โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธนาคารโลกเลื่อนระดับ ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’ เป็นประเทศ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’ เทียบเท่าไทยแล้ว ด้านรัฐบาลไทยตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงอีก 12 ปี

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ธนาคารโลกเลื่อนระดับ ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’ เป็นประเทศ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’ เทียบเท่าไทยแล้ว ด้านรัฐบาลไทยตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงอีก 12 ปี

ธนาคารโลกเลื่อนระดับ ‘เวียดนาม’ และ ‘ฟิลิปปินส์’ สู่กลุ่มประเทศ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’ (Upper-middle Income) ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับประเทศไทย เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน ด้านรัฐบาลไทยก็ตั้งเป้าเตรียมขยับระดับเป็นประเทศ ‘รายได้สูง’ แต่อีก 12 ปี

ธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยว่า ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ ถูกจัดกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper-middle Income Status) ทุกประเทศแล้วในปัจจุบัน

ธนาคารโลกได้ให้เหตุผลว่า รูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของเวียดนาม และการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุม (broad-based expansion) ของฟิลิปปินส์ สะท้อนถึงการเติบโตในทุกอุตสาหกรรมหลัก ไม่ใช่เพียงการเฟื่องฟูของภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

โดยตามข้อมูลล่าสุดระบุว่า รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ของเวียดนามและฟิลิปปินส์ แตะระดับ 4,970 ดอลลาร์สหรัฐ และ 4,850 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารโลกที่กำหนดว่า กลุ่มนี้ที่กำหนดไว้ว่ากลุ่ม Upper-middle Income ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 4,636 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัว

อาร์เซนิโอ บาลิซากัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “แม้จะเผชิญกับภาวะช็อกทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ แต่เรายังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึง เสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานให้แข็งแกร่ง และดำเนินงานตามวาระการพัฒนาของเราอย่างต่อเนื่อง”

บทความที่เกี่ยวข้อง

สำหรับเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย ตั้งเป้าหมายการเติบโตในอัตราเลขสองหลักในปีนี้ โดยส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากการปฏิรูปที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการขับเคลื่อนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับเส้นทางที่ท้าทายยิ่งขึ้นในอนาคต โดยได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2026 ถึง 2030 เนื่องมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและปรากฏการณ์สภาพอากาศเอลนีโญที่รุนแรง

ธนาคารโลกยังเปิดเผยว่า ประเทศอื่นๆ ที่ขยับขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ได้แก่ จอร์แดน ไมโครนีเซีย และศรีลังกา ขณะที่โตโกได้รับการจัดระดับใหม่จากประเทศรายได้ต่ำเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ โดยสัดส่วนของประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มรายได้ต่ำได้ลดลงเหลือ 11% จาก 30% นับตั้งแต่ปี 1987

เวียดนามใช้เวลา 17 ปี ไทยใช้เวลา 24 ปี ฟิลิปปินส์ใช้เวลา 38 ปี ก่อนขึ้นเป็น Upper-middle Income

ทั้งนี้ เวียดนามถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ (Lower-Middle Income) มาตั้งแต่ปี 2009 ขณะที่ฟิลิปปินส์อยู่ในกลุ่มดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 สะท้อนว่า เวียดนามใช้เวลา 17 ปี ส่วนฟิลิปปินส์ใช้เวลาราว 38 ปีถึงเลื่อนสถานะได้

สำหรับ ประเทศไทยเคยถูกปรับให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ (Lower-Middle Income) เมื่อปี 1987 (พ.ศ. 2530) และใช้เวลาราว 24 ปี ก่อนถูกปรับสถานะเป็นรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper-middle Income) ในปี 2011 สะท้อนว่า นับตั้งแต่การอัปเกรดครั้งล่าสุด ประเทศไทยติดอยู่ในกับดัก Upper-middle Income นี้มาอย่างน้อย 15 ปีแล้ว

ไทยก็เตรียมขึ้นเป็นประเทศ ‘รายได้สูง’ แต่อีก 12 ปี

กระนั้น เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายระยะยาวให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี (หรือช่วงประมาณปี พ.ศ. 2580-81) โดยจะมีการกำหนดตัวชี้วัดและติดตามผลเป็นระยะทั้งในช่วง 6 เดือน 1 ปี และตลอดวาระของรัฐบาล

ส่องผลกระทบด้านการระดมทุนจากการถูกอัปเกรด

อย่างไรก็ตาม ในฐานะประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง รัฐบาลของประเทศเหล่านี้อาจสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อการพัฒนาได้อย่าง ‘จำกัดมากขึ้น’ ตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์เคยได้รับเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด เพื่อช่วยสนับสนุนทางการเงินแก่โครงสร้างพื้นฐาน การฟื้นฟูจากภัยพิบัติ และโครงการช่วยเหลือทางสังคม

รูเบน คาร์โล อาสุนซิออน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากยูเนียนแบงก์แห่งฟิลิปปินส์ กล่าวว่า “ประเด็นสำคัญคือ ยิ่งคุณขยับสูงขึ้นตามขั้นของการจัดประเภท ย่อมหมายความว่าคุณมีความพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และสามารถจัดหาความต้องการรวมถึงทรัพยากรต่างๆ ของตนเองในฐานะประเทศหนึ่งได้ ซึ่งรวมถึงในส่วนของการคลังด้วย”

บาลิซากัน กล่าวต่อว่า แม้ว่าความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) ในรูปแบบเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนบางส่วนอาจลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้นและการเข้าถึงตลาดที่ดีขึ้น คาดว่าจะคุ้มค่าและชดเชยกับการปรับเปลี่ยนเหล่านี้ได้

พร้อมทั้งกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดประเภทใหม่นี้ไม่ได้ลดทอนความท้าทายที่ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญอยู่ เนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางรายได้ยังคงปรากฏให้เห็น และประชาชนจำนวนมากยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

ภาพ: Nguyen Quang Ngoc Tonkin, Andy.LIU/Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...