาสนา

  • นับถือเทพเจ้าหลายองค์ (พหุเทวนิยม) และบูชาสัตว์อีกหลายชนิดเช่น สุนัข แมว หมาใน เหยี่ยว วัว แกะ เพราะเชื่อว่าเทพเจ้าสถิตอยู่ในสัตว์ต่าง ๆ และสถิตอยู่ตามธรรมชาติ โดยตัวอย่างเทพเจ้าอียิปต์โบราณที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโลก และการปกครองโลกหลังความตาย มีดังนี้

  • เทพอามอน (Amon/Amun/Amen) จอมราชันแห่งปวงเทพ :เป็นเทพสูงสุดของทวยเทพทั้งปวง เป็รเทพแห่งสุริยะและสายลม และเป็นมหาเทพที่มีวิหารใหญ่โตที่สุด นั่นคือ มหาวิหารคาร์นักและวิหารอาบูซิมเบล ซึ่งได้รับการเคารพในอาณาจักรโบราณ จนไปถึงดินแดนเอธิโอเปีย นิวเบีย ลิเบีย และปาเลสไตน์

    • เทพเจ้ารา (Ra/Re) เทพแห่งความเป็นอมตะ :มีศีรษะเป็นเหยี่ยว มีสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์อยู่เหนือศีรษะถือเป็นสุริยะเทพหรือเทพแห่งดวงอาทิตย์ และเป็นเหมือนตัวแทนแห่งการฟื้นคืนชีพ เสมือนพระอาทิตย์ที่ขึ้นใหม่ทุกเช้า
    • เทพเจ้าโอซิริส (Osiris) เทพแห่งแม่น้ำไนล์ :รูปร่างเป็นนก ถือแส้และคฑาหัวขอ เป็นผู้พิพากษาดวงวิญญาณมนุษย์หลังความตายว่าใครจะได้ไปสวรรค์ โดยวิธีการพิพากษาคือจะนำหัวใจของผู้จายที่อยู่ในร่างมัมมี่มาชั่งบนตาชั่งเทียบกับขนนก หากหัวใจเบากกว่าขนนก ถือว่าคนนั้นเป็นคนดีสมควรได้ขึ้นสวรรค์ หรือฟื้นคืนชีพเกิดใหม่ในดินแดนที่ชีวิตเป็นนิรันดร์
    • เทพีไอซิส (Isis) เทพีแห่งเวทมนตร์ : รูปร่างเป็นผู้หญิง สวมหมวกเป็นรูปบัลลังก์ (มีทั้งรูปเก้าอี้บัลลังก์บนศีรษะ บ้างก็เป็นวงกลมคือดวงอาทิตย์อยู่กลางเขาวัว) เป็นเทพีผู้ปกป้องกษัตริย์อียิปต์ อละพระโอรส “ฮอรัส” เปรียบเสมือนเทพีแห่งมารดาผู้มีพลังในการเยียวยา
    • เทพเจ้าอนูบิส (Anubis) เทพแห่งความตาย เจ้าแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ : ศีรษะเป็นหมาในสีดำ ร่างกายเป็นมนุษย์ผู้ชาย เป็นเทพองค์แรกที่จะได้พบหลังความตาย คอยต้อนรับผู้ตาย และปกป้องร่างกายไม่ให้เน่าเปื่อย ก่อนที่จะส่งร่างนั้นให้เทพไอซิส ซึ่งจะพาร่างผู้ตายนั่งเรือข้ามแม่น้ำไปสู่ดินแดนมรณะ เพื่อพบกับเทพเจ้าโอซิริส ก่อนจะพิพากษาว่าวิญญาณนั้นจะได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่
    • เทพเจ้าฮอรัส (Horus) เทพเจ้าแห่งท้องฟ้า :ศีรษะเป็นเหยี่ยว ร่างกายเป็นมนุษย์ผู้ชาย ดวงตาซ้ายคือดวงสุริยะ ดวงตาขวาคือดวงจันทร์ เทพเจ้าฮอรัสเป็นตัวแทนของฟาโรห์ มีความเชื่อว่าเป็นผู้กอบกู้อาณาจักรอียิป์จากอธรรมในยุคเทพเจ้าปกครอง
    • เทพีฮาเธอร์ (Hathor) เทพีแห่งความรัก ความเป็นแม่ ศิลปะและดนตรี : รูปร่างเป็นผู้หญิง บนศีรษะมีเขาวัวและดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง (คล้ายเทพีไอซิส) เป็นเทพแห่งการเจริญพันธุ์ และการให้กำเนิด รวมทั้งสุขภสพ ความงาม โดยมีนักบวชที่บูชาเทพฮาเธอร์มีทั้งนักบวชชายและหญฺง มีงานเทศกาลต่างๆ ที่เฉลิมฉลองเพื่อบูชาเทพฮาเธอร์ อีกทั้งยังเป็นเทพผู้คุ้มครองฟาโรห์
  • ความเชื่อเกี่ยวกับโลกหลังความตาย ทำให้มีการสร้างพีระมิดเพื่อใช้เป็นสุสานเก็บศพการรักษาศพด้วยการทำมัมมี่ และการเขียนคัมภีร์ของคนตาย เพื่อใส่ไว้ในที่ฝังศพอีกด้วย

สถาปัตยกรรมและประติมากรรม

  • พีระมิด ใช้เป็นสุสานเก็บศพ โดยพีระมิดที่สำคัญ ได้แก่ พีระมิดขั้นบันได (Step pyramid), พีระมิดแห่งคูฟู หรืออีกชื่อหนึ่ง มหาพีระมิดแห่งกีซ่า (The Great Pyramid of Giza)
  • วิหารบูชาเทพเจ้า ที่โด่งดัง คือ วิหารอาบูซิมเบล (Abu simbel) วิหารคาร์นัค (Karnak) และวิหารลักซอร์ (Luxor)
  • สฟิงซ์ รูปแกะสลักแบบลอยตัวที่เชื่อว่าเป็นสัตว์ในตำนานลักษณะมีหัวเป็นมนุษย์ มีร่างกายเป็นสิงโต รูปปั้นสฟิงซ์ที่โด่งดัง คือ มหาสฟิงซ์แห่งกีซ่า (Great Sphinx of Giza)

ภาษาและวรรณกรรม

ชาวอียิปต์โบราณเริ่มมีการประดิษฐ์อักษรตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยแบ่งตัวอักษรได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้

  • อักษรไฮเออโรกลีฟ (Hieroglyphs) คือ อักษรสัญลักษณ์ภาพต่าง ๆ ที่ใช้แทนเสียงพยัญชนะ คำ และแนวคิด ใช้สัญลักษณ์ภาพแทนสัตว์ สิ่งของ หรือบุคคล เพื่อสื่อความหมาย มักถูกใช้ในงานศิลปะ ศาสนา และพิธีกรรม เช่น บันทึกประวัติศาสตร์ คำอธิษฐาน หรือคาถาต่าง ๆ เช่น คัมภีร์มรณะ (Book of the Dead) ซึ่งมีบทสวดและคาถาสำหรับการนำทางวิญญาณไปสู่ชีวิตหลังความตาย
  • อักษรไฮเออแรติก (Hieratic)คือ ตัวอักษรที่ถูกพัฒนามาจากอักษรไฮเออโรกลีฟ ใช้สำหรับการเขียนบนกระดาษปาปิรุส (Papyrus) หรือการจดบันทึกที่ไม่เป็นทางการ
  • อักษรดีมอติก (Demotic) คือ อักษรที่ถูกพัฒนาให้เขียนได้เร็วขึ้นอีกขั้น ใช้กันแพร่หลายในช่วงปลายอียิปต์โบราณ โดยใช้สำหรับการเขียนเอกสารทางธุรกิจ กฎหมาย และเรื่องทั่วไป

การแพทย์และวิทยาศาสตร์

  • คิดค้นวิธีการเก็บรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยหรือที่เรียกกันว่าการทำมัมมี่
  • รู้จักการทำปฏิทินโดยยึดหลักสุริยคติ1 ปีมี 12 เดือน (เดือนละ 30 วัน) ที่เหลือ 5 วันกำหนดให้เป็นวันสำคัญช่วงปลายปี รวมไปถึงการกำหนดฤดูที่กำหนดให้ 1 ปีมี 3 ฤดู ฤดูละ 4 เดือน เริ่มจากฤดูน้ำท่วม, ฤดูเพาะปลูกหรือไถหว่าน และฤดูเก็บเกี่ยว (The Period of Harvesting)

คณิตศาสตร์

  • สามารถคำนวณพื้นที่ของรูปทรงเรขาคณิตได้หลายประเภท เช่น พื้นที่สามเหลี่ยม, สี่เหลี่ยมคางหมู และวงกลม

มาทดสอบความรู้กัน

หลังจากทำความรู้จักกับอารยธรรมอียิปต์กันไปแล้ว มาทดสอบความรู้กันดีกว่าค่ะ วันนี้พี่แป้งมีแบบฝึกหัดมาให้น้องๆ ลองทำกันถึง 2 ข้อ ด้วยกัน ถ้าพร้อมแล้วลงมือทำได้เลย!

ข้อใดเป็นความสำเร็จของผลงานด้านศิลปกรรมของอียิปต์โบราณ (ตัวอย่างแนวข้อสอบสังคมศึกษา)

1. วิหารเทพเจ้า สวนลอยฟ้า ภาพแกะสลักนูนต่ำ

2. สฟิงซ์ คัมภีร์มรณะ กระดาษปาปิรุส

3. อักษรฟินิเชียน พีระมิด ซิกกูแรต

4. อักษรเฮียโรกลิฟฟิค รูปปั้นสุริเทพ ภาพวาดโอซิริส


พีระมิดในอารยธรรมอียิปต์สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด (ตัวอย่างแนวข้อสอบสังคมศึกษา)

1. ใช้เป็นศาสนสถาน, ใช้เป็นสถานที่เก็บพระศพฟาโรห์

2. แสดงถึงความเชื่อในเรื่องการฟื้นคืนชีพ, แสดงถึงอำนาจและความมั่นคงของอาณาจักร

3. ใช้เป็นสถานที่เก็บพระศพฟาโรห์, แสดงถึงความเชื่อในเรื่องการฟื้นคืนชีพ

4. แสดงถึงอำนาจและความมั่นคงของอาณาจักร, ใช้เป็นศาสนสถาน

น้องๆ ชาว Dek-D คิดว่าแต่ละข้อตอบอะไรบ้าง มาคอมเมนต์คำตอบด้านล่างได้เลย!

สำหรับคอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ วิชาสังคมบทความต่อไปจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ฝากติดตามกันด้วยนะคะ ถ้าน้อง ๆ มีประเด็นที่น่าสนใจ หรือความรู้จากวิชาอะไร ที่อยากให้นำมาเล่า หรือแจกทริคการจำ ก็สามารถคอมเมนต์เอาไว้ด้านล่างได้เลย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...