สมรภูมิฮอร์มุซ จุดเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานและทางรอดบรรจุภัณฑ์ไทย
วิกฤตความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเส้นทางการค้าโลกผ่านการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงเกือบ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงราคาพลังงานในประเทศเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย ผ่านการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ อาทิ แนฟทา และโพรเพน
ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นถึง 70% ขณะที่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลหะเผชิญกับต้นทุน Aluminium ingots ที่เพิ่มขึ้น จากการที่เส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น
สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังภาคการผลิตอื่นๆและการส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าไปตะวันออกกลาง ที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่สูงขึ้นและปัญหาวัตถุดิบตึงตัวในห่วงโซ่อุปทาน
[ บรรจุภัณฑ์พลาสติก กระทบหนักสุด ]
บรรจุภัณฑ์พลาสติกได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงโดยตรง ทั้งในแง่ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น และภาวะวัตถุดิบตึงตัวที่รุนแรงขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
เม็ดพลาสติก โดยเฉพาะกลุ่ม PP และ PE มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นเกือบ 70% ภายในไม่กี่สัปดาห์ ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่ยังมีสต็อกบรรจุภัณฑ์เพียงพออีกอย่างน้อยราว 5 เดือน
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาจปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง จนส่งผลให้อุตสาหกรรมปลายน้ำเริ่มชะลอการสั่งซื้อบรรจุภัณฑ์ออกไป
[ บรรจุภัณฑ์โลหะ ต้นทุนสูงขึ้น ]
บรรจุภัณฑ์โลหะได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง จากทั้งต้นทุนอะลูมิเนียมและค่าระวางเรือที่เพิ่มสูงขึ้น หลังเส้นทางขนส่งผ่านตะวันออกกลางได้รับผลกระทบโดยตรง
ขณะเดียวกัน ตลาดส่งออกกระป๋องอาหารไปยังตะวันออกกลางเริ่มชะลอตัวจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม ความต้องการอาหารกระป๋องยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเร่งกักตุนสินค้า ทำให้ผู้ส่งออกที่สามารถปรับเส้นทางขนส่ง ใช้ท่าเรือทางเลือก หรือเชื่อมต่อการขนส่งทางบกได้ อาจยังได้รับอานิสงส์จากวิกฤตครั้งนี้
[ กระดาษ กระทบน้อยที่สุด ]
บรรจุภัณฑ์กระดาษได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และยังได้รับปัจจัยบวกจากการที่ผู้ผลิตสินค้าและร้านอาหารบางส่วนเริ่มหันมาใช้กระดาษแทนพลาสติกที่มีต้นทุนสูงขึ้น
แต่ผู้ผลิตยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและการปรับตัว
[ บรรจุภัณฑ์แก้ว ยังเผชิญแรงกดดัน ]
บรรจุภัณฑ์แก้วได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และอุปสงค์ที่ชะลอลงตามกำลังซื้อและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง
แม้ธุรกิจเครื่องดื่มบางรายจะหันกลับมาใช้ขวดแก้วแทนพลาสติกชั่วคราว แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยอุปสงค์ของขวดแก้วที่ลดลงในภาพรวม
[ ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว ]
ภาคเอกชนเริ่มเร่งปรับตัว ทั้งการบริหารสต็อกอย่างระมัดระวัง หาตลาดและซัพพลายเออร์ทดแทน รวมถึงวางแผนการผลิตใหม่ โดยเลือกผลิตสินค้าที่จำเป็นก่อน และลดบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นออก
บางธุรกิจเริ่มปรับลดจำนวนสีในการพิมพ์ฉลากสินค้า เพื่อประหยัดการใช้ IPA ที่กำลังขาดแคลน
ในระยะยาว วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ไทยเร่งพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งการรีไซเคิลพลาสติกในประเทศ และการพัฒนาไบโอพลาสติก เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า
[ รัฐเริ่มคุมเม็ดพลาสติก ]
ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศให้ ‘เม็ดพลาสติก’ เป็นสินค้าควบคุม พร้อมกำหนดให้ผู้ผลิตรายงานข้อมูลตั้งแต่วัตถุดิบ ปริมาณการผลิต ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อป้องกันการกักตุนและดูแลไม่ให้สินค้าเกิดภาวะขาดตลาด
นอกจากนี้ ภาครัฐยังเตรียมหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือก และลดความซับซ้อนด้านพิธีการศุลกากร เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบจากบางภูมิภาคมากเกินไป
เพราะวิกฤตรอบนี้ ไม่ได้กระทบแค่ ‘ราคาน้ำมัน’ แต่กำลังเริ่มลามไปถึงต้นทุนสินค้าและห่วงโซ่อุปทานของไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
บทวิเคราะห์โดย ‘ชญานิศ สมสุข’ นักวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC