ภาพเก่าเล่าตำนาน : โจเซฟ เกิบเบลส์... ผู้เสมือนมือซ้ายของฮิตเลอร์
เราจะโกหกตลอดไป…ไม่ต้องไปสนใจอะไรทั้งนั้น…
มีคำถามจากผู้คนทั้งหลายว่า…ก่อนสงครามโลกครั้งที่2 ทำไมชาวเยอรมันนับล้าน โดยเฉพาะเด็กหนุ่มทั้งหลายที่มุ่งเข้าสู่กองทัพ–จับปืน จึงยอมศิโรราบ“เชื่อง” ต่อคำสั่งของฮิตเลอร์ผู้กระหายหิวในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวนับล้านคน
ใคร คือ ผู้บงการ สร้าง“ความชั่วร้าย” ได้อย่างอัศจรรย์
พอล โจเซฟ เกิบเบลส์(Paul Joseph Goebbels) เกิดเมื่อวันที่29 ตุลาคม พ.ศ.2440 ในเมืองRheydt ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมทางตอนใต้ของมึนเชน ใกล้เมืองดุสเซลดอฟ เยอรมนี
พ่อแม่ของเขานับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ที่มีพื้นฐานครอบครัวค่อนข้างเรียบง่าย พ่อชื่อFritz เป็นเสมียนโรงงานชาวเยอรมัน แม่ชื่อKatharina Maria ให้กำเนิดในหมู่บ้านชาวดัตช์ใกล้กับชายแดนประเทศเยอรมนี มีพี่น้อง5 คน
เมื่อโตขึ้น เด็กชายเกิบเบลส์ ทำทุกอย่างเพื่อปกปิดว่า“เป็นยิว”
วัยเด็ก…ป่วยบ่อย เคยปอดอักเสบเป็นเวลานาน มีเท้าขวาที่ผิดรูปซึ่งหันเข้าด้านใน ร่างกายผอมแห้ง ก่อนเริ่มเรียนโรงเรียนมัธยมเข้ารับการผ่าตัดแต่ไม่เป็นผล ต้องสวมเครื่องช่วยพยุงโลหะและรองเท้าพิเศษเนื่องจากขาที่สั้นลงและเดินกะเผลก เขาถูกปฏิเสธไม่ให้เข้ารับราชการทหารในสงครามโลกครั้งที่1 เนื่องจากความผิดปกติของร่างกาย
จิตใจถูกกดทับ กลายเป็นคนมีปมด้อย เก็บกด ต้องการเอาชนะกับอุปสรรคในชีวิต หันไปเรียนวิชาอักษรศาสตร์ วรรณคดี ประวัติศาสตร์เยอรมัน ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต(ป.เอก) สาขาอักษรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กในปี พ.ศ.2464
ในระหว่างเรียนหนังสือ เขาเป็นนักเรียนอันดับต้นๆ ของชั้นเรียนและมักได้รับเกียรติให้ขึ้นกล่าวในโอกาสสำคัญต่างๆ เสมอ
เยอรมนีแพ้สงครามสงครามโลกครั้งที่1 ชาวเยอรมันทั้งหลายแทบจะกลายเป็นทาส ต้องทำงานหนักเพื่อชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่อังกฤษ ฝรั่งเศส
พ.ศ.2467 เกิบเบลส์เข้าร่วมพรรคนาซี ทำงานร่วมกับ เกรเกอร์ สตราเซอร์ ทางตอนเหนือ โดยความรู้ทางอักษรศาสตร์ หลงใหล สนใจอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และลัทธินาซี ซึ่งในเวลานั้นฮิตเลอร์กำลังถูกดำเนินคดีข้อหากบฏ(ฮิตเลอร์ล้มเหลวในการพยายามยึดอำนาจเมื่อวันที่8-9 พฤศจิกายน พ.ศ.2466)
การพิจารณาคดีในศาล…เป็นที่สนใจของชาวเยอรมัน เพราะสิ่งที่ฮิตเลอร์ทำจะเป็นการทำให้เยอรมันหลุดพ้นจากการกดขี่ของอังกฤษ ฝรั่งเศส ฮิตเลอร์กลายเป็นขวัญใจชาวเยอรมันในฐานะนักสู้
(จากคำพิพากษา…ฮิตเลอร์ถูกตัดสินจำคุก5 ปี แต่ได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่20 ธันวาคม พ.ศ.2467 ติดคุกเพียง1 ปี เพราะผู้คุมคุกคดี อัยการ ศาล ศรัทธาในอุดมการณ์ของฮิตเลอร์)
ปลายปี พ.ศ.2467 เกิบเบลส์เสนอตัวต่อ คาร์ล คอฟมันน์ ซึ่งเป็นหัวหน้าเขตของพรรคนาซี ของเขตไรน์–รูห์ร ทางตอนเหนือของเยอรมนี ซึ่งจ้างเขาให้ทำงานในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์และทำงานเลขานุการในสำนักงานพรรคประจำภูมิภาค เขายังได้รับเลือกให้ทำงานเป็นผู้บรรยายและตัวแทนของพรรคในโอกาสต่างๆ
เขากลายเป็นผู้จัดการธุรกิจและเป็นบรรณาธิการของวารสารรายปักษ์ รอบรู้ข้อมูล มุ่งมั่นรวบรวมความคิดเห็นของสมาชิกของพรรคนาซีทางตอนเหนือ
เกิบเบลส์ มุ่งมั่นในตัวฮิตเลอร์ที่กำลังก้าวทะยานขึ้นมาเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวเยอรมันที่จะ“ปลดแอก” จากการเป็นหนี้อังกฤษ ฝรั่งเศส เห็นช่องทางที่จะใช้“การใช้โฆษณาชวนเชื่อ” เป็นอาวุธเพื่อพรรคนาซีมีพลังอำนาจ
พ.ศ.2476 หลังจากที่ฮิตเลอร์นำพรรคนาซีเข้ามามีอำนาจปกครองประเทศ ฮิตเลอร์สั่งจัดตั้งกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อ
เกิบเบลส์ที่ทุ่มเทให้พรรคนาซีมาตลอด ได้เป็นรัฐมนตรีตามความฝัน ได้รับมอบให้ควบคุมสื่อ ข่าว ข้อมูลในประเทศเบ็ดเสร็จ
เขาเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการใช้สื่อวิทยุและภาพยนตร์เพื่อจุดประสงค์ในการโฆษณา สร้างความเชื่อ ปลูกฝังอุดมการณ์ ประเด็นหลัก คือ ชาตินิยม เหยียดเคียดแค้น–ต่อต้านชาวยิว ปลุกปั่น ยุยงให้โจมตีชาวยิว สร้างขวัญกำลังใจให้ทหารและครอบครัว
เนื้อหาสาระทั้งหมด คือ การโกหก หลอกลวง ยุยง เสี้ยม
10 พฤษภาคม พ.ศ.2476 เขาจัดฉากการเผาหนังสือของชาวยิวครั้งใหญ่ในกรุงเบอร์ลิน นักศึกษามหาวิทยาลัยที่คลั่งชาติเป็นแนวร่วม เผา ทำลายผลงานของชาวยิว… ผู้แต่งหนังสือเหล่านั้นถูกขึ้นบัญชีดำ เป็นกิจกรรมฮือฮาสนั่นเมือง
ด้วยตำแหน่งหน้าที่ เขาเป็นนักการเมืองนาซี เป็นGauleiter (ผู้นำเขต) ของเบอร์ลินและหัวหน้านักโฆษณาชวนเชื่อของพรรคนาซี ชาวเยอรมันส่วนใหญ่คล้อยตาม เชื่อมั่น
นักประวัติศาสตร์บันทึกว่า…สุนทรพจน์ของเขา“ทรงพลัง” เป็นข้อความที่ประดิษฐ์ขึ้นอย่างพิถีพิถันเกี่ยวกับความเหนือกว่าของชนชาติเยอรมัน เขาคือผู้ควบคุมเครื่องจักรโฆษณาชวนเชื่อของนาซี…
ใครที่ได้ฟังสุนทรพจน์ของเขา… ต้องอยากจะฆ่าชาวยิว
ก่อนสงคราม และระหว่างสงครามโลกครั้งที่2 เขาเป็นหนึ่งในสาวกที่ใกล้ชิดที่สุดและอุทิศตนมากที่สุดของฮิตเลอร์ ทำหน้าที่ในการเตรียมสุนทรพจน์อันทรงพลัง กำหนดแผนปรากฏตัวของฮิตเลอร์
ที่ชัดเจนที่สุด คือ จัดการซักซ้อมท่าทางของจอมเผด็จการ ฝึกทักษะในการพูดในที่สาธารณะที่จะต้องร้อนแรงทุกครั้ง
ฮิตเลอร์ทำตามแผนทุกอย่าง มีรัฐมนตรีคู่ใจเป็นคนเขียนสุนทรพจน์แฝงเร้นความเกลียดชังในสุนทรพจน์ที่“บาดใจ” ด้วยความแค้นเคือง ยิ่งแรงเท่าไหร่ยิ่งถูกใจชาวเยอรมัน
เขามีสติปัญญาเฉียบคม มีสายตาเฉียบแหลม มีพรสวรรค์ในการปราศรัยและไหวพริบในการแสดงละคร การฉวยโอกาสเสมอ มีแนวคิดสุดโต่ง จิตใจสกปรก กระหายต่ออำนาจที่ไม่รู้จักพอ
เนื้อหาการทำงาน โฆษณา ยังปลุกเร้าความเป็น“ชาวอารยัน” ผมสีทองตาสีฟ้า ฉลาด สูงส่ง เหนือกว่ามนุษย์ทั้งหลายในโลก ชาวยิวต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ต่ำต้อยกว่ามนุษย์ทั้งหลายในโลก ทำเอาชาวเยอรมันปลื้ม มีความภาคภูมิใจ พร้อมที่จะพลีชีพเพื่อดินแดน
กระทรวงโฆษณาชวนเชื่อมุ่งมั่นควบคุมข่าว ข้อมูลในเยอรมนี สร้าง ผลิตข่าวขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว
สัญชาตญาณดั้งเดิมที่ไร้ยางอาย เป็นผู้ก่อกวนที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มีพรสวรรค์ในการทำให้ฝ่ายตรงข้ามเจ็บปวด ใส่ร้าย ดูหมิ่น ไม่ลดละ
ย้อนไปในปี พ.ศ.2486 ก่อนฮิตเลอร์ประกาศสงคราม…เกิบเบลส์คนนี้แหละที่คิดคำว่า“สงครามเบ็ดเสร็จ” (Total War) ผลักดันดันฮิตเลอร์ให้ทำ“สงครามเบ็ดเสร็จ” รวมถึงการปิดธุรกิจที่ไม่จำเป็นต่อการทำสงคราม เกณฑ์ผู้หญิงเข้าสู่กำลังแรงงาน เกณฑ์ผู้ชายให้เข้าสู่กองทัพ
(สงครามเบ็ดเสร็จ คือ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า ประชาชน นักเรียนนักศึกษาผู้หญิง ต้องเข้าร่วมการทำสงคราม: ผู้เขียน)
หนังสือพิมพ์ทั้งหมดถูกควบคุมโดยรัฐบาลและพิมพ์ได้เฉพาะเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อระบอบการปกครองของนาซีเท่านั้น
วิทยุที่เรียกว่า“เครื่องรับของประชาชน” ขายถูกมากเพื่อให้ชาวเยอรมันส่วนใหญ่สามารถซื้อได้ การกระจายเสียงของวิทยุทั้งหมดถูกควบคุมโดยกระทรวง
พวกนาซียังนำชุดวิทยุพร้อมลำโพงไปวางไว้ตามสถานที่ต่างๆ เช่น ร้านกาแฟ โรงงาน จัตุรัสกลางเมือง และหัวมุมถนน เพื่อให้ทุกคนได้ยินข้อความของนาซี
เกิบเบลส์กำหนดแนวคิดทางการเมืองของเขาให้ตรงกับฮิตเลอร์ พลังการโฆษณาชวนเชื่อ ปลุกระดม ได้ผล มีพลังมหาศาล ถึงแม้กองทัพเยอรมันจะสูญเสียหนักจากความดื้อรั้น ความเขลาของฮิตเลอร์…ทหารทั้งหลายก็ยินดีทำตาม
แผนการรบของฮิตเลอร์ที่แสนจะโง่เขลาเบาปัญญา ทำให้ทหารเยอรมันตายนับล้านแบบไม่สมเหตุสมผล นายทหารนาซีหลายกลุ่มวางแผนลอบสังหารฮิตเลอร์หลายครั้ง แต่รอดมาได้
หน่วยข่าวลับ หน่วยล่าสังหาร ทำงานล่าสังหารชาวยิวเยี่ยงสัตว์ป่า ทหารเยอรมันสังหารเด็ก ผู้หญิง ชาวยิว โดยการจับเข้าห้องอบก๊าซพิษตายนับล้านคนแบบเลือดเย็น
พ่อมดแห่งการโกหก ไร้ยางอาย พลิกโฉมการโฆษณาเพื่อประโยชน์แห่งตน เพื่อฮิตเลอร์ แบบไม่สนใจใครทั้งสิ้น คิด–ผลิต–ใช้คำขวัญที่จับใจ ออกแบบโปสเตอร์รวมถึงการใช้ตัวพิมพ์ขนาดใหญ่ ใช้หมึกสีแดง–ดำ และส่วนหัวที่คลุมเครือซึ่งกระตุ้นให้ผู้อ่านตรวจสอบ เร้าใจผู้พบเห็น
ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงโฆษณา เขากลายเป็นโค้ชให้ฮิตเลอร์ฝึกฝน ทักษะการพูดในที่สาธารณะ จัดการเดินขบวนและการร้องเพลงตามพิธี และสถานที่ต่างๆ
เป็นเจ้าของแนวคิดในการประดับประดาพื้นที่ด้วย ป้าย ธง เป็นนักจิตวิทยามวลชนและแกนนำของฝ่ายพลเรือนของพรรคนาซี
ทุกคำพูด ลีลา ต้องกระแทกอารมณ์สูงสุด จะวางแผนกล่าวสุนทรพจน์ล่วงหน้าอย่างพิถีพิถัน ใช้ลำโพง เปลวไฟ และการเดินขบวนเพื่อดึงดูดความสนใจก่อนกล่าวสุนทรพจน์
ก็ใช่ว่าการทำงานจะราบรื่นไปเสียหมด คำขวัญ คำกล่าวสุนทรพจน์ของเขาเอง มีสมาชิกพรรคคัดค้านเห็นว่า“โกหกเกิน” ก็ไม่น้อย
หน้าที่หลักคือ สร้างบรรยากาศแห่งความกลัวและความเกลียดชังเพิ่มความเป็นชาตินิยมแบบตกขอบ ไม่สนใจ“ความจริง” และเป็นนักฉวยโอกาส ตลอดมา
9 พฤศจิกายน พ.ศ.2481 หลังจากการลอบสังหารนักการทูตชาวเยอรมันโดยนักศึกษาชาวยิวในกรุงปารีส เกิบเบลส์ฉวยโอกาสเรียกร้องให้มี“การเดินขบวนโดยธรรมชาติ” เพื่อต่อต้านชาวยิว
เกิดการสังหารหมู่ที่รู้จักกันในชื่อKristallnacht ชาวเยอรมันคร่าชีวิตชาวยิวไป91 คน เผาศาสนสถานชาวยิวมากกว่า900 แห่ง ทำลายธุรกิจชาวยิวเกือบ7,000 แห่ง และทำให้ชายชาวยิว30,000 คนถูกเนรเทศไปยังค่ายกักกัน
ทั้งหมดเกิดจากการ“ปลุกระดม” ที่ได้ผลงดงาม ชาวเยอรมันถูกหล่อหลอม ห่อหุ้มด้วยข่าวสาร ข้อมูลที่ถูกผลิตขึ้นโดยรัฐมนตรี
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปีศาจตนนี้เขียนบทความและสุนทรพจน์ปลุกใจชาวเยอรมันจำนวนนับไม่ถ้วน
เมื่อวันที่18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2486 (ระหว่างสงครามโลกครั้งที่2) เกิบเบลส์ ไปกล่าวสุนทรพจน์ที่โด่งดังที่สุดของเขา สุนทรพจน์Sportpalast หรือTotal War กระตุ้นให้ชาวเยอรมันต่อสู้ต่อไปแม้ว่ากองทัพเยอรมันกำลังสูญเสียอย่างหนัก
เป็นการโกหก หลอกลวง ระดับชาติ
ชาวเยอรมันที่“ไม่รู้เรื่อง” คิดว่าตนกำลังจะชนะสงคราม ในขณะที่ความจริงคือ กองทัพสัมพันธมิตร และกองทัพโซเวียตกำลังบุกเข้าปิดล้อมกรุงเบอร์ลิน
ช่วงปลายสงคราม ฮิตเลอร์ที่มัวเมาบ้าคลั่ง ถึงกับแต่งตั้งเขาให้เป็นขุนศึกดูแลแนวรบในประเทศ เสมือนนายพลผู้มีอำนาจเต็ม มีอำนาจที่กว้างขวาง
ที่สุดในการเคลื่อนย้ายและสั่งการประชากรพลเรือน พยายามสั่งการกองทัพที่สิ้นหวัง เพราะทหารหนีทัพ
30 เมษายน พ.ศ.2488 ฮิตเลอร์ชิงฆ่าตัวตายพร้อมภรรยา ก่อนตายฮิตเลอร์ทำพินัยกรรมแต่งตั้งเกิบเบลส์เป็นนายกรัฐมนตรีของจักรวรรดิไรซ์
1 พฤษภาคม พ.ศ.2488 กรุงเบอร์ลินถูกปิดล้อม ถึงแก่อวสาน
เกิบเบลส์และแม็กดา ภรรยาของเขา วางยาพิษให้ลูกทั้ง6 ของเขาแล้วฆ่าตัวตาย…ด้วยความช่วยเหลือจากหน่วยข่าวลับSS
ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เกิบเบลส์ประกาศว่า“เราจะลงไปในประวัติศาสตร์ในฐานะรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และในฐานะอาชญากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”
สังคมใดมีคนเยี่ยงนี้เพียงคนเดียว และดันมีอำนาจล้น มันคือความหายนะของบ้านเมือง ที่เยอรมันประสบมาแล้ว…
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก