ร้านเล่ากับหนทางรอดของร้านหนังสืออิสระ 2023 [BrighterBee | Build a Biz | Indie Bookseller ]
เมื่อเดือนเมษายนวนมาอีกครั้ง นั่นหมายถึงช่วงเวลาช้อปปิงหนังสือของเหล่านักอ่านในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เช่นทุกปี ดูเหมือนว่าแม้แต่ในยุคที่การอ่านเป็นเรื่องง่ายขึ้นจากการที่มีทั้งอีบุ๊กและช่องทางการเข้าถึงหนังสือมากมายในหลายรูปแบบ อุตสาหกรรมหนังสือเล่มก็ยังคงดำเนินอยู่ได้ และจากปริมาณคนที่เดินกันขวักไขว่ในงาน น่าจะอยู่ได้อย่างดีด้วย
แต่การเปลี่ยนแปลงทุกวันนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดไม่ถึงเสมอ เราจะเชื่อสิ่งที่ตาเห็นได้จริงหรือ
ใครไหนจะรู้จักสถานการณ์ดีเท่าเจ้าของกิจการร้านหนังสือเอง วันนี้ BrighterBee จึงขอพาทุกท่านมาพูดคุยกับคุณจ๋ากรองทอง สุดประเสริฐ เจ้าของร้านเล่า ร้านหนังสืออิสระที่อยู่คู่เชียงใหม่และนักอ่านชาวไทยมากว่า 23 ปี
นอกจากเป็นร้านขายหนังสือแล้ว ร้านเล่ายังเป็นพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมของนักเขียนและนักอ่าน และงานศิลปะแขนงอื่น ๆ อีกด้วย คุณจ๋าที่คลุกคลีอยู่กับวงการนักเขียน นักอ่าน และยังเป็นนักอ่านและนักขายหนังสือเองได้ข้ามผ่านปัญหาของวงการหนังสือมาหลายระลอกพูดถึงความเปลี่ยนแปลงในวงการหนังสือและผลกระทบกับเราว่า
“ร้านหนังสือยังไม่ค่อยเห็นผลกระทบของอีบุ๊กชัดเจน เพราะพี่ว่าโดยวัฒนธรรมของบ้านเรา คนยังคุ้นเคยกับหนังสือที่เป็นกระดาษอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่โซเชียลส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่เป็นตัวกลางอย่างร้านหนังสือคือเรื่องของการที่นักอ่านเข้าถึงช่องทางของการซื้อหนังสือได้หลากหลาย และสามารถซื้อหนังสือได้โดยตรงจากผู้ขายเป็นต้นสายของธุรกิจอย่างสำนักพิมพ์เอง”
สิ่งที่สำนักพิมพ์สามารถทำได้และร้านหนังสือทำไม่ได้เท่ากันคือการลดราคา เพราะราคาที่ส่วนสำนักพิมพ์หรือบริษัทจัดจำหน่ายแบ่งให้ ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มมานั้น เป็นส่วนหนึ่งของค่าบริหารจัดการที่ทำให้ร้านหนังสือยังคงยืนระยะอยู่ได้
“หลัง ๆ นักอ่านก็เข้าใจตรงนี้มากขึ้น ว่าระบบโครงสร้างมันทำให้ธุรกิจหนังสือเติบโตไปแบบนั้น ก็จะมีน้อยมากที่มาถามว่าลดได้ไหม”
แต่เมื่อถามว่าหนังสือแพงขึ้นจริงไหม ตามเสียงบ่นของคนในวงการช่วงนี้ คุณจ๋าก็เห็นด้วยว่าแพงขึ้นจริง
“มันอาจจะเป็นด้วยค่าครองชีพหรือต้นทุนอะไรต่าง ๆ ที่สูงขึ้น แต่ก็ยังมีบางสำนักพิมพ์ที่พยายามคงราคาให้เป็นมาตรฐานอยู่ เพราะเดี๋ยวนี้หนังสือออกมาในหลายกลุ่ม มีทั้งหนังสือเพื่อการสะสมที่เค้าจะทำให้สวย ให้ดี ให้ราคาสูงไปเลย และหนังสือทั่วไปที่ยังคงราคากลาง ๆ แต่ด้วยความที่อะไร ๆ ก็ราคาสูงขึ้น หนังสือก็จะราคาเพิ่มขึ้นจาก 200-250 เป็น 300 ประมาณนี้ค่ะ”
ในยุคที่ทุกธุรกิจโดนดิสรัป คุณจ๋าบอกว่าร้านหนังสือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่โดนผลกระทบค่อนข้างมาก แต่ด้วยความที่เป็นธุรกิจขนาดกระทัดรัด เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาถึงจึงปรับตัวได้ง่ายกว่า ตอนนี้ที่ร้านเล่ามีเพียงคุณจ๋าที่รับหน้าที่เกือบทุกอย่างในร้าน และน้องพาร์ทไทม์เพียง 1 คนเท่านั้น
เครือข่ายความสัมพันธ์กับสำนักพิมพ์และบริษัทจัดจำหน่าย รวมถึงแม้กระทั่งผู้ให้เช่าตึกที่ตั้งร้านก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงกิจการร้านเล่าในช่วงธุรกิจซบเซาอย่างช่วงโควิดที่ผ่านมาเช่นกัน
และด้วยความที่เธอไม่ได้มองกำไรเป็นตัวเงินอย่างเดียวและมีรายได้อื่นนอกจากหนังสือเข้ามาช่วยเสริม
“ตัวเงินก็สำคัญ แต่สิ่งอื่น ๆ ที่เป็นตัวเสริม อย่างเช่น เรายังมีความสุขดีไหมกับการทำงานในแต่ละวัน และเราก็ยังนำรายได้ส่วนอื่นจากการทำร้านหนังสือ เช่นการทำผลิตภัณฑ์ของตัวเอง มาเสริมตรงนี้ด้วย”
หากใครอยากเปิดร้านอิสระเล็ก ๆ ของตัวเอง คุณจ๋าก็แนะนำมาว่า “เปิดเลย” แต่ควรมีอะไรขายควบคู่กันไปด้วย
“พี่อยากให้ใช้เวลานิดนึง เพราะร้านหนังสืออิสระก็เหมือนหาคู่เนาะ ถ้าร้านเรามีบุคลิกที่ชัดเจน ตรงตามความต้องการ สักวันเราจะเจอคู่ที่เป็นกลุ่มลูกค้าของเรา พี่คิดว่ามันจะไปได้เพราะด้วยขนาดกระทัดรัดและช่องทางการขายทั้งออนไลน์และหน้าร้านที่ค่อนข้างสะดวก”
คุณจ๋าเชื่อว่า ในอนาคตธุรกิจร้านหนังสืออิสระจะคึกคักขึ้นอีก สังเกตจากมีหลายร้านเปิดตัวขึ้นในเมืองเชียงใหม่หลังช่วงโควิด “และอย่างที่บอกว่าเมื่อเราเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น เราก็จะเจอกลุ่มลูกค้าของเราเอง”
รับชมบทสัมภาษณ์เต็มได้ใน BrighterBee | Build a Biz | Indie Bookseller ได้ที่
ติดตามเชนอื่น ๆ และคอนเทนต์ที่คัดสรรค์มาเพื่อคุณได้ที่
Facebook: BrighterBee
YouTube: BrighterBee
Line: @brighterbee
IG: brighterbee_official
Tiktok : Brighterbee