โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โรงแยกก๊าซธรรมชาติ รากฐานสำคัญ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

The Better

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • THE BETTER
ส่องภารกิจโรงแยกก๊าซฯ ในฐานะฟันเฟืองสำคัญเปลี่ยนพลังงานดิบสู่วัตถุดิบปิโตรเคมี รากฐานสำคัญสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโต 25 เท่า เงินหมุนเวียนสะสมกว่า 1.25 ล้านล้านบาท

หลายคนอาจเข้าใจว่าก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมีประโยชน์เพียงแค่เอาไว้ “จุดไฟ” เพื่อต้มน้ำ ปั่นกระแสไฟฟ้าให้เราใช้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก๊าซธรรมชาติในบ้านเรามีความพิเศษมากกว่านั้น จนถูกเปรียบเสมือน "ทองคำเหลว" ที่หากนำไปเผาทิ้งเพื่อสร้างความร้อนเพียงอย่างเดียว ก็คงไม่ต่างอะไรกับการเอา "ไม้สักทองไปทำฟืน" กว่าจะแปรสภาพก๊าซดิบให้กลายเป็นสิ่งมีค่าได้ ต้องเดินทางผ่านกระบวนการอันซับซ้อนที่ใช้ทั้งเทคโนโลยีชั้นสูงและเงินลงทุนมหาศาล โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ:

ต้นน้ำ (Upstream) - การจัดหา: เริ่มจากการสำรวจและขุดเจาะใต้ชั้นหินลึกในอ่าวไทย เพื่อนำก๊าซดิบ (Raw Gas) ที่มีสถานะเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนหลายชนิดปะปนกัน รวมถึงสิ่งเจือปน เช่น น้ำ โคลน ปรอท และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขึ้นสู่พื้นผิว

กลางน้ำ (Midstream) - การแยกและเพิ่มมูลค่า: ก๊าซดิบจะถูกส่งผ่านท่อใต้ทะเลเข้าสู่ "โรงแยกก๊าซธรรมชาติ" ซึ่งนี่คือจุดไข่แดงสำคัญ กระบวนการในโรงแยกก๊าซฯ ไม่ใช่แค่การกรองฝุ่นผงธรรมดา แต่ต้องใช้กรรมวิธีลดอุณหภูมิให้ต่ำติดลบและใช้ความดันสูงเพื่อ "คัดแยก" โมเลกุลของก๊าซแต่ละชนิดออกจากกันตามจุดเดือด ซึ่งขั้นตอนนี้มีต้นทุนการดำเนินงาน เทคโนโลยี และค่าบริหารจัดการแฝงอยู่สูงมาก เพื่อให้ได้ก๊าซแยกตามประเภทการใช้งาน

ปลายน้ำ (Downstream) - การแปรรูปสู่ผู้ใช้: ส่งต่อก๊าซที่แยกประเภทแล้วไปยังภาคพลังงาน ขนส่ง และที่สำคัญที่สุดคือ "อุตสาหกรรมปิโตรเคมี" ซึ่งเป็นกลุ่มที่นำก๊าซเหล่านี้ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ได้อย่างก้าวกระโดด

เปิดพอร์ต "ผลผลิต" จากโรงแยกก๊าซฯ: แยกแล้วไปเป็นอะไร?

เมื่อผ่านกระบวนการในโรงแยกก๊าซฯ เราจะได้ส่วนประกอบหลักๆ ที่นำไปแปรสภาพต่อในชีวิตประจำวัน ดังนี้:

มีเทน (C1): มีปริมาณมากที่สุด ส่งไปเป็นเชื้อเพลิงหลักในโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม (มูลค่าเริ่มต้นพื้นฐาน)

อีเทน (C2) & โพรเพน (C3): วัตถุดิบตั้งต้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ถูกส่งไปเข้าโรงงานพลาสติกเพื่อเปลี่ยนเป็นเม็ดพลาสติกชนิดต่างๆ

ก๊าซหุงต้ม (LPG) : นำโพรเพนและบิวเทนมาผสมกัน กลายเป็นพลังงานในครัวเรือน (LPG Dom) และเชื้อเพลิงในโรงงาน (LPG Petro)

ก๊าซโซลีนธรรมชาติ (NGL): ส่วนควบแน่นที่หนักที่สุด นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในโรงกลั่นน้ำมันและอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์

จากพลังงานสู่เม็ดเงิน: เปรียบเทียบการสร้างมูลค่าเพิ่ม 10 ถึง 25 เท่า

หากเรานำก๊าซไปเผาไฟตรงๆ เราจะได้มูลค่ากลับมาเพียง 1 เท่า แต่ถ้าเราส่งผ่านกระบวนการคัดแยกเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี วัตถุดิบเหล่านี้จะถูกยกระดับทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น 10 ถึง 25 เท่า (มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 3,000 - 13,000 USD ต่อตัน)

หากมองถึงตัวอย่างสินค้าที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 25 เท่า คือ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและชนิดพิเศษ (Consumer Products and Specialty Products) สินค้าในกลุ่มนี้ถือเป็นปลายทางสูงสุดของห่วงโซ่คุณค่าในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งแปรรูปต่อเนื่องมาจากเม็ดพลาสติก เรซิน และเส้นใยสังเคราะห์ เป็นกลุ่มที่สร้างมูลค่าเพิ่ม 10 เท่า เพื่อให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่พร้อมใช้งานในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พลาสติกสำเร็จรูป เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารระดับพรีเมียม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์

สินค้าชนิดพิเศษ ที่ต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตสูงเพื่อให้มีคุณสมบัติเฉพาะตัวตาม

ฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีมูลค่าสะสมในประเทศไทยสูงถึง 1,252,000 ล้านบาท และสร้างประโยชน์ให้กับประเทศในทุกมิติ:

สร้างรายได้หมุนเวียน: กว่า 836,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 5.2% ของ GDP ประเทศ

สร้างงานสร้างอาชีพ: ก่อให้เกิดการจ้างงานรวมกว่า 414,000 ตำแหน่ง ตั้งแต่พนักงานโรงแยกก๊าซ โรงงานพลาสติก ไปจนถึงภาคการผลิตสินค้าสำเร็จรูป

สร้างรายได้เข้าประเทศ: มีมูลค่าการส่งออกถึง 486,000 ล้านบาท (คิดเป็น 5.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด)

ตัวเลขเหล่านี้คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การเปลี่ยน "ทรัพยากรพลังงานที่มองไม่เห็น" ให้กลายเป็น "สิ่งของเครื่องใช้และนวัตกรรม" ที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน อุตสาหกรรมนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสารเคมี แต่คือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสร้างงาน ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...