ประชุม G7 ยังไร้เงาจีน ทำไมไม่ถูกยอมรับ? แม้ก้าวสู่เบอร์ใหญ่เศรษฐกิจ
ในการประชุม G7 ล่าสุดกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่า “ทำไมจีนถึงไม่อยู่ในการประชุมนี้กัน?” เพราะปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ประเทศจีนถือเป็นประเทศที่มีอิทธิพลมหาศาลต่อเศรษฐกิจโลก
ซึ่งในอดีตไม่แปลกที่จีนจะไม่ได้เข้าร่วม เพราะสมัยนั้นเป็นสมัยของผู้นำเหมา เจ๋อตง ซึ่งเป็นยุคที่จีนเจอแต่ความวุ่นวาย และไม่มีแนวโน้มจะมาเป็นประเทศมหาอำนาจเหมือนปัจจุบันนี้เลย เสริมกับที่สมัยนั้นจีนได้มีการสนับสนุนทางทหารแก่พรรคคอมมิวนิสต์ของโฮจิมินห์ ประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียตนามในการเอาชนะกองกำลังฝรั่งเศส และสหรัฐฯในสงครามเวียดนาม ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่จีนจะไม่ได้รับการเชิญเข้าร่วมประชุม
Spotlight จะพาไปดูว่ามีประเด็นสำคัญใดบ้างที่ทำให้กลุ่ม G7 ยังไม่อยากรับประเทศจีนเข้ามาประชุมปัจจุบัน
อะไรคือการประชุม G7?
การประชุม G7 เป็นการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สหราชอาณาจักร แคนาดา และญี่ปุ่น โดยก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 2518 เพื่อระดมสมองแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ และนับจากนั้น การประชุมนี้ก็ถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
ในปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 มิถุนายน 2026 ณ เมืองเอวิยองเลอแบงส์ ประเทศฝรั่งเศส โดยมีสาระสำคัญของการประชุมดังนี้
- การหารือเรื่องสงครามอิหร่าน ซึ่งหากข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านนี้นำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ฝรั่งเศสและอังกฤษเตรียมเสนอตัวช่วยกู้ทุ่นระเบิด และคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันให้ผ่านเส้นทางนี้ได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ จะมีการหารือเรื่องเส้นทางจัดหาพลังงานสำรองผ่านทางอียิปต์ โดยมีผู้นำจากอียิปต์ กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้าร่วมเจรจาด้วย
- การหารือเรื่องสงครามยูเครน โดยประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน (ในฐานะแขกรับเชิญ) จะใช้โอกาสนี้แสดงความคืบหน้าทางการทหารในการรับมือกับรัสเซีย เพื่อโน้มน้าวให้ทรัมป์เห็นว่าประธานาธิบดีปูตินไม่มีทางชนะสงครามนี้ได้ และควรผลักดันให้รัสเซียเข้าสู่โต๊ะเจรจา
- การหารือเรื่องการทำการค้ากับประเทศจีน ปัญหาเรื่องจีนจะเป็นศูนย์กลางของการหารือด้านเศรษฐกิจ ผู้นำ G7 กังวลว่าจีนกำลังทุ่มตลาดส่งออกด้วยสินค้าที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐ ซึ่งถือเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและทำลายอุตสาหกรรมตลอดจนการจ้างงานของพวกเขา นอกจากนี้ ยังมีวาระการหารือเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) การปกป้องเยาวชนบนโลกออนไลน์ และการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา โดยมีผู้นำจากอินเดีย บราซิล เกาหลีใต้ และเคนยา เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมด้วย
เศรษฐกิจปังแล้ว แต่การเมืองอาจจะยัง
แม้ว่าประเทศจีนจะก้าวกระโดดจากการเป็นเพียงยุคของแพนด้าตัวน้อย สู่ยุคของการเป็นมหามังกร ซึ่งหากพิจารณาจากแค่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวแล้ว จีนเป็นประเทศที่สมควรได้เข้าร่วมกลุ่ม G7 มาตั้งนานแล้ว เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจของจีนเติบโตกว่าสมาชิกหลายประเทศในกลุ่มอีก จนจอห์น เคอร์ตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านกลุ่ม G7 จากมหาวิทยาลัยโตรอนโตเผยว่า การจัดประชุม G7 โดยไม่มีจีน ก็เหมือนกับการแข่งฟุตบอลโลกที่ไม่มีทีมชาติบราซิลแชมป์ 5 สมัย
แต่กฎเหล็กของการประชุมนี้คือ สมาชิกต้องเป็นประเทศที่ ‘ประชาธิปไตยเท่านั้น’ และต้องเปิดกว้างโดยให้ความสำคัญกับเสรีภาพส่วนบุคคล แม้ทรัมป์จะเคยกล่าวเมื่อปีที่แล้วว่า การดึงประเทศจีนเข้ากลุ่มไม่ใช่ความคิดที่แย่ แต่จีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังคงรั้งท้ายบรรดาชาติ G7 อย่างมากในด้านสิทธิพลเมือง และเสรีภาพ
จีนกลายเป็นปัญหาที่เชื่อมสัมพันธ์
ประเทศจีน คือตัวเชื่อมความสามัคคีของกลุ่ม G7 ซึ่งจีนเข้าประชุมจะสร้างความอึดอัดให้กับทุกคนในห้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสในฐานะเจ้าภาพ ได้ให้ผู้นำหารือเรื่องการปรับสมดุลการค้ากับจีนโดยเฉพาะ หลังจากจีนทำสถิติได้เปรียบดุลการค้าพุ่งสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 ท่ามกลางความกังวลว่า สินค้าส่งออกของจีน (เช่น รถยนต์) อาจเข้าไปทำลายอุตสาหกรรมของชาติตะวันตก
นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ผู้นำ G7 จะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกกันในช่วงหลัง โดยเฉพาะเรื่องสงครามอิหร่าน แต่จีนคือปัญหาเดียวที่ทำให้พวกเขาเห็นตรงกัน และกลับมาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้
กลัวจีนเป็นม้าโทรจัน
จีนอาจเป็น ‘ม้าโทรจัน’ หากเข้าประชุม เพราะจีนระแวง และมองว่า กลุ่มสมาชิก G7 เป็นแค่กลุ่มอำนาจตะวันตกที่นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งมักตั้งเป้าพูดถึงจีนในฐานะภัยคุกคาม ในขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ฝั่งตะวันตกก็ประเมินเช่นเดียวกันว่า หากจีนเข้าร่วมประชุม จีนอาจเป็นคนที่เข้ามาทำลายความสัมพันธ์ของกลุ่มด้วยการยื่นข้อเสนอพิเศษด้สนแร่หายาก หรือเทคโนโลยีกับสมาชิกบางประเทศ เพื่อจูงใจให้มาสนับสนุนจีน และสร้างความแตกหักภายใน
เจ็บแล้วจำ ขอไม่ซ้ำรอยรัสเซีย
บทเรียนราคาแพงจากรัสเซีย การขยายสมาชิกของ G7 ครั้งล่าสุดคือการรับรัสเซียเข้ามาในปี 1998 ซึ่งจบลงด้วยความล้มเหลว เมื่อวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย ถูกแบนออกจากกลุ่มในปี 2014 หลังจากสงครามยูเครน บทเรียนครั้งนั้นทำให้ผู้นำ G7 ได้ข้อสรุปอย่างแน่วแน่ว่า พวกเขาจะ "ไม่ยอมเสี่ยงรับประเทศที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบเข้ามาเป็นสมาชิกในคลับประชาธิปไตยของพวกเขาอีกเป็นอันขาด