โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“Viva Foresta Farm” พลิกสวนผลไม้สู่ฟาร์มสัตว์แปลก-คาเฟ่ธรรมชาติทำเงินดักดีมานด์ตลาดครอบครัว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 มิถุนายน 2569 เวลา 16.44 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ถอดบทเรียนวิศวกรปั้น "Viva Foresta Farm" ฝ่าวิกฤตจมทุน 50 ล้าน พลิกสวนผลไม้ 30 ไร่สู่แหล่งเรียนรู้สัตว์แปลกกว่า 70 ชนิด รับดีมานด์ท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวภาคตะวันออก เผยกรณีศึกษาบทเรียนราคาแพงจากการสูญเสียสัตว์นอกยกล็อต พร้อมกางกลยุทธ์บริหารกระแสเงินสดช่วงวิกฤตด้วยการเฉือนเนื้อขายสินทรัพย์เติมสภาพคล่อง ควบคู่การรีโนเวทคาเฟ่สไตล์ป่าฝนเพื่อดักฐานลูกค้ากลุ่มผู้ใหญ่และวัยรุ่นขยายพอร์ตรายได้ให้มั่นคง

20 มิถุนายน 2569 –นายศุภโชค ตันติพงศ์เกิดสุข ผู้ก่อตั้ง Viva Foresta Farm เปิดเผยถึงแนวคิดและการบริหารจัดการธุรกิจฟาร์มสัตว์แปลกและคาเฟ่ธรรมชาติในจังหวัดจันทบุรี ว่า

เริ่มต้นจากในอดีตตนเองเป็นวิศวกรและเปิดบริษัทที่ปรึกษาก่อสร้างอยู่ที่กรุงเทพฯ เมื่อสะสมเงินทุนได้ก้อนหนึ่งจึงต้องการหาที่ดินทำสวนผลไม้ และได้ตัดสินใจซื้อแปลงที่ดินในจังหวัดจันทบุรี แต่เมื่อเห็นศักยภาพของที่ดินแปลงนี้ จึงเริ่มมองหาช่องทางสร้างรายได้เสริมจากธุรกิจหลัก โดยในตอนแรกตั้งใจจะทำเป็นเพียงคาเฟ่กวาง สังเกตได้จากโลโก้ของฟาร์มที่เป็นรูปกวาง

ในช่วงปีแรกที่เปิดให้บริการ ทางฟาร์มมีสัตว์อยู่ประมาณ 15 ชนิด เนื่องจากตั้งใจให้เป็นจุดถ่ายรูปเช็กอินมากกว่าจะเป็นมินิซู (Mini Zoo) แต่ต่อมาลูกค้าเรียกร้องว่าอยากให้มีสัตว์ที่หลากหลายมากขึ้น ประกอบกับในพื้นที่จังหวัดจันทบุรียังไม่มีฟาร์มในลักษณะนี้ ตนจึงนำกำไรและเงินเก็บมาค่อย ๆ ขยับขยาย จนปัจจุบันมีสัตว์รวมกว่า 70 ชนิด เพื่อตั้งใจให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก ๆ ในพื้นที่

"งบงอก 3 เท่า" ทุ่ม 50 ล้าน ปรับโมเดลรับมือกลุ่มลูกค้าครอบครัว

นายศุภโชค กล่าวต่อไปว่า พื้นที่ฟาร์มทั้งหมดมีจำนวน 30 ไร่ แบ่งเป็นโซนสัตว์สำหรับนักท่องเที่ยวประมาณ 20 ไร่ และอีก 10 ไร่ทำเป็นสวนทุเรียน ในตอนแรกตนตั้งงบประมาณไว้ไม่สูงนัก แต่เมื่อต้องปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของลูกค้า ส่งผลให้นดประมาณบานปลายไปกว่า 3 เท่าตัว หรือคิดเป็นเงินลงทุนรวมประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันตนได้เลิกทำธุรกิจที่กรุงเทพฯ แล้ว และหันมาบริหารที่นี่เป็นรายได้หลักของครอบครัว

โดยรายได้หลักมาจากค่าเข้าชมและโซนคาเฟ่ สำหรับค่าเข้าชมของผู้ใหญ่ปัจจุบันอยู่ที่ 120 บาท (จากเดิมในช่วงเปิดตัว 50 บาท) สัตว์ส่วนใหญ่ในฟาร์มเป็นสัตว์ที่เพาะพันธุ์และเกิดในเมืองไทย ไม่ใช่สัตว์สงวนหรือสัตว์คุ้มครองที่ผิดกฎหมาย ปัจจุบันมีประชากรสัตว์รวมทั้งหมด (ไม่รวมปลาในบ่อ) มากกว่า 500 ตัว

เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักของ Viva Foresta Farm คือกลุ่มเด็กและครอบครัว ทำให้ฟาร์มยังขาดฐานลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ตนกับแฟนจึงปรึกษากันว่าควรปรับโฉมโซนคาเฟ่ใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มอื่นด้วย โดยโซนคาเฟ่ใหม่นี้ออกแบบมาให้ลูกค้าไม่ต้องเสียค่าเข้าชมฟาร์ม เพียงแค่สั่งเครื่องดื่มหรืออาหารก็สามารถเข้ามาสัมผัสกับบรรยากาศน้ำตก ลำธาร และสายหมอกได้ ซึ่งพยายามออกแบบคาเฟ่ให้สอดคล้องไปกับธีมของฟาร์มเพื่อไม่ให้ดูขัดตา โดยตกแต่งในสไตล์ป่าฝน (Rainforest) และมีการเปิดระบบพ่นหมอกทุก ๆ 15 นาที ซึ่งจะมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงหน้าฝนที่มีความชื้นสูง

บทเรียนราคาแพงหลักล้าน สู่วางระบบรักษาความปลอดภัยหนาแน่น

สำหรับความท้าทายในการทำธุรกิจฟาร์มสัตว์แปลก นายศุภโชค ระบุว่า ปัจจุบันฟาร์มเปิดดำเนินการมาได้ 8 ปีแล้ว โดยเปิดตัวเมื่อปี 2561 ในช่วงแรกเคยนำเข้าจิงโจ้และลามะมาเลี้ยง แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว เนื่องจากตอนนั้นจิงโจ้อยู่ได้เพียงสัปดาห์เดียวก็โดนสุนัขจรจัดลักลอบเข้ามาทำร้ายจนเสียชีวิตไป 5 ตัว สูญเงินไปหลักล้านบาท ส่วนลามะที่นำเข้ามา 6 ตัว ก็ล้มป่วยและเสียชีวิตจากสภาพอากาศรวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลที่สูงมาก

“จากบทเรียนเรื่องสุนัขจรจัดในครั้งนั้น เราได้นำมาปรับปรุงคุณภาพระบบรักษาความปลอดภัย โดยเพิ่มความสูงของรั้ว ทำรั้วแน่นหนาถึง 2 ชั้น รวมถึงติดตั้งรั้วไฟฟ้ารอบฟาร์มพื้นที่ 30 ไร่ ซึ่งใช้งบประมาณไปหลายแสนบาท ปัจจุบันผ่านมานานกว่า 7 ปีแล้ว ก็ไม่พบปัญหาเรื่องสัตว์ใหญ่โดนทำร้ายอีกเลย”

ฉือนเนื้อขายสินทรัพย์กทม. ประคองธุรกิจฝ่าวิกฤตโควิด-19

เมื่อถามถึงการเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์โควิด-19 นายศุภโชค ยอมรับว่า ช่วงโควิด-19 ถือเป็นจุดที่หนักหนาที่สุดสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว เพราะฟาร์มเพิ่งเปิดได้ไม่ถึง 2 ปี วิกฤตก็เข้ามา โชคดีที่ไม่ได้กู้ยืมธนาคารมาลงทุนทั้งหมดตั้งแต่ช่วงแรก โดยใช้เงินทุนส่วนตัวประมาณ 30 ล้านบาท และนำทรัพย์สินเข้าธนาคารอีก 20 ล้านบาท ไม่เช่นนั้นธุรกิจอาจโดนยึดไปแล้วเพราะช่วงนั้นไม่มีรายได้เข้ามาหลายเดือน

เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด ตนต้องตัดสินใจขายอสังหาริมทรัพย์และที่ดินบางส่วนในกรุงเทพฯ เพื่อนำเงินมาใช้หนี้และเป็นกระแสเงินสดหมุนเวียนจ่ายเงินเดือนพนักงาน

โดยในช่วงนั้นปิดฟาร์มไปเพียงช่วงสั้น ๆ ประมาณ 3-4 วัน แล้วตัดสินใจเปิดให้บริการต่อเพื่อให้มีรายได้เข้ามาบ้าง แม้จะเป็นหลักร้อยบาทต่อวันก็ตาม หลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ทุกอย่างเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่งำไรที่ได้ส่วนใหญ่ก็นำมาใช้จ่ายในครอบครัวและหมุนเวียนดูแลฟาร์ม ทำให้ถ้าถามว่าคืนทุนหรือยัง คงตอบได้ยาก แต่หากประเมินคร่าว ๆ คือยังไม่คืนทุนทั้งหมด

เปิดสถิติท่องเที่ยว-กลยุทธ์การตลาด 3 จังหวัดภาคตะวันออก

ในด้านการตลาดและการเติบโต นายศุภโชค เปิดเผยว่า ในช่วงที่พีกที่สุดฟาร์มเคยมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการถึง 5,000 คนต่อวัน แต่โดยธรรมชาติของธุรกิจท่องเที่ยว ช่วง 2-3 เดือนแรกกระแสจะแรงเป็นพิเศษเพราะเป็นสิ่งแปลกใหม่ ปัจจุบันช่วง High Season จะอยู่ที่เดือนธันวาคมถึงมกราคม โดยเฉพาะ 'วันเด็กแห่งชาติ' จะเป็นช่วงที่มีผู้คนคึกคักที่สุด ประมาณ 1,000 กว่าคน

ปัจจุบันเน้นทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์ม TikTok และ Facebook โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก คือ ระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อให้คนในพื้นที่เป็นกระบอกเสียงในการบอกต่อ สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มมีสัดส่วนมากขึ้น เช่น รัสเซีย จีน และอินเดีย แต่ปัจจุบันยังไม่เกิน 10%

5 ข้อคิดเตือนสติผู้ประกอบการ SME จากประสบการณ์จริง

จากประสบการณ์ตรงในการฝ่าฟันวิกฤตและอุปสรรคทางธุรกิจ นายศุภโชค ได้ฝากข้อคิดและคำแนะนำในการทำธุรกิจสำหรับ SME ไว้ 5 ประการ ประกอบด้วย:

  • อย่าใจใหญ่: พยายามเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ก่อน เมื่อธุรกิจไปได้ดีจึงค่อยขยับขยาย อย่าริเริ่มจากโปรเจกต์ขนาดใหญ่เกินตัว เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดจะแก้ไขได้ลำบาก
  • การบริหารคน: อย่าใช้กำลังคนเกินความจำเป็น ต้องวางแผนอัตรากำลังพลให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด
  • อย่าเพิ่งรีบร้อน: อย่าเพิ่งชะล่าใจหรือดีใจกับยอดขายในช่วง 3-6 เดือนแรก เพราะนั่นเป็นเพียงช่วงทดลองของใหม่ของผู้บริโภค ให้รอดูทิศทางที่แท้จริงหลังจากผ่านพ้น 1-2 ปีไปแล้ว
  • บริหารเงินสดให้ดี: ควรมีเงินสดสำรองไว้สำหรับหมุนเวียนในยามฉุกเฉินเสมอ อย่าทุ่มเงินทุนทั้งหมดไปกับสิ่งปลูกสร้างเพียงอย่างเดียว
  • ตรวจสอบราคาและต้นทุน: การทำธุรกิจต้องลงมาเช็กราคาและควบคุมต้นทุนด้วยตัวเองในบางส่วน เพื่อช่วยประหยัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น

ก้าวต่อไปในอนาคต เตรียมต่อยอดบุฟเฟต์ผลไม้และกิจกรรมเอ็กซ์ตรีม

นายศุภโชค กล่าวทิ้งท้ายถึงอนาคตของ Viva Foresta Farm ว่า ในอนาคตอยากปรับปรุงภูมิทัศน์ ให้สวยงามและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนในโซนสวนผลไม้ที่ปลูกทุเรียนไว้ คาดว่าอีกประมาณ 2 ปีจะเริ่มให้ผลผลิต โดยตั้งใจว่าจะเปิดให้ลูกค้าเข้าชมและอาจต่อยอดทำเป็นบุฟเฟต์ผลไม้ รวมถึงเพิ่มกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมอย่างการขับรถ ATV ในอนาคต

“ตอนนี้เราพยายามโฟกัสในการสร้างรากฐานธุรกิจปัจจุบันให้แข็งแรงและมั่นคงที่สุด ก่อนที่จะขยายไปทำสิ่งอื่นเพิ่มเติม” นายศุภโชค กล่าว

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...