โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สมรภูมิฮอร์มุซ จุดเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานและทางรอดบรรจุภัณฑ์ไทย

TODAY

อัพเดต 19 พ.ค. เวลา 10.46 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. เวลา 10.44 น. • TODAY

วิกฤตความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเส้นทางการค้าโลกผ่านการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงเกือบ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงราคาพลังงานในประเทศเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย ผ่านการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ อาทิ แนฟทา และโพรเพน

ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นถึง 70% ขณะที่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลหะเผชิญกับต้นทุน Aluminium ingots ที่เพิ่มขึ้น จากการที่เส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังภาคการผลิตอื่นๆและการส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าไปตะวันออกกลาง ที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่สูงขึ้นและปัญหาวัตถุดิบตึงตัวในห่วงโซ่อุปทาน

[ บรรจุภัณฑ์พลาสติก กระทบหนักสุด ]

บรรจุภัณฑ์พลาสติกได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงโดยตรง ทั้งในแง่ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น และภาวะวัตถุดิบตึงตัวที่รุนแรงขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

เม็ดพลาสติก โดยเฉพาะกลุ่ม PP และ PE มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นเกือบ 70% ภายในไม่กี่สัปดาห์ ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่ยังมีสต็อกบรรจุภัณฑ์เพียงพออีกอย่างน้อยราว 5 เดือน

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาจปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง จนส่งผลให้อุตสาหกรรมปลายน้ำเริ่มชะลอการสั่งซื้อบรรจุภัณฑ์ออกไป

[ บรรจุภัณฑ์โลหะ ต้นทุนสูงขึ้น ]

บรรจุภัณฑ์โลหะได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง จากทั้งต้นทุนอะลูมิเนียมและค่าระวางเรือที่เพิ่มสูงขึ้น หลังเส้นทางขนส่งผ่านตะวันออกกลางได้รับผลกระทบโดยตรง

ขณะเดียวกัน ตลาดส่งออกกระป๋องอาหารไปยังตะวันออกกลางเริ่มชะลอตัวจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม ความต้องการอาหารกระป๋องยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเร่งกักตุนสินค้า ทำให้ผู้ส่งออกที่สามารถปรับเส้นทางขนส่ง ใช้ท่าเรือทางเลือก หรือเชื่อมต่อการขนส่งทางบกได้ อาจยังได้รับอานิสงส์จากวิกฤตครั้งนี้

[ กระดาษ กระทบน้อยที่สุด ]

บรรจุภัณฑ์กระดาษได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และยังได้รับปัจจัยบวกจากการที่ผู้ผลิตสินค้าและร้านอาหารบางส่วนเริ่มหันมาใช้กระดาษแทนพลาสติกที่มีต้นทุนสูงขึ้น

แต่ผู้ผลิตยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและการปรับตัว

[ บรรจุภัณฑ์แก้ว ยังเผชิญแรงกดดัน ]

บรรจุภัณฑ์แก้วได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และอุปสงค์ที่ชะลอลงตามกำลังซื้อและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง

แม้ธุรกิจเครื่องดื่มบางรายจะหันกลับมาใช้ขวดแก้วแทนพลาสติกชั่วคราว แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยอุปสงค์ของขวดแก้วที่ลดลงในภาพรวม

[ ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว ]

ภาคเอกชนเริ่มเร่งปรับตัว ทั้งการบริหารสต็อกอย่างระมัดระวัง หาตลาดและซัพพลายเออร์ทดแทน รวมถึงวางแผนการผลิตใหม่ โดยเลือกผลิตสินค้าที่จำเป็นก่อน และลดบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นออก

บางธุรกิจเริ่มปรับลดจำนวนสีในการพิมพ์ฉลากสินค้า เพื่อประหยัดการใช้ IPA ที่กำลังขาดแคลน

ในระยะยาว วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ไทยเร่งพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งการรีไซเคิลพลาสติกในประเทศ และการพัฒนาไบโอพลาสติก เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า

[ รัฐเริ่มคุมเม็ดพลาสติก ]

ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศให้ ‘เม็ดพลาสติก’ เป็นสินค้าควบคุม พร้อมกำหนดให้ผู้ผลิตรายงานข้อมูลตั้งแต่วัตถุดิบ ปริมาณการผลิต ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อป้องกันการกักตุนและดูแลไม่ให้สินค้าเกิดภาวะขาดตลาด

นอกจากนี้ ภาครัฐยังเตรียมหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือก และลดความซับซ้อนด้านพิธีการศุลกากร เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบจากบางภูมิภาคมากเกินไป

เพราะวิกฤตรอบนี้ ไม่ได้กระทบแค่ ‘ราคาน้ำมัน’ แต่กำลังเริ่มลามไปถึงต้นทุนสินค้าและห่วงโซ่อุปทานของไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

บทวิเคราะห์โดย ‘ชญานิศ สมสุข’ นักวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...