SPALI รับยอดขายQ2ชะลอลุยเปิดโครงการชิงมาร์เก็ตแชร์
#SPALI #ทันหุ้น – SPALI ผลงานไตรมาส 2/2569 ยอดขายได้รับผลกระทบจากสงคราม แต่ปัจจุบันเริ่มมีการฟื้นตัวขึ้นดีกว่าคาด โดยยังคงเป้าหมายยอดขายทั้งปี 2569 ไว้ที่ 3หมื่นล้านบาท และยอดโอนที่ 2.7หมื่นล้านบาท ลุยเปิดโครงการใหม่ 28 โครงการ มูลค่ารวม 3.5 หมื่นล้านบาท หวังเพื่อขยายมาร์เก็ตแชร์เพิ่มช่วงคู่แข่งชะลอ พร้อมซื้อที่ดินเพิ่ม รองรับการเติบโตในอนาคต
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ยอดขายชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569 ที่มียอดขาย 7,694 ล้านบาท และยอดโอน 3,652 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามในช่วงเดือนมีนาคม แต่ทิศทางโดยรวมค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลประกอบการไม่ได้ต่ำอย่างที่เคยกังวลไว้ในตอนแรก
โดยบริษัทยังคงตั้งเป้าหมายในปี 2569 ยอดขายไว้ที่ 30,000 ล้านบาท และเป้ายอดโอนที่ 27,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมียอดขายรอโอน (Backlog) อยู่ที่ประมาณ 14,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ประมาณ 40-50%
@ลุยซื้อที่ดินเพิ่ม
ขณะที่ในปีนี้คู่แข่งโดยรวมมีการเปิดตัวโครงการใหม่น้อยลงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นโอกาสให้บริษัทสามารถดึงส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) เพิ่มขึ้นได้ในช่วงเวลานี้ โดยบริษัทยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 จำนวน 28 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 35,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ในภาวะสงครามส่งผลให้ต้นทุนก่อสร้างมีความผันผวนสูงในตอนแรก แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มนิ่งลงแล้ว แม้โดยภาพรวมจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่บริษัทพยายามบริหารจัดการไม่ให้กระทบต่อราคาที่ลูกค้าต้องจ่ายมากเกินไป ซึ่งข้อได้เปรียบของบริษัท คือ โครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จพร้อมโอนจะไม่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนใหม่ เนื่องจากเป็นต้นทุนเดิมจึงถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้บริโภคในการเลือกซื้อในราคาเดิม
สำหรับโครงการใหม่ต้นทุนการสร้างบ้านอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 5-6% แต่เมื่อรวมกับต้นทุนที่ดินที่ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น บริษัทอาจจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าด้วยการปรับราคาขึ้นเพียง 2-3% เท่านั้น โดยบริษัทใช้จังหวะที่ราคาที่ดินเริ่มถูกลง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ที่เจ้าของที่ดินต้องแบกรับภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบบ 100% ซึ่งบริษัทได้เข้าไปเจรจาซื้อที่ดินเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยตั้งงบลงทุนซื้อที่ดินในปีนี้ไว้ที่ 8,000 ล้านบาท
@หวังพึ่งมาตรการรัฐ
ในส่วนมาตรการอสังหาริมทรัพย์ที่จะหมดอายุในเดือนมิถุนายนนี้ ทั้งมาตรการ LTV รวมถึงการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง บริษัทมีความคาดหวังและอยากให้ภาครัฐพิจารณาต่ออายุมาตรการออกไปอีก เพื่อช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของลูกค้ายามตลาดเผชิญความยากลำบาก
โดยหากภาครัฐไม่มีการต่ออายุมาตรการ ผู้ประกอบการอาจจำเป็นต้องเข้ามาแบกรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้แทนลูกค้า เพื่อจูงใจให้เกิดการโอน ซึ่งปัจจุบันกำไรของผู้ประกอบการลดลงไปมากจนแทบไม่เหลือส่วนต่างแล้ว