โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดอลลาร์อ่อนค่า จากความกังวลสงครามการค้า ระหว่างสหรัฐกับจีน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ต.ค. 2568 เวลา 12.22 น. • เผยแพร่ 17 ต.ค. 2568 เวลา 12.20 น.
REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ดอลลาร์อ่อนค่าจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ขณะที่นักลงทุนยังจับตาสถานการณ์ชัตดาวน์หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐอย่างใกล้ชิด คาดเฟดลดดอกเบี้ยในเดือนต.ค.นี้อีก 0.25%

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 6-10 ตุลาคม 2568 ค่าเงินบาทปิดตลาดเช้าวันอังคาร (14/10) ที่ระดับ 32.54/55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (10/10) ที่ระดับ 32.71/72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเปิดตลาดเช้าวันอังคาร (14/10) แข็งค่าแตะระดับ 99.28 โดยได้รับแรงหนุนหลังจากสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐเปิดเผยกับ Fox Business Network ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงมีกำหนดพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน นอกรอบการประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ช่วงสิ้นเดือนนี้ หลังจากทั้งสองฝ่ายมีการสื่อสารกันอย่างจริงจังและสามารถลดความตึงเครียดทางการค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

เบสเซนต์ระบุเพิ่มเติมว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี และมาตรการภาษี 100% ที่ทรัมป์เคยประกาศอาจไม่จำเป็นต้องดำเนินการ โดยเจ้าหน้าที่จากทั้งสองประเทศจะหารือกันนอกรอบการประชุมประจำปีของธนาคารโลก และ IMF ที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้ ข่าวดังกล่าวช่วยคลายความวิตกของนักลงทุน หลังจากจีนประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายากเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ซึ่งทรัมป์ตอบโต้ด้วยการประกาศเก็บภาษี 100% สำหรับสินค้าจีนทั้งหมด และจำกัดการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญ โดยจะเริ่มบังคับใช้วันที่ 1 พ.ย.

จับตาสถานการณ์ชัตดาวน์

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาสถานการณ์ชัตดาวน์หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐอย่างใกล้ชิด ซึ่งยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันจะสามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการผ่านร่างงบประมาณชั่วคราว โดยล่าสุดมีรายงานว่า รัฐบาลทรัมป์ได้เลิกจ้างพนักงานจำนวนหลายสิบคนที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ซึ่งรวมถึงนักระบาดวิทยาและนักวิทยาศาสตร์อาวุโส

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางของสหรัฐมีคำสั่งชั่วคราวในวันพุธ (15/10) ห้ามรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เลิกจ้างพนักงานของรัฐ ท่ามกลางภาวะปิดหน่วยงานของรัฐบาลหรือชัตดาวน์ที่ยังคงดำเนินอยู่

อีกทั้งเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยเมื่อวานนี้ (15/10) ว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐ หรือชัตดาวน์ที่ดำเนินมาแล้วสองสัปดาห์ อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐสูญเสียผลผลิตสูงสุดถึงสัปดาห์ะ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยข้อมูลดังกล่าวแก้ไขข้อมูลก่อนหน้านี้ของ สก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐ ที่ประเมินความเสียหายสูงสุดไว้ถึงวันละ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ค่าเงินบาทได้รับแรงหนุนจากสัญญาณทองคำตลาดนิวยอร์กที่ปิดพุ่งขึ้นกวา 3% ทะลุระดับ 4,100 ดอลลาร์/ออนซ์ เป็นครั้งแรก โดยได้ปัจจัยหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ขณะเดียวกันถ้อยแถลงของประธานเฟดได้แสดงถึงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากมาตรการภาษีทางการค้าและอัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักลงทุนที่เฟดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้

โดยพาวเวลล์กล่าวถึงท่าทีล่าสุดของเฟดเกี่ยวกับการใช้นโยบาย “คุมเข้มเชิงปริมาณ” (Quantitative Tightening) หรือ QT ซึ่งเป็นกระบวนการลดการถือครองสินทรัพย์ในงบดุลของเฟดที่มีมูลค่ามากกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ แม้ไม่ได้ระบุวันที่แน่ชัดว่ามาตรการ QT จะสิ้นสุดเมื่อใด แต่พาวเวลล์กล่าวว่า ขณะนี้มีสัญญาณบ่งชี้ว่าเฟดใกล้บรรลุเป้าหมายของการมีทุนสำรองเพียงพอสำหรับธนาคารต่าง ๆ แต่เขาไม่ได้ส่งสัญญาณใด ๆ เกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว

คาดเฟดลดดอกเบี้ยต.ค.นี้อีก 0.25%

ซึ่งมุมมองดังกล่าวทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ เพื่อพยุงเศรษฐกิจและตลาดแรงงานภายในประเทศโดยนักลงทุนให้น้ำหนัก 98% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนนี้ และให้น้ำหนักเต็ม 100% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมเดือน ธ.ค.

นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยดัชนีภาคการผลิต และให้น้ำหนักเต็ม 100% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมเดือน ธ.ค. นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) พุ่งขึ้นสู่ระดับ +10.7 ในเดือน ต.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -1.8 จากระดับ -8.7 ในเดือน ก.ย. โดยดัชนีอยู่ในระดับสูงกว่า 0 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะขยายตัวของภาคการผลิตในนิวยอร์ก

สำหรับปัจจัยภายในประเทศในวันอังคาร (14/10) กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (15/10) เพื่อพิจารณาการปรับแผนและเป้าหมายในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณช่วงไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2569(ต.ค.-ธ.ค. 68) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงการทำงาน 4 เดือนของรัฐบาลให้เติบโตได้อย่างมีศักยภาพมากขึ้น

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เตรียมนัดประชุมหารือความร่วมมือนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 21 ต.ค.นี้ โดยประเด็นที่จะมีการหารือเกี่ยวกับมาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐ และสงครามการค้า, มาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและแก้ปัญหาหนี้ผู้ประกอบการ SMEs และความกังวลที่มีต่อปัญหาเงินบาทแข็งค่า

ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.42-32.82 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (17/10) ที่ระดับ 32.65/67 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันอังคาร(14/10) ที่ระดับ 1.1567/68 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (10/10) ที่ระดับ 1.1573/74 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทางด้านนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส เซบาสเตียน เลอกอร์นู ได้ประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งประกอบด้วยทั้งบุคคลหน้าเก่าและหน้าใหม่ รวม 34 คน โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมืองและเร่งผลักดันร่างงบประมาณปี 2569 ให้ผ่านรัฐสภา หลังจากเขาได้รับการแต่งตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งเพียงไม่กี่วันหลังลาออก

โดยรัฐบาลชุดนี้ต้องเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายค้านที่เตรียมลงมติไม่ไว้วางใจ และต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากพรรคสังคมนิยม ซึ่งยังไม่แสดงจุดยืนชัดเจน

ทั้งนี้ เลอกอร์นู ยืนยันว่ารัฐบาลจะลดการขาดดุลงบประมาณปีหน้าให้อยู่ที่ 4.75% ของ GDP แม้จะสูงกว่าระดับเป้าหมายเดิม และยังต้องจับตาท่าทีต่อข้อเสนอของพรรคสังคมนิยมเกี่ยวกับการปฏิรูประบบบำนาญและการจัดเก็บภาษีจากมหาเศรษฐี ซึ่งอาจเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลเสียงข้างน้อยชุดนี้

นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติของเยอรมนีเปิดเผยในวันนี้ (14/10) ว่า อัตราเงินเฟ้อหรือดัชนีราคาผู้บริโภคที่ปรับให้สอดคล้องกับประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรป (HICP) ในเดือน ก.ย. ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 2.4% ตรงตามตัวเลขประมาณการเบื้องต้น สำหรับดัชนี HICP ของเยอรมนีในเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 2.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1540-1.1728 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (17/10) ที่ระดับ 1.1701/03 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

เงินเยนแข็งค่า

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันอังคาร (14/10) ที่ระดับ 152.43/44 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (10/10) ที่ระดับ 152.73/74 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดร่วงลงกว่า 2% ในวันนี้ (14/10) จากแรงเทขายของนักลงทุนที่เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองในญี่ปุ่น หลังพรรคโคเมโตะประกาศถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรค LDP ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของซานาเอะ ทาคาอิจิ

ขณะเดียวกัน ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น กดดันหุ้นกลุ่มส่งออกอย่างหนัก โดยดัชนีนิกเกอิปิดที่ 46,847.32 จุด ลดลง 1,241.48 จุด หรือ -2.58% หุ้นกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า โลหะนอกกลุ่มเหล็กและหลักทรัพย์นำการปรับตัวลง นอกจากนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนยังผลักดันให้นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย โดยราคาทองคำในญี่ปุ่นพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 22,463 เยนต่อกรัม ทะลุระดับ 22,000 เยนเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์

นอกจากนี้ในวันพฤหัสบดี (16/10) นาโออิ ทามูระ กรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะกรรมการสายเหยี่ยว ออกมาเรียกร้องให้ BOJ เดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เข้าใกล้ระดับที่เป็นกลางต่อเศรษฐกิจ (Neutral Interest Rate) มากขึ้น เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยท่าทีล่าสุดของทามูระยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้ว่า เขาจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของญี่ปุ่นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับปัจจุบันที่ 0.5% เป็น 0.75% อีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 29-30 ต.ค.นี้ หลังจากที่เคยเสนอแนวทางดังกล่าวมาแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จในการประชุมเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

โดยทามูระระบุว่า เมื่อพิจารณาจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่ทั้งด้านบวกและลบ BOJ จึงยังไม่จำเป็นต้องรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปสู่ระดับทีจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจในทันที ทั้งนี้ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 149.39-152.61 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (17/10) ที่ระดับ 149.76/79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดอลลาร์อ่อนค่า จากความกังวลสงครามการค้า ระหว่างสหรัฐกับจีน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...