Materialists หนังรักที่พูดกับยุคสมัย 2025 ด้วยคำถามถึง ‘การให้คุณค่า’ ในความรัก เพราะถึงแม้ความสัมพันธ์คือการลงทุน แต่มนุษย์ก็ไม่ใช่สินค้า และรักแท้ก็ซื้อหากันไม่ได้
*มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์
“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”
แท็กไลน์ข้างต้นไม่ใช่โฆษณาที่เราอยากชี้ชวนให้ลงทุนอย่างใด แต่มันเป็นประโยคแรกที่เด้งเข้ามาในหัวเราหลังจากหนังเรื่อง Materialists จบลง
Materialists คือผลงานเรื่องที่สองของผู้กำกับหนังอินดี้หญิงรุ่นใหม่ไฟแรงชาวแคนาเดียน-เกาหลี Celine Song ผู้เคยพาหนังของเธอเข้าชิงออสการ์มาแล้วถึงสองสาขาจาก Past Lives เมื่อปี 2023 และนั่นทำให้เราดีใจที่ได้ยินว่าในที่สุดก็มีคนที่ยังยืนหยัดทำหนังโรแมนติกอย่างจริงจังในยุคนี้บ้างเสียที เพราะจะว่าไปแล้ว หนังรักดีๆ เหมือนว่าได้ห่างหายไปนานในท้องตลาดมาตั้งแต่ปี 1990s จนถึงช่วงต้น 2000s ซึ่งนับว่าเป็นยุคที่หนังรักเฟื่องฟูมากที่สุดยุคหนึ่ง
ยอมรับว่าหากดูแค่หน้าตา Materialists อาจให้ความรู้สึกเหมือนว่ามันเป็นหนังโรแมนติกทั่วไป ที่ออกจะ Cliche หน่อยๆ ด้วยซ้ำ กับเรื่องราวของนางเอกสาวผู้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีชีวิตสวยๆ แบบนิวยอร์กเกอร์ตัวแม่ตัวมัม แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่งเธอก็ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกใครดีระหว่างพระเอก-หนุ่มที่มีต้นทุนเป็นแค่ความรักแท้ แต่ไส้แห้ง กับพระรอง-หนุ่มที่มีต้นทุนเป็นจำนวนเงินในบัญชี แต่ไม่มีความรัก ที่สุดท้ายแล้วเธอก็ตัดสินใจเลือกรักแท้ แถมก็โชคดีมากด้วยที่รักแท้ยังรอเธออยู่ไม่ยอมไปไหน ลงเอยด้วยพระเอกนางเอกยอมกัดฟัน (หรืออาจจะกัดก้อนเกลือ) นั่งรถบุโรทั่งไปด้วยกันจนแก่เฒ่า (เห้อ!)
เส้นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักหนังโรแมนติกของ Materialists ข้างต้นนี้เองที่หลอกเราสนิท ตรงที่มันเป็นตั้งใจจะให้ความ Cliche ทำหน้าที่เสียดสีและท้าทายความ Cliche ในตัวมันเอง ด้วยการเปิดประเด็นเรื่อง ‘ความรัก’ สิ่งที่มนุษย์โหยหาปรารถนามากที่สุด แต่กลับไม่มีใครกล้าที่จะพูดถึงมันตรงๆ เพราะกลัวจะดูพึ่งพามันมากเกินไป หรือไม่ก็กลัวว่าจะดูไม่เท่ ไม่เป็นคนยุคใหม่ ทั้งที่จริงๆ มันเป็นความปรารถนาพื้นฐานของมนุษย์ที่อยากจะรักและอยากถูกรักด้วยกันทั้งนั้น เรื่องความรักยังเป็นปัญหาโลกแตกที่อยู่คู่กับมวลมนุษยชาติตลอดมา และอาจจะตลอดกาล แล้ว Materialists ก็พูดกับยุคสมัย 2025 ได้เป็นอย่างดีตรงที่ ไอ้หนทางกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะได้ความรักความสัมพันธ์มาครอบครองนั้น พวกเขาต้องยอมลงทุน ยอมเสี่ยง และต้องยอมเเลกอะไรไปมากมายแค่ไหนกัน จากค่านิยมของการหาคู่และการเดต
“การเดตคือการลงทุน มันมีทั้งความเสี่ยง เหนื่อยยาก ผิดหวัง เจ็บปวด แต่ความรักไม่ใช่แบบนั้น มันแทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย” คำพูดตอนหนึ่งของลูซี่ - นางเอกในเรื่องผู้ทำงานอยู่ในบริษัทแม่สื่อมืออาชีพชั้นนำบอก และนั่นทำให้เรากลับมาคิดแล้วคิดอีกว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงเหรอ?
เมื่อเราอยู่ในโลกทุนนิยมที่ทุกอย่างถูกทำให้กลายเป็น ‘สินค้า’ ที่ซื้อหาได้ไปเสียหมด ทุกอย่างต้องคิดคำนวนได้หมดว่าเป็นต้นทุนเท่าไร กำไรแค่ไหน ขาดทุนหรือเปล่า คุ้มค่าที่จะลงทุนไหม แม้แต่ตัวเราเองที่เป็นมนุษย์ แม้แต่เรื่องความสัมพันธ์ และแม้แต่ความรักเองก็เป็นเช่นนั้น
เราต่างถูกผลักให้เข้าไปอยู่ใน ‘ตลาด’ อะไรสักอย่างของการซื้อขาย รอให้ใครสักคนมาเลือกหยิบใส่ตระกร้า คอยเช็กว่าเราจะถูกใครสักคนติ๊กถูก เพราะตรงตาม ‘เช็กลิสต์’ ของเขาบ้างไหม เพื่อที่จะได้รีบขายตัวเองออกไป ไม่งั้นเราจะกลายเป็นแค่สินค้าบูดๆ ที่รอวันหมดอายุบนชั้นวาง และลงเอยที่ ‘ไม่มีใครเอา’
ตัวละครสาวโสดวัย 39 อย่างโซฟี คือตัวอย่างที่อธิบายความชอกช้ำของการเป็นคนที่ไม่ถูกเลือกสักทีเหล่านี้ได้ดีที่สุดแล้ว ด้วยการที่หนังหยิบยกเรื่องอำนาจของ ‘Biological Clock’ หรือนาฬิกาชีวภาพของผู้หญิงขึ้นมาเสียดสีอย่างเจ็บแสบ เพราะยิ่งนับวันนาฬิกานี้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความรู้สึกกดดันที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะต้องการการถูกเลือกมากเท่านั้น ซึ่งหลายๆ ครั้ง พอเสียงนาฬิกากดดันมากเข้า ก็อาจจะทำให้ผู้หญิงตกอยู่ในสถานะ ‘ผู้ถูกเลือก’ มากกว่าจะมีโอกาสได้เป็นฝ่ายเลือกมากเท่าที่ควร
และยิ่ง Demand สวนทางกับ Supply มากเท่าไร นั่นทำให้เราทุกคนที่ถูกผลัก หรือผลักตัวเองเข้าสู่ตลาดของการมองหาความรักความสัมพันธ์ ต่างปราถนาที่จะเป็น และครอบครอง ‘ม้ายูนิคอร์น’ หรือ ‘ปลาหมึกแถวบน’ (สิ่งที่ใช้อธิบายคนที่เพอร์เฟ็กต์มากๆ แบบแทบหาที่ติไม่ได้ และอยู่ใน Tier สูงสุดของวงการหาคู่) ให้ได้ เพื่อที่จะได้มีโอกาสเลือกและถูกเลือกได้มากกว่า สิ่งนี้เองที่สะท้อนว่าไม่ว่าจะยุคสมัยใด ตั้งแต่ยุคมนุษย์ถ้ำจนถึงยุคสมัยใหม่ปี 2025 มนุษย์ต่างยังพยายามมองหาและให้ค่ากับ ‘ความสมบูรณ์แบบ’ กันอย่างมากมายอยู่ดี โดยเฉพาะกับความสมบูรณ์แบบภายนอก ส่วนสูง หน้าตา สีผิว ไปจนถึงมองหาความสมบูรณ์แบบของทรัพยากร เช่นรายได้ (ก่อนและหลังหักภาษี) เงินในบัญชี จำนวนบัตรเครดิต และทรัพย์สินต่างๆ
แต่เพราะว่าสุดท้ายแล้ว มนุษย์ที่มีคุณภาพ กับความรักและความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ส่ิงของที่จะสามารถมานั่งคำนวนกำไรขาดทุนหรือซื้อหากันได้ง่ายอย่างนั้น การเร่งเร้าให้ใครสักคนรีบออกไปจากชั้นวางของความเป็นโสด อาจเป็นการผลักไสไปเจอเข้ากับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว สิ่งที่สูญเสียไปอาจยิ่งกว่าขาดทุนทางการเงิน แต่มันคือการ 'ขาดทุนทางใจ' ย่อยยับไปตลอดกาล จนถึงขั้นติดลบแบบที่ก็ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าจะกู้คืนทุนเหล่านั้นกลับมาได้ หากต้นทุนที่ว่าหมายถึง ‘ทั้งชีวิต’ ของเราเอง
หนังจึงได้ตั้งคำถามกับเราว่า ถ้างั้นเเล้วคนเราแต่งงานกันไปทำไม หากวันหนึ่งความรักอาจแปรเปลี่ยนเป็นความชัง ความเหม็นขี้หน้ากัน ทุกอย่างที่ลงทุนไปทั้งหมดจะไม่กลายเป็นความขาดทุนเหรอ และสุดท้ายแล้วถ้าความรักความสัมพันธ์คือการลงทุน มัน ‘คุ้มค่า’ แค่ไหนที่เราจะเสี่ยง?
มีบทพูดหลายๆ ตอนในหนังเรื่องนี้พูดถึงคำว่า ‘Valuable’ ที่หมายถึง ‘มีคุณค่า’ ซึ่งบางทีมันอาจจะช่วยให้เรานิยามคำว่า ‘คุ้มค่า’ เหล่านี้ได้เหมือนกัน เริ่มจากถามตัวเองว่าในความสัมพันธ์นี้ เราให้คุณค่ากับอะไรมากที่สุด ความรัก ความซื่อสัตย์ ความสบายใจ การมองเห็นตัวตน การยอมรับในตัวตนนั้น การยอมรับในความบกพร่องไม่สมบูรณ์แบบหรือความห่วยแตกไม่ได้เรื่อง ฯลฯ หรือแม้แต่คุณค่าภายนอกอย่างเรื่องเงินทอง บ้าน รถ ที่ดิน สมบัติ หรือคุณค่าอย่างเรื่องเซ็กซ์ ก็นับว่าเป็นคุณค่าเช่นเดียวกัน โดยที่คุณค่านั้นก็อาจไม่จำเป็นด้วยว่ามันต้องหมายถึงดีหรือร้าย เป็นความสุขหรือความทุกข์ อีกทั้งคุณค่าที่แต่ละคนให้ก็ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรวัดเดียวกันมาตัดสินด้วย
และหากความสัมพันธ์ที่มีช่วยเติมเติมไอ้คุณค่านั้นของกันและกันได้ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร นั่นอาจหมายถึงความ ‘คุ้มค่ากับการลงทุน’ ก็เป็นได้
เเต่ก็อย่าลืมว่าการลงทุนในความรักไม่เหมือนกับการลงทุนในสิ่งของอย่างอื่น เพราะความรักอาจไม่ต้องการ Logic ไม่ต้องอาศัยเหตุผล และมันสามารถงี่เง่าเหลวไหลสิ้นดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ อย่างที่ผู้กำกับ Celine Song เคยบอกไว้ว่า “Love makes fool of all of us - ความรักทำให้เราต่างกลายเป็นคนโง่เขลา” แถมมันยังไม่ได้การันตีอีกว่าแค่พราะใครรวยกว่า มีอำนาจที่ควบคุมทุกอย่างบนโลกได้มากกว่า หรือแม้เเต่เป็นยูนิคอร์น จะสามารถเจอะเจอความรักอย่างที่ต้องการได้มากกว่าด้วย
สำหรับคำถามที่ว่า ‘ความรักคุ้มค่าแค่ไหนที่จะเสี่ยงลงทุน’ เราต้องขออภัยจริงๆ หากตอบไม่ได้ เพราะมันอาจเป็นสิ่งที่เราแต่ละคนต้องไปหาคำตอบกันในแบบของตัวเอง …ด้วยตัวเองเท่านั้น
บทความต้นฉบับได้ที่ : Materialists หนังรักที่พูดกับยุคสมัย 2025 ด้วยคำถามถึง ‘การให้คุณค่า’ ในความรัก เพราะถึงแม้ความสัมพันธ์คือการลงทุน แต่มนุษย์ก็ไม่ใช่สินค้า และรักแท้ก็ซื้อหากันไม่ได้
บทความที่เกี่ยวข้อง
- แนวคำถามสุดงงของนักข่าวต่อ ‘ญดา นริลญา’ หลังเปิดตัวว่าชอบผู้หญิง สะท้อนความน่าอึดอัดในอุตสาหกรรม ที่คาดหวังให้นักแสดงขายเพศสภาพเพื่อเสิร์ฟคนดู ราวกับฝีมือการแสดงจะถูกหักล้างแค่เพราะรสนิยมทางเพศไม่ถูกใจบางคน
- Miley Cyrus กับการเป็นคนดังคนแรก ที่ปรากฏตัวในแคมเปญของ Maison Margiela จากเดิมที่แบรนด์ที่ไม่เคยต้องการมี ‘ใบหน้า’
- Chloe Malle ผู้รับไม้ต่อจาก Anna Wintour หัวหน้ากองบรรณาธิการ Vogue คนใหม่ ที่ขอทำงานหนักด้วยความสามารถ แม้จะเป็น Nepo Baby
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com