เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เจ้าหญิงนักกฎหมาย ใช้ปรัชญาแก้ปัญหายาเสพติด โครงการร้อยใจรักษ์ ตามรอย “ดอยตุง”
1 ในโครงการที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพ และขัตติยมานะ ในฐานะนักกฎหมาย และด้านการพัฒนา มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นทาง ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเพพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ตั้งแต่ดำรงพระอิสริยยศ “พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา”
คือโครงการ “ร้อยใจรักษ์” พื้นที่การพัฒนา ที่ได้รับโจทย์ จากพระองค์ท่านว่า การพัฒนาก็คือ “การพัฒนาชุมชนกึ่งเมืองกึ่งป่า ไม่ใช่โจทย์ป่าสงวน ไม่ใช่พื้นที่เกษตรกรรม แต่ เป็นชุมชนที่มีความเจริญทางวัตถุ บวกกับพื้นที่การเกษตร และมีคนรวยคนจน”
มากไปกว่านั้นคือ โครงการร้อยใจรักษ์ บนพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยเมืองงาม ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 37,119 ไร่ 4 หมู่บ้านหลัก 20 หมู่บ้านย่อย มีประชากรอาศัยในพื้นที่ประมาณ 1,132 ครัวเรือน 4,709 คน เคยเป็นพื้นที่ ที่มีคดียาเสพติดรายใหญ่ของภาคเหนือ
พระราชดำรัส “ร้อยใจรักษ์-ร้อยใจทุกคน”
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณสิริพัชร มหาวัชิรราชธิดา เสด็จในพื้นที่ร้อยใจรักษ์ 10 ครั้ง โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามการดำเนินโครงการร้อยใจรักษ์ ในช่วงปีแรกของการพัฒนาโครงการ ทรงมีพระราชดำรัส ซึ่งทรงอธิบายให้คณะอนุกรรมการดำเนินงานระดับพื้นที่ โครงการร้อยใจรักษ์ เข้าใจถึงที่มาที่ไปของโครงการ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2561
กระแสพระราชดำรัส ความตอนหนึ่ง ว่า “ในระหว่างการดำเนินการ ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับคดีและพื้นที่หลายอย่างจาก การทำงานกับทีมกองบัญชาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ซึ่งทำงานอย่างเข้มข้นเพื่อให้ดำเนินคดีอย่างแน่นหนาและเป็นธรรม แต่คนอื่นที่เหลือ ในพื้นที่จะทำอย่างไรต่อ เป็นคำถามสำคัญที่จะต้องหาทางแก้ปัญหาให้คนเหล่านี้ด้วย”
“เป็นที่รู้กันว่าในพื้นที่มีปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดทั้งผู้เสพ ผู้ค้ารายใหญ่ รายย่อย ปัญหามีมานานและเรื้อรัง ผู้ค้ารายใหญ่และรายย่อยได้ถูกดำเนินการโดยกฎหมายแล้ว แต่ถ้าไม่ได้ทำการป้องกันหรือดำเนินการด้านอื่นในพื้นที่เลย ก็จะมีผู้ร้ายใหม่ๆ เกิดขึ้นมา ถ้าหากใช้การปราบปรามอย่างเดียวอาจสร้างความไม่ไว้วางใจ และสร้างความต่อต้านและเกลียดชังต่อเจ้าหน้าที่ได้ ซึ่งจะทำให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก”
“การปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่อาจไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องในระยะยาวและ ไม่สามารถเรียกคืนศักดิ์ศรีของชาวบ้านกลับคืนมาได้ ปัญหาเรื่องปากท้อง การศึกษา ที่ยังคงมีอยู่ในพื้นที่จะกลายเป็นปัจจัยหนุนให้ชาวบ้านหวนกลับไปเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติดอีกครั้ง เพราะสามารถหาเงินได้มากกว่าการประกอบอาชีพสุจริต ตราบเท่าที่ไม่สร้างให้เกิดศักดิ์ศรีขึ้นในชุมชน และสังคมภายนอกยอมรับชาวบ้าน ห้วยส้าน”
บังคับใช้กฎหมาย-ปราบปราม-พัฒนา ไปด้วยกัน
พระราชกระแสรับสั่ง ใจความสำคัญอีกตอน ระบุว่า “จึงคุยกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในการประชุมของ UNODC ที่กรุงเวียนนา เพื่อนำการพัฒนาเข้ามาแก้ไขรากฐานของปัญหา และดูว่ากฎหมายและการพัฒนา จะเดินไปคู่กันได้อย่างไรบ้าง เมื่อห้ามไม่ให้ทำผิดกฎหมาย จะให้เขาทำอะไร จึงเกิดโครงการร้อยใจรักษ์ เพื่อร้อยใจทุกคนเข้ามาร่วมกัน ร้อยใจเพื่อความเจริญ ของชุมชน และสังคม โดยไม่เพียงชาวบ้านเท่านั้นแต่หมายถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย”
มีคำถามที่โดนถามบ่อยว่าช่วยคนค้ายาทำไม คำตอบคือ น้ำกิน น้ำใช้ และอาชีพ เป็นสิทธิพื้นฐานที่คนไทยทุกคนควรมี เราจะไม่ให้น้ำกินน้ำใช้เขาหรือ เขาไม่ใช่คนไทยหรือ ตรงนี้ต้องแยกให้ถูกว่าคนทำผิด ก็ต้องจัดการตามกฎหมาย
“ส่วนคนอื่น เราก็ต้องทำพัฒนาไปด้วย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะไม่บังคับใช้กฎหมาย และไม่ได้หมายความว่าเราไม่ป้องกันและปราบปราม แต่ต้องมาช่วยกันหาว่า การบังคับใช้กฎหมาย การปราบปราม และการพัฒนา มันจะไปด้วยกันได้อย่างไร ร้อยใจรักษ์จึงได้เริ่มต้น ด้วยการที่คุณชาย (ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล) เข้ามาหยั่งเสียงในพื้นที่ก่อน ตอนนั้น เรายังไม่ได้เข้ามาเพราะคดีของนายเล่าต๋ายังไม่เสร็จ เมื่อคดีเสร็จแล้วเราจึงเข้ามา”
ก่อนก่อตั้ง…โครงการร้อยใจรักษ์
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณสิริพัชร มหาวัชิรราชธิดา เสด็จในพื้นที่ร้อยใจรักษ์ ครั้งแรก วันที่ 27 มกราคม 2561 และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามการดำเนินโครงการร้อยใจรักษ์ ครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2565 โดยการเสด็จฯ แต่ละครั้งเพื่อเสริมสร้างกำลังใจและให้โจทย์แก่ชุมชนและผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นกรอบแนวทางกิจกรรมพัฒนาในปีนั้น ๆ
ครั้งแรก ขณะที่เสด็จฯ ขณะดำรงพระอิสริยยศ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาฯ เมื่อ วันที่ 27 มกราคม 2561 ไปยังสำนักงานชั่วคราวมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทอดพระเนตรสภาพพื้นที่จริงทางวิดีทัศน์โดรน หลังจากมูลนิธิฯ ร่วมกับภาคีดำเนินโครงการฯ
ในคราวเดียวกันนี้ ทรงสำรวจพื้นที่ เพื่อหาศักยภาพการพัฒนาตามภูมิสังคม 2 เดือน และเสด็จฯ ไปเยี่ยมชมภายในสำนักงานชั่วคราว ทรงพระปฏิสันถารและทรงสนทนากับประชาชนบ้านห้วยส้าน ประกอบด้วย ผู้นำศาสนา คณะกรรมการหมู่บ้าน กลุ่มแม่บ้าน ผู้แทนชาวบ้านที่ไปศึกษาดูงานโครงการพัฒนาดอยตุงฯ และพื้นที่อื่น ๆ และกลุ่มเยาวชน นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย ผู้แทนกองทัพบก ปลัดอำเภอ และเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม และเจ้าหน้าที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ
ทรงรับฟังการดำเนินงาน ปัญหา และความต้องการในแต่ละมิติการพัฒนา คือ ระบบน้ำ การส่งเสริมอาชีพ การท่องเที่ยว การศึกษา การออกกำลังกายของชุมชน ที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และความสัมพันธ์กับภาครัฐ ซึ่งในอดีต ชาวบ้านและภาครัฐมีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นไว้ใจ
ระหว่างการประชุมและฟังการรายงานจากเจ้าหน้าที่ ทรงมีพระดำรัสกับชาวบ้าน ตอนหนึ่งว่า “เรามาที่นี่ เราก็อยากให้ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมือนกัน ที่นี่สวย มีแม่น้ำ มีวัฒนธรรมชนเผ่า ต้องมาดูว่าเราอยากทำอะไร เช่น อยากจะแสดงเอกลักษณ์ชนเผ่า อยากให้คนมาชมธรรมชาติ อยากให้มาชมการเกษตรที่ดี อยากให้มาชมวัฒนธรรม อะไรที่ทำให้คนอยากมาเที่ยว มาถ่ายรูป ต้องช่วยกันคิด”
“เรื่องน้ำ เรื่องอาชีพการเกษตร หรือเลี้ยงหมู หรือเลี้ยงอะไรก็แล้วแต่ก็ต้องช่วยกันคิด ผู้หญิงทำการฝีมือสวยไหม ทำงานศิลปะดีไหม ผู้ชายมีเอกลักษณ์อะไร ใครจะอยากเข้ามาเที่ยว สมัยนี้คนชอบถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก (Facebook) ลงอินสตาแกรม (Instagram) ลองคิดว่าคนอยากจะมาทำอะไร อยากมาเห็นอะไร มาวิ่ง มาขี่จักรยาน เราก็มาช่วยกันวางแผน ทำไปทีละขั้น”
ขอสัญญาเจอกันด้วยรอยยิ้ม ไม่อยากเจอกันที่ศาล
ทรงมีพระดำรัส ตอนหนึ่งอีกว่า“ขอให้วันนี้เป็นวันแห่งคำมั่นสัญญาระหว่างเรา ขอให้ทุกคนละทิ้งอดีตที่คนนอกมองว่าเราเป็นคนไม่ดี ก้าวต่อไปข้างหน้าร่วมกันอย่างยั่งยืน และไม่กลับไปทำผิดกฎหมายอีก เรื่องยาไม่เอาแล้วนะ เรื่องผิดกฎหมายไม่เอาแล้วนะ เจอกันด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ มิตรภาพ เราไม่อยากเจอกันที่ศาล**
จากนั้นไม่นาน อีก 3 เดือนถัดมา เสด็จฯ พื้นที่โครงการร้อยใจรักษ์ อีกครั้ง วันที่ 4 เมษายน 2561 ทรงเปิดน้ำอุปโภคบริโภค ที่บ้านเมืองงามใต้ ห้วยส้าน และเมืองงามเหนือ ที่ชาวบ้านในพื้นที่ ได้ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนามาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 ทั้งฝายอุปโภคบริโภค 3 ฝาย ถังพักน้ำขนาด 200 ลูกบาศก์เมตร ระบบท่อส่งน้ำ ความยาว 19.3 กิโลเมตร ประทานลูกสุกรและสุกรแม่พันธุ์ รวม 102 ตัว ให้แก่ชาวบ้านยากจน เพื่อนำไปขยายพันธุ์สร้างรายได้เพิ่มเติมให้แก่ครอบครัว
ในครั้งนั้น ทรงมีพระดำรัส ประทานกำลังใจแก้ชาวบ้าน ว่า “ดีใจที่ได้มาพบคนที่ท่าตอนอีกครั้ง และมาครั้งนี้จะมาเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ชาวบ้าน โดยเรื่องน้ำสำคัญที่สุดและจำเป็นสำหรับทุกคน ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เข้าใจดี จึงทำเรื่องน้ำเป็นเรื่องแรก และก็ลุล่วงไปได้ด้วยแรงกายแรงใจของทุกคน พื้นที่ 37,119 ไร่นี้สวยงามมาก ทำอย่างไร จึงจะให้คนมาหยุด มาเที่ยวที่นี่ เหมือนที่ดอยตุง…”
“เมื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว ก็ต้องหาคนซื้อและตลาด พื้นที่นี้ถนนใหญ่ผ่าน เดินทางสะดวก มีหลายเผ่า หลายวัฒนธรรม ทำยังไงให้คนที่ผ่านไปมาแล้ว อยากแวะจอด ซื้อของเรา ซึ่งเรามีแนวคิดมาอวด ให้ชาวบ้านคิดต่อ”
ปัจจุบันนักท่องเที่ยวมองหาสถานที่ “ฉ่ำ ชม ชิม ช้อป แชะ” ทำยังไงให้สะอาด สวยงาม เป็นธรรมชาติ และขายผลิตภัณฑ์ได้ด้วย
“ถ้าชอบความคิดแบบนี้ ก็ให้เอาไปคิดต่อแล้วมาหารือในรายละเอียด ค่อย ๆ สานฝัน ช้า ๆ มั่นคง แต่ต้องซื่อสัตย์ อดทน ขยัน ต่อเนื่อง สามัคคี เรื่องผิดกฎหมายขอให้ไม่มี เรื่องยาไม่เอาแล้ว อยากให้มีหมู่บ้านดี ๆ เจริญ ๆ มีคนมาชื่นชม เราจะร่วมมือกันต่อไป และจะมาเยี่ยมบ่อย ๆ”
ปัญหายาเสพติด ปัญหาคลาสสิกของประเทศไทย
อีก 3 เดือนถัดมาในปีเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณสิริพัชร มหาวัชิรราชธิดา เสด็จฯ พร้อมด้วย หน่วยงานราชการ ที่รับผิดชอบ และเอกชน พร้อมทั้งสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระดำริ ทรงมีพระดำรัสกัยผู้ปฏิบัติงาน มีใจความสำคัญว่า
“…เข้าถึงชุมชนจริงๆ ให้เขามีความรู้สึกเป็นบวก ว่าเรากำลังทำทุกอย่างให้ชีวิตเขาดีขึ้น และเขาก็จะเป็นฮีโร่ที่จะช่วยทำให้ประเทศไทยของเราดีขึ้น มั่นคงขึ้น ในเรื่องของทัศนคติของชุมชนเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่าไม่งั้นเราจะไม่ได้รับความร่วมมืออะไรเลย แล้วก็จะได้ความร่วมมือแบบจอมปลอม พอเจ้าหน้าที่ถอนไป เขาก็จะไม่เอาด้วย ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญว่าทำไมต้องพิจารณากันอย่างละเอียด ต้องค่อย ๆ ขยายอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ให้มันมั่นคงค่ะ”
“…ถ้าไม่พูดถึงปัญหายาเสพติด หมู่บ้านนี้ก็มีปัญหาคลาสสิกของประเทศไทย คือ ปัญหาเรื่องดิน ปัญหาเรื่องน้ำ นี่คือปัญหาคลาสสิกของประเทศไทย ซึ่งยังไงก็ต้องได้รับการแก้ ต่อให้ไม่มียาเสพติดหรือมียาเสพติด อันนั้นเป็นสิทธิของประชาชนไทยที่จะมีน้ำกิน น้ำใช้ มีที่ทำกิน มีอาชีพที่ดีที่มั่นคง ประกอบกับปัญหายาเสพติดตรงนี้ เราน่าจะเริ่มการแก้ไข จึงสำรวจและตกลงกันอย่างที่คุณชาย (ม.ร.ว. ดิศนัดดา ดิศกุล) บอกว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องที่ทำกินเป็นปัญหาสำคัญข้อหนึ่ง ทำให้เขามีรายได้แน่นอน รายได้มันสู้การค้ายาเสพติดไม่ได้หรอก แต่ให้มีรายได้จากการทำงานที่สุจริต และที่สำคัญคือ มีเกียรติมีศักดิ์ศรี เพราะว่าชนเผ่าจะมีความรู้สึกอยู่แล้วว่าเขาโดนดูถูก หรือเขาถูกกีดกันว่าไม่ใช่คนไทยบ้าง เป็นพวกค้ายาเสพติดบ้าง ถ้าเราเปลี่ยนแปลงทัศนคติ แก้ไขตรงนี้ให้เป็นคนที่ีมีความภาคภูมิใจในอาชีพสุจริต และเราให้โอกาสเขาในการทำงานสุจริต มันน่าจะเป็นทางออกที่เป็นไปได้...”
เน้นย้ำเรื่องสุขภาพ ประทานกำลังใจ
ในปีถัด ๆ มา เสด็จฯ ติดตามผลงานการพัฒนาอาชีพชองชาวบ้านในพื้นที่ รับฟังความคืบหน้าด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านการเกษตร ทั้งการปลูกดอกเก๊กฮวย ฟักทอง งานหัตถกรรม ปศุสัตว์ ทรงมีพระปฏิสันถาร ดำรัสเป็นกำลังใจแก่ขาวบ้านแทบทุกครั้ง โดยเน้นย้ำ เรื่องสุขภาพ และการประกอบอาชีพ
“…อยากให้พื้นที่นี่ที่เคยมีการเสพ การค้ารายย่อย รายใหญ่ เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะตั้งแต่เข้าพื้นที่มาครั้งแรก ประชาชนเองก็มีความกังวลใจเรื่องสุขภาพ การไปพบแพทย์ โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพของคนในพื้นที่ เมื่อทรงเห็นว่าสาธารณสุขได้เข้ามาช่วยเหลือแล้วก็จะเป็นกำลังใจที่ดีให้กับคนในพื้นที่ต่อไป”
เชื่อมปรัชญาร้อยใจรักษ์-พัชรสุธาคชานุรักษ์
ทรงเชื่อมโยงการพัฒนาโครงการร้อยใจรักษ์ กับโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ โดยทรงอธิบายกับผู้เฝ้าฯรับเสด็จฯ ว่า “พื้นที่ตรงนี้เป็นชุมชนเมืองและทำการเกษตร ปัญหาเร่งด่วน คือ การสร้างรายได้ โดยต้องจัดการพื้นที่และจัดการด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ พื้นที่ 75 ไร่ เป็นพื้นที่ส่วนกลางเพื่อทำให้ชาวบ้านเห็นตัวอย่างความสำเร็จ โดยมีผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ มาช่วยสนับสนุนองค์ความรู้และหาตลาดรับซื้อ โจทย์ไม่ต่างจากโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์”
“เพราะหัวใจสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ คือ ระบบน้ำ การบริหารจัดการน้ำ และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างมีความเป็นธรรมและทุกคนยอมรับได้ เพื่อให้มีความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจพอเพียง พอมี พอกิน พอใช้ ทุกหน่วยงานต้องช่วยกันและร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นราชการ ชาวบ้าน จึงเป็นการพัฒนาแบบองค์รวม…”
“ต้องปรับใช้ตามบริบทของพื้นที่ พัฒนาตามกฎหมายและความเป็นจริง ที่นี่เป็นตัวอย่างอีกบริบทหนึ่งที่เรียนรู้ได้ ชุมชนให้ยืมพื้นที่ เพราะเขาอยากรู้ และเพื่อให้ได้ความเชื่อใจ ต้องทำให้ดีคนที่นี่ค้าขายเก่ง ต้องชื่นชมคนที่มาทำงานด้วย เพราะเขาเคยจับเงินแสนเงินล้านแต่เสี่ยงถูกจับ จึงเปลี่ยนอาชีพมารับจ้าง ต้องเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อาชีพเกษตรต้องมีคนทำและมีคนขาย จุดนี้ คือ การนำพืชที่เราเคยทำสำเร็จมาทดลอง เสาวรสราคาถูก จึงปรับไปปลูกสายพันธุ์ดี ผลิต แปรรูปคู่กัน ต่อไปอยากให้ชาวบ้านสร้างแบรนด์ รวมกลุ่มทำเอง จึงจะหยุดการค้าและแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ได้”
ต่อมาทรงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา และป้องกันไฟป่า การฟื้นฟูป่า ส่งเสริมการอนุรักษ์ สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และลดปัญหาการเกิดไฟป่าได้ชัดเจน และองค์ความรู้เรื่องเห็ดสายพันธุ์ใหม่ และโครงการอาสาทำดี ติดตามการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว
เสด็จฯ ร้อยใจรักษ์ ครั้งสุดท้าย
ในปลายปี 2565 ช่วงวันที่ 8 ธันวาคม 2565 นับเป็นการเสด็จฯ ทรงงานในพื้นที่ร้อยใจรักษ์ ครั้งสุดท้าย ตามบันทึกของโครงการฯ ระบุว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณสีริพัชร มหาวัชิรราชธิดา เสด็จฯ โครงการร้อยใจรักษ์ ทรงติดตามการดำเนินโครงการ ไปยังหย่อมบ้านฮ้าฮก ทอดพระเนตรโรงเพาะเห็ดของกลุ่มหย่อมบ้านฮ้าฮก และทรงมีพระราชปฏิสันถารกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ชาวบ้านและอาสาทำดี
อาชีพเกษตรไม่ได้จน ไม่เชย
ในครั้งนี้ทรงมีพระดำรัส เกี่ยวกับอาชีพเกษตรกร และปัญหาแรงงานด้านการเกษตร ว่า…“ในประเทศไทยตอนนี้ สินค้าเกษตรต้องหันมาเน้นคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจะเป็นทางเลือกที่ดี และอย่างที่เคยกล่าว ๆ มาว่า ดินต้องถึง น้ำต้องถึง องค์ความรู้ต้องถึง และด้วยปัญหาแรงงานเกษตรที่ลดลง เนื่องจากชาวบ้านหันไปทำอาชีพอื่น ๆ ต้องส่งเสริมให้ชาวบ้านเข้าใจว่าการเกษตรไม่ได้เป็นอาชีพที่จน ไม่เชย เช่น ที่ญี่ปุ่นก็มีเกษตรกรที่มีรายได้สูงมาก มีสินค้าคุณภาพที่ขายได้แพง ๆ มากมาย”
“ในพื้นที่นี้ (ร้อยใจรักษ์) มีพืชแชมเปี้ยน ที่สามารถพัฒนาต่อไปได้ การใช้เทคโนโลยีที่ชาวบ้านสามารถพัฒนาเองได้ ซ่อมเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะลดค่าใช้จ่ายและจะสามารถสร้างอาชีพใหม่ ๆ ได้อีก ที่สำคัญคือ การรวมกลุ่มจะต้องแบ่งผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม สร้างความสามัคคี ก็ขอฝากช่วยกันต่อไป คิดว่าพวกเราทุกคนคงจะเป็นส่วนเติมเต็มของกันและกัน”
โครงการร้อยใจรักษ์ นับว่าเป็นโครงการพัฒนาต้นแบบ ซึ่งดำเนิการตามพระราชกระแสรับสั่งของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณสีริพัชร มหาวัชิรราชธิดา ซึ่งสะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านกฎหมาย และนักพัฒนา แก้ปัญหายาเสพติด ที่ต้นทางอย่างยั่งยืน ตามรอยโครงการดอยตุง ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
Play Roi Jai Rak 2023 revised