“Viva Foresta Farm” พลิกสวนผลไม้สู่ฟาร์มสัตว์แปลก-คาเฟ่ธรรมชาติทำเงินดักดีมานด์ตลาดครอบครัว
ถอดบทเรียนวิศวกรปั้น "Viva Foresta Farm" ฝ่าวิกฤตจมทุน 50 ล้าน พลิกสวนผลไม้ 30 ไร่สู่แหล่งเรียนรู้สัตว์แปลกกว่า 70 ชนิด รับดีมานด์ท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวภาคตะวันออก เผยกรณีศึกษาบทเรียนราคาแพงจากการสูญเสียสัตว์นอกยกล็อต พร้อมกางกลยุทธ์บริหารกระแสเงินสดช่วงวิกฤตด้วยการเฉือนเนื้อขายสินทรัพย์เติมสภาพคล่อง ควบคู่การรีโนเวทคาเฟ่สไตล์ป่าฝนเพื่อดักฐานลูกค้ากลุ่มผู้ใหญ่และวัยรุ่นขยายพอร์ตรายได้ให้มั่นคง
20 มิถุนายน 2569 –นายศุภโชค ตันติพงศ์เกิดสุข ผู้ก่อตั้ง Viva Foresta Farm เปิดเผยถึงแนวคิดและการบริหารจัดการธุรกิจฟาร์มสัตว์แปลกและคาเฟ่ธรรมชาติในจังหวัดจันทบุรี ว่า
เริ่มต้นจากในอดีตตนเองเป็นวิศวกรและเปิดบริษัทที่ปรึกษาก่อสร้างอยู่ที่กรุงเทพฯ เมื่อสะสมเงินทุนได้ก้อนหนึ่งจึงต้องการหาที่ดินทำสวนผลไม้ และได้ตัดสินใจซื้อแปลงที่ดินในจังหวัดจันทบุรี แต่เมื่อเห็นศักยภาพของที่ดินแปลงนี้ จึงเริ่มมองหาช่องทางสร้างรายได้เสริมจากธุรกิจหลัก โดยในตอนแรกตั้งใจจะทำเป็นเพียงคาเฟ่กวาง สังเกตได้จากโลโก้ของฟาร์มที่เป็นรูปกวาง
ในช่วงปีแรกที่เปิดให้บริการ ทางฟาร์มมีสัตว์อยู่ประมาณ 15 ชนิด เนื่องจากตั้งใจให้เป็นจุดถ่ายรูปเช็กอินมากกว่าจะเป็นมินิซู (Mini Zoo) แต่ต่อมาลูกค้าเรียกร้องว่าอยากให้มีสัตว์ที่หลากหลายมากขึ้น ประกอบกับในพื้นที่จังหวัดจันทบุรียังไม่มีฟาร์มในลักษณะนี้ ตนจึงนำกำไรและเงินเก็บมาค่อย ๆ ขยับขยาย จนปัจจุบันมีสัตว์รวมกว่า 70 ชนิด เพื่อตั้งใจให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก ๆ ในพื้นที่
"งบงอก 3 เท่า" ทุ่ม 50 ล้าน ปรับโมเดลรับมือกลุ่มลูกค้าครอบครัว
นายศุภโชค กล่าวต่อไปว่า พื้นที่ฟาร์มทั้งหมดมีจำนวน 30 ไร่ แบ่งเป็นโซนสัตว์สำหรับนักท่องเที่ยวประมาณ 20 ไร่ และอีก 10 ไร่ทำเป็นสวนทุเรียน ในตอนแรกตนตั้งงบประมาณไว้ไม่สูงนัก แต่เมื่อต้องปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของลูกค้า ส่งผลให้นดประมาณบานปลายไปกว่า 3 เท่าตัว หรือคิดเป็นเงินลงทุนรวมประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันตนได้เลิกทำธุรกิจที่กรุงเทพฯ แล้ว และหันมาบริหารที่นี่เป็นรายได้หลักของครอบครัว
โดยรายได้หลักมาจากค่าเข้าชมและโซนคาเฟ่ สำหรับค่าเข้าชมของผู้ใหญ่ปัจจุบันอยู่ที่ 120 บาท (จากเดิมในช่วงเปิดตัว 50 บาท) สัตว์ส่วนใหญ่ในฟาร์มเป็นสัตว์ที่เพาะพันธุ์และเกิดในเมืองไทย ไม่ใช่สัตว์สงวนหรือสัตว์คุ้มครองที่ผิดกฎหมาย ปัจจุบันมีประชากรสัตว์รวมทั้งหมด (ไม่รวมปลาในบ่อ) มากกว่า 500 ตัว
เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักของ Viva Foresta Farm คือกลุ่มเด็กและครอบครัว ทำให้ฟาร์มยังขาดฐานลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ตนกับแฟนจึงปรึกษากันว่าควรปรับโฉมโซนคาเฟ่ใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มอื่นด้วย โดยโซนคาเฟ่ใหม่นี้ออกแบบมาให้ลูกค้าไม่ต้องเสียค่าเข้าชมฟาร์ม เพียงแค่สั่งเครื่องดื่มหรืออาหารก็สามารถเข้ามาสัมผัสกับบรรยากาศน้ำตก ลำธาร และสายหมอกได้ ซึ่งพยายามออกแบบคาเฟ่ให้สอดคล้องไปกับธีมของฟาร์มเพื่อไม่ให้ดูขัดตา โดยตกแต่งในสไตล์ป่าฝน (Rainforest) และมีการเปิดระบบพ่นหมอกทุก ๆ 15 นาที ซึ่งจะมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงหน้าฝนที่มีความชื้นสูง
บทเรียนราคาแพงหลักล้าน สู่วางระบบรักษาความปลอดภัยหนาแน่น
สำหรับความท้าทายในการทำธุรกิจฟาร์มสัตว์แปลก นายศุภโชค ระบุว่า ปัจจุบันฟาร์มเปิดดำเนินการมาได้ 8 ปีแล้ว โดยเปิดตัวเมื่อปี 2561 ในช่วงแรกเคยนำเข้าจิงโจ้และลามะมาเลี้ยง แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว เนื่องจากตอนนั้นจิงโจ้อยู่ได้เพียงสัปดาห์เดียวก็โดนสุนัขจรจัดลักลอบเข้ามาทำร้ายจนเสียชีวิตไป 5 ตัว สูญเงินไปหลักล้านบาท ส่วนลามะที่นำเข้ามา 6 ตัว ก็ล้มป่วยและเสียชีวิตจากสภาพอากาศรวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลที่สูงมาก
“จากบทเรียนเรื่องสุนัขจรจัดในครั้งนั้น เราได้นำมาปรับปรุงคุณภาพระบบรักษาความปลอดภัย โดยเพิ่มความสูงของรั้ว ทำรั้วแน่นหนาถึง 2 ชั้น รวมถึงติดตั้งรั้วไฟฟ้ารอบฟาร์มพื้นที่ 30 ไร่ ซึ่งใช้งบประมาณไปหลายแสนบาท ปัจจุบันผ่านมานานกว่า 7 ปีแล้ว ก็ไม่พบปัญหาเรื่องสัตว์ใหญ่โดนทำร้ายอีกเลย”
ฉือนเนื้อขายสินทรัพย์กทม. ประคองธุรกิจฝ่าวิกฤตโควิด-19
เมื่อถามถึงการเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์โควิด-19 นายศุภโชค ยอมรับว่า ช่วงโควิด-19 ถือเป็นจุดที่หนักหนาที่สุดสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว เพราะฟาร์มเพิ่งเปิดได้ไม่ถึง 2 ปี วิกฤตก็เข้ามา โชคดีที่ไม่ได้กู้ยืมธนาคารมาลงทุนทั้งหมดตั้งแต่ช่วงแรก โดยใช้เงินทุนส่วนตัวประมาณ 30 ล้านบาท และนำทรัพย์สินเข้าธนาคารอีก 20 ล้านบาท ไม่เช่นนั้นธุรกิจอาจโดนยึดไปแล้วเพราะช่วงนั้นไม่มีรายได้เข้ามาหลายเดือน
เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด ตนต้องตัดสินใจขายอสังหาริมทรัพย์และที่ดินบางส่วนในกรุงเทพฯ เพื่อนำเงินมาใช้หนี้และเป็นกระแสเงินสดหมุนเวียนจ่ายเงินเดือนพนักงาน
โดยในช่วงนั้นปิดฟาร์มไปเพียงช่วงสั้น ๆ ประมาณ 3-4 วัน แล้วตัดสินใจเปิดให้บริการต่อเพื่อให้มีรายได้เข้ามาบ้าง แม้จะเป็นหลักร้อยบาทต่อวันก็ตาม หลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ทุกอย่างเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่งำไรที่ได้ส่วนใหญ่ก็นำมาใช้จ่ายในครอบครัวและหมุนเวียนดูแลฟาร์ม ทำให้ถ้าถามว่าคืนทุนหรือยัง คงตอบได้ยาก แต่หากประเมินคร่าว ๆ คือยังไม่คืนทุนทั้งหมด
เปิดสถิติท่องเที่ยว-กลยุทธ์การตลาด 3 จังหวัดภาคตะวันออก
ในด้านการตลาดและการเติบโต นายศุภโชค เปิดเผยว่า ในช่วงที่พีกที่สุดฟาร์มเคยมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการถึง 5,000 คนต่อวัน แต่โดยธรรมชาติของธุรกิจท่องเที่ยว ช่วง 2-3 เดือนแรกกระแสจะแรงเป็นพิเศษเพราะเป็นสิ่งแปลกใหม่ ปัจจุบันช่วง High Season จะอยู่ที่เดือนธันวาคมถึงมกราคม โดยเฉพาะ 'วันเด็กแห่งชาติ' จะเป็นช่วงที่มีผู้คนคึกคักที่สุด ประมาณ 1,000 กว่าคน
ปัจจุบันเน้นทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์ม TikTok และ Facebook โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก คือ ระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อให้คนในพื้นที่เป็นกระบอกเสียงในการบอกต่อ สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มมีสัดส่วนมากขึ้น เช่น รัสเซีย จีน และอินเดีย แต่ปัจจุบันยังไม่เกิน 10%
5 ข้อคิดเตือนสติผู้ประกอบการ SME จากประสบการณ์จริง
จากประสบการณ์ตรงในการฝ่าฟันวิกฤตและอุปสรรคทางธุรกิจ นายศุภโชค ได้ฝากข้อคิดและคำแนะนำในการทำธุรกิจสำหรับ SME ไว้ 5 ประการ ประกอบด้วย:
- อย่าใจใหญ่: พยายามเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ก่อน เมื่อธุรกิจไปได้ดีจึงค่อยขยับขยาย อย่าริเริ่มจากโปรเจกต์ขนาดใหญ่เกินตัว เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดจะแก้ไขได้ลำบาก
- การบริหารคน: อย่าใช้กำลังคนเกินความจำเป็น ต้องวางแผนอัตรากำลังพลให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด
- อย่าเพิ่งรีบร้อน: อย่าเพิ่งชะล่าใจหรือดีใจกับยอดขายในช่วง 3-6 เดือนแรก เพราะนั่นเป็นเพียงช่วงทดลองของใหม่ของผู้บริโภค ให้รอดูทิศทางที่แท้จริงหลังจากผ่านพ้น 1-2 ปีไปแล้ว
- บริหารเงินสดให้ดี: ควรมีเงินสดสำรองไว้สำหรับหมุนเวียนในยามฉุกเฉินเสมอ อย่าทุ่มเงินทุนทั้งหมดไปกับสิ่งปลูกสร้างเพียงอย่างเดียว
- ตรวจสอบราคาและต้นทุน: การทำธุรกิจต้องลงมาเช็กราคาและควบคุมต้นทุนด้วยตัวเองในบางส่วน เพื่อช่วยประหยัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น
ก้าวต่อไปในอนาคต เตรียมต่อยอดบุฟเฟต์ผลไม้และกิจกรรมเอ็กซ์ตรีม
นายศุภโชค กล่าวทิ้งท้ายถึงอนาคตของ Viva Foresta Farm ว่า ในอนาคตอยากปรับปรุงภูมิทัศน์ ให้สวยงามและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนในโซนสวนผลไม้ที่ปลูกทุเรียนไว้ คาดว่าอีกประมาณ 2 ปีจะเริ่มให้ผลผลิต โดยตั้งใจว่าจะเปิดให้ลูกค้าเข้าชมและอาจต่อยอดทำเป็นบุฟเฟต์ผลไม้ รวมถึงเพิ่มกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมอย่างการขับรถ ATV ในอนาคต
“ตอนนี้เราพยายามโฟกัสในการสร้างรากฐานธุรกิจปัจจุบันให้แข็งแรงและมั่นคงที่สุด ก่อนที่จะขยายไปทำสิ่งอื่นเพิ่มเติม” นายศุภโชค กล่าว