โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หอการค้าฯ ชง 3 ข้อเสนอปลดล็อกเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤต

The Better

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
ประธานหอการค้าฯนำทัพภาคเอกชนหารือรัฐบาล เสนอกรอบความร่วมมือ 3 ด้านหลัก ยกระดับขีดความสามารถประเทศ ฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้นำคณะกรรมการฯ เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและคณะผู้บริหารภาครัฐ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการขับเคลื่อนประเทศไทยภายใต้ความผันผวนของบริบทเศรษฐกิจ พร้อมนำเสนอ 3 ประเด็นข้อเสนอภาคเอกชน เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการฟื้นฟูและยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ รวมทั้งเติบโตอย่างอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

โอกาสนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีฯ ได้กล่าวต้อนรับ พร้อมแสดงความยินดีที่คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเข้าพบหารือ ตลอดจน ได้ฉายภาพรวมนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศ ให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับคนไทย

ทั้งนี้ทางหอการค้าไทย ได้ร่วมนำเสนอประเด็นข้อเสนอภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่ละมิติ ประกอบด้วย

1. ข้อเสนอเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบด้วย การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ (Zero Corruption) โดยสนับสนุนการแต่งตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ” โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม ตลอดจน เตรียมนำเสนอ ดำเนินการรวบรวมข้อเสนอเร่งด่วนในการทบทวนกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ภายใต้โครงการReinvent Thailand โดยเตรียมเสนอต่อคุณปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย

การปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ เร่งรัดการปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ เพื่อเพิ่มผลผลิตเพิ่มรายได้โดยทันที เพื่อช่วยลดต้นทุนและสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้แก่เกษตรกรและครอบครัวกว่า 30 ล้านคน พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึง ยกระดับภาคเกษตรทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การบริหารจัดการน้ำ การใช้เทคโนโลยี การตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่มั่นคงและแข่งขันได้ในระยะยาว

ขณะเดีวยวกันผลักดันการเจรจาการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนของประเทศไทย โดยมีนายกเป็นประธานคณะทำงานเพื่อบูรณาการทุกภาคส่วน ตลอดจน ขอให้สนับสนุนธุรกิจไทยโดยเฉพาะสินค้า Made in Thailand ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยที่เคยได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพิจารณาสิทธิประโยชน์หรือมาตรการใหม่

นอกจากนี้ยังได้เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) แต่ละด้านเพื่อให้ครอบคลุม ประกอบด้วย กรอ.พาณิชย์ กรอ.เกษตร กรอ.ด้านท่องเที่ยว กรอ.การศึกษา กรอ.AI & Technology กรอ.พลังงาน กรอ.โลจิสติกส์ และกรอ. SMEs

2. ข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย 1. การกระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภค อาทิ “คนละครึ่งพลัส / ไทยช่วยไทยพลัส”เพื่อกระจายการบริโภคไปสู่เมืองรอง 2.การลดต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ เร่งรัดการลดค่าพลังงานทั้งน้ำมัน ค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้ม 3.การเสริมสภาพคล่องของ SMEs ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และ ขอให้มีการจัดตั้งโครงการค้ำประกันสินเชื่อของธนาคารของรัฐในลักษณะเดียวกับโครงการ SMEs Credit Boost ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาผู้ประกอบการ SMEs ที่ไม่สามารถขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ได้

นอกจากนี้ ขอให้มีการจัดระเบียบและเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ประกอบการ SMEs (Cleansing Data) เพื่อทราบถึงข้อมูลผู้ประกอบการ SMEs ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ในการใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาและส่งเสริม SMEs แบบมุ่งเป้าได้อย่างตรงจุด

4. การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาระหนี้สินของประชาชน ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ และการพักชำระหนี้ 5. การปกป้องตลาดภายในประเทศและเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ป้องกันการทุ่มตลาดหรือการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม 6. ส่งเสริมการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศ มุ่งหน้าตลาดใหม่ ปรับปรุงมาตรการภาษีนำเข้าวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุนการผลิต

7. ฟื้นฟูภาคการเกษตรและยกระดับรายได้เกษตรกร เน้นการวางแผนการผลิตตรงความต้องการของตลาด 8.การส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาคบริการ ยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมให้สะดวก 9. การปฏิรูประบบราชการและเสริมสร้างระบบธรรมาภิบาล โดยเน้นความโปรงใสและนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อลดต้นและความโปร่งใสในการให้บริการ 10. การพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดน โดยเยียวยาฟื้นฟูจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบเช่นชายแดนไทย -กัมพูชา เป็นต้น

นอกเหนือจากนั้น ยังมีประเด็นเกี่ยวเนื่องสำคัญที่ผลักดันต่อรัฐบาล ประกอบด้วย แนวทางการตรวจสอบย้อนหลังกรณีจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาของภาครัฐ (Post Audit) โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ใน TOR เพื่อให้การลงทุนเกิดประโยชน์สูงสุด, มาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมเข้มข้น (เร่งด่วน) อาทิ การต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว การแก้ไขปัญหา e-Work Permit ตลอดจน การยกระดับศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ เช่น ปรับปรุงหลักเกณฑ์เขตปลอดอากร หอศิลป์ (Art Free Zone) เพื่อยกระดับและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ

3. แผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค 5 ภาค ซึ่งแบ่งตามกลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย ด้านเกษตรและอาหาร 3 โครงการ : (1) การพัฒนาและยกระดับผลไม้ประเทศไทย (ระดับประเทศ) เพื่อมุ่งยกระดับการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานผลไม้ไทยทั้งประเทศ โดยเสนอให้มีจัดตั้ง “คณะกรรมการผลไม้แห่งชาติ” (2) การยกระดับกาแฟโรบัสต้าประเทศไทยสู่พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง (นำร่องที่ภาคเหนือ) (3) การยกระดับมาตรฐานเกษตรปลอดภัย ขับเคลื่อนเกษตรกรไทยสู่ระดับสากล

• ด้านท่องเที่ยว: 5 โครงการ (1) โครงการยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว Andaman Tourism Safety Sandbox (นำร่องจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา) (2) โครงการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง (3) โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวสุขภาพภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจเวลเนสอันดามัน (Andaman Wellness Corridor) (4) โครงการพัฒนาและส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวชายฝั่งอ่าวไทย Thailand Riviera (5) การปรับปรุงระบบการบริหารจัดการให้มีความยั่งยืน

• ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม: การแก้ไขปัญหาหมอกควัน Pm 2.5 และไฟป่าภาคเหนือ ซึ่งเกิดขึ้นเกือบทุกภาคและเป็นปัญหาที่สะสมต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี กระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง โดยเสนอให้มีการตั้ง “ศูนย์ประสานงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน”เพื่อร่วมบริหารจัดการแนวทางเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปรามปัญหาหมอกควันอย่างเป็นระบบ

จากการหารือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เล็งเห็นความสำคัญแต่ละประเด็นโดยเห็นควรให้จัดตั้งกลไก กรอ.ด้านต่างๆเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่ละมิติอย่างต่อเนื่อง พร้อมนี้ ขอให้หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ช่วยประชาสัมพันธ์การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ตลอดจน มาตรการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ไปยังเครือข่ายเพื่อเป็นหมุดหมายสำคัญในการดึงดูดการลงทุนและเป็นกลไกสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...