BAM พลิกโฉมธุรกิจ AMC เปิดฉากโมเดล “โรงพยาบาลแก้หนี้” เพิ่มทางออกสังคมไทย
BAM เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ทำกำไรสุทธิ 217 ล้านบาท ผลเรียกเก็บทะลุ 3,026 ล้านบาท โชว์ความแข็งแกร่งทางการเงิน กด D/E Ratio ต่ำกว่า 2 เท่า ต่ำที่สุดในกลุ่ม AMC พร้อมปรับกระบวนทัศน์ใหม่ ประกาศเปิดฉากโมเดล “โรงพยาบาลแก้หนี้” ที่มุ่งรักษาคนไข้ด้วยการมอง “ศักยภาพในการไปต่อ” แทนการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกันแบบในอดีต ตั้งเป้ากำไรทั้งปี 2,000 ล้านบาท พร้อมเล็งจ่ายปันผลปีละ 2 ครั้ง
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยถึงทิศทางและผลการดำเนินงานของบริษัทฯว่า ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ทีมงานสามารถผลักดันผลเรียกเก็บ (Cash Collection) ให้ขึ้นมาอยู่ที่ 3,026 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะไม่ถึง 3,000 ล้านบาทในเดือนที่สอง พร้อมทั้งทำกำไรสุทธิได้ตามเป้าหมายที่ 217 ล้านบาท
“ถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจยังคงมีความผันผวนแต่ BAM ยังสามารถรักษาผลประกอบการให้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ และที่สําคัญก็คือเรายังสามารถที่จะทำกำไรสุทธิที่ 217 ล้านบาทได้ จากการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายอย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.รักษ์กล่าว
ดร.รักษ์กล่าวว่า โครงสร้างทางการเงินของ BAM ในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งและปลอดภัยสูงสุด โดยสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) จากเดิมที่เคยสูงกว่า 2.7 เท่า หรือคิดเป็นมูลค่าหนี้เกือบ 90,000 ล้านบาท ลงมาเหลือ 1.96 เท่า ต่ำกว่า 2 เท่า หรือ ประมาณ 70,000 กว่าล้านบาท ซึ่งถือว่า“ต่ำที่สุดในกลุ่มธุรกิจ AMC ประเทศไทย เพราะเรารู้ว่าถ้าเราจะช่วยลูกค้าเราแก้หนี้ เราก็ไม่ควรมีหนี้มาก” และตั้งเป้าจะรักษาเสถียรภาพไม่ให้เกิน 2 เท่า ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) จาก 3.56% ลงมาเหลือประมาณ 3.2% และตั้งเป้าจะกดลงให้เหลือ 3.0% ภายในไตรมาส 3 นี้
“วิธีการทําธุรกิจแบบใหม่คือก่อหนี้ให้น้อยลง แล้วก็ใช้สภาพคล่องของเราเองในการทําธุรกิจ เราออกไปช่วยแก้ไขหนี้ เราบอกว่าอย่าก่อหนี้ ให้ใช้สภาพคล่องส่วนตัว เพราะฉะนั้นก่อนที่จะไปบอกให้คนอื่นควรทําอย่างไร ไม่ควรทําอย่างไร ตัวเราเองก็ควรจะต้องเป็นตัวอย่างให้กับคนที่เราจะไปช่วยด้วย” ดร.รักษ์กล่าว
เปลี่ยนเกม เน้น “คนตัวเล็ก” พร้อมขยายพันธมิตร
สำหรับกลยุทธ์การบริหารหนี้ NPL และ NPA ในปีนี้ BAM ได้เปลี่ยนแนวทางจากเดิมที่เน้นรอขายทรัพย์ชิ้นใหญ่มาเป็นการกระจายความเสี่ยงและเน้นทรัพย์ชิ้นกลางถึงเล็ก มูลค่าตั้งแต่ 80,000 บาท ไปจนถึง 300 ล้านบาท โดยสัดส่วนทรัพย์ใหญ่เหลือประมาณ 30% ของพอร์ตในปัจจุบัน
ดร.รักษ์ให้ข้อมูลว่า ในไตรมาส 1 ผลเรียกเก็บจาก NPL อยู่ที่ 2,039 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนจากการปรับโครงสร้างหนี้สูงถึง 69% จากเดิมที่สัดส่วนเงินที่ได้จากการปรับโครงสร้างหนี้มีเพียง 50% และยังมาจากการผ่อนชำระใหม่เพิ่มขึ้นถึง 88% เมื่อเทียบรายปี หรือเพิ่มขึ้นกว่า 582 บัญชี สะท้อนความตั้งใจของ BAM ในการให้โอกาสลูกหนี้กลับมายืนได้ด้วยตัวเอง มากกว่าการยึดทรัพย์มาเป็นของบริษัท
ด้าน NPA สามารถขายทรัพย์ได้มากขึ้น 853 รายการ โดยในจำนวนนี้“มี 203 รายการรวมมูลค่า 295 ล้านบาท เป็นทรัพย์ราคาเฉลี่ยล้านกว่าบาท ซึ่งเป็นการขายให้แก่คนตัวเล็กภายใต้โครงการทรัพย์มหาชน เราเปลี่ยนวิธีการให้เร็ว ก็คือให้คนตัวเล็กๆ ได้มีพื้นที่ มีโอกาสในการที่จะปรับโครงสร้างหนี้ แล้วก็กลับไปยืนได้ด้วยลําแข้งของตัวเองได้ไวขึ้น”
ส่วนการขายทรัพย์ภายใต้โครงการ BAMSELECT และภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตร มีจำนวน 47 รายการ รวมมูลค่า 154 ล้านบาท เฉลี่ยต่อรายการประมาณกว่า 3 ล้านบาท “เราช่วยเหลือคนที่ต้องการ และสร้างความมั่งคั่งจากคนที่มีศักยภาพ นี่คือผลของการสร้างทีม และคือเหตุผลที่สไตล์การทำธุรกิจรุกหนักจะกลับมาสู่เกมของเราอีกครั้ง”
ดร.รักษกล่าวว่า ทรัพย์ชิ้นใหญ่ของ BAM ยังมีอยู่ เพียงแต่ยังไม่ใช่เวลาที่จะขายทรัพย์ชิ้นใหญ่ แต่ BAM ลงรายละเอียดมากขึ้น เริ่มไปขายทรัพย์ชิ้นกลาง กับชิ้นเล็กมากขึ้น เพราะฉะนั้นกําไรเท่าเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเติมคือเราช่วยคนได้มากขึ้น
สำหรับผลการดำเนินงานภายใต้บริษัทร่วมทุน 2 รายคือ บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (ARI AMC) ที่ได้ร่วมทุนกับธนาคารออมสิน และบริษัท บริหารสินทรัพย์ อรุณ จำกัด(ARUN AMC) ที่ร่วมทุนกับร่วมกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ดร.รักษ์ให้ข้อมูลว่า บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัดปีที่สองทํากําไรได้อย่างงดงามประมาณ 107 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาสแรกปีนี้มีกําไรสุทธิ 64 ล้านบาท
บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีกำไรแตะระดับ 200 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในฐานะ AMC ร่วมทุน บริษัทสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเต็มที่ โดยไม่เป็นภาระต่อ BAM อีกต่อไป
ขณะที่ บริษัท บริหารสินทรัพย์อรุณ จำกัด ปีที่ผ่านมามีกำไรอยู่ที่ 87 ล้านบาท เกือบแตะระดับ 100 ล้านบาท และในไตรมาสแรกของปีนี้ทำกำไรได้ 15 ล้านบาท ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่โดดเด่นมากนัก แต่ก็ยังสูงกว่าไตรมาสแรกของปีที่แล้ว
BAM จะมีพันธมิตรเพิ่มเติมอีก 4 ราย ซึ่งอยู่ในช่วงการเจรจา โดยคาดว่า 2 รายแรกจะไม่ร่วมทุนซึ่งน่าจะสรุปได้ภายในเดือนกรกฎาคม ในขณะที่อีก 2 รายมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนและคาดว่าจะจบดีในไตรมาสสาม ดังนั้นในระยะอันใกล้นี้ จักรวาล BAM จะมีพันธมิตรเพิ่มขึ้นจาก 2 รายเป็น 4 ราย “โดยเรามั่นใจว่าสามารถดูแลพันธมิตรทุกรายได้อย่างดี และจะสร้างผลกำไรรวมถึงผลการเรียกเก็บได้อย่างสม่ำเสมอ”
สำหรับทิศทางในปีนี้ BAM จะมุ่งเน้นบทบาทของตนเองในเชิงกลยุทธ์มากขึ้น โดยให้พันธมิตรเป็นกำลังหลักในการขยาย ขนาดสินทรัพย์(Asset Size)เป้าหมายคือพอร์ตหนี้รวมที่ระดับ 600,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นมูลค่าสิทธิ์แล้วจะอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านล้านบาท เนื่องจากBAM ซื้อหนี้มาในราคาต่ำกว่า 30% ของมูลค่าหนี้ จึงเป็นที่มาของตัวคูณ( Multiplier) สามเท่า และ”นี่คือสิ่งที่ยืนยันว่ายุคนี้คือยุคทองของธุรกิจ AMC เพราะแทบไม่มีธุรกิจใดที่มี Margin เกิน 20% เช่นนี้อีกแล้ว”
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือเมื่อทรัพย์สินถูกถือครองเกิน 15 ปี จะต้องตั้งสำรองตามกฎเกณฑ์ ดังนั้นกลยุทธ์ที่จะแก้ปัญหานี้คือการหยุดซื้อทรัพย์มา “แช่แข็ง” ไว้โดยไม่จัดการ สะท้อนให้เห็นจากตัวเลขปีที่แล้ว ที่มีกำไรประมาณ 4,000 ล้านบาท แต่ต้องตั้งสำรองถึง 2,100 ล้านบาท
กลยุทธ์หนุนเป้าหมายผลเรียกเก็บ
ดร.รักษ์กล่าวถึงเป้าหมายผลการดำเนินงานในปี 2569 ว่า ตั้งเป้าผลเรียกเก็บไว้ที่ 17,900 ล้านบาท และคาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 2,000 ล้านบาท
“คาดการณ์ว่ากำไรจะเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 2 ไปที่ 500 ล้านบาท ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ตามฤดูกาลของกำไรสุทธิและแคชคอลเลคชั่น มั่นใจว่าจะไปถึงเป้าหมายกำไรสุทธิ 2,000 ล้านบาท อย่างแน่นอน โดยโครงสร้างกำไรปีนี้จะมาจากพันธมิตรเพิ่มขึ้นเป็น 10% จาก 5% ในปีก่อน และตั้งเป้าขยับสู่สัดส่วน 30% ในอนาคต” ดร.รักษ์กล่าว
TDR Factory (ระบบสายพาน): แยกสายการบริหารหนี้ตามประเภทชัดเจน (Retail, SME, Corporate) ไม่ทำแบบ First In, First Out เพื่อความรวดเร็ว
FA Center: จับมือกลุ่ม Non-Bank (MOU กับ MBKG และมีที่ มีเงิน) ทำ BAM Guarantee ส่งต่อลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ชั้นดีที่ผ่อนตรง 12 งวดให้รีไฟแนนซ์กับกลุ่ม non-bank ช่วยให้ลูกหนี้สามารถที่จะมีวงเงินมาปิดสินเชื่อ หรือปิดหนี้เอ็นพีแอลกับ BAM ผลก็คือ BAM ได้เงินก้อน พันธมิตรได้ลูกค้า
AMC Partnership: ทำหน้าที่เป็น Wholesale AMC ขายบิ๊กล็อตให้ AMC รายย่อย (เช่น JMT, ไชโย, KnightClub) ในราคาที่เป็นมิตร โดย BAM ได้มาร์จิ้น เปลี่ยนคู่แข่งเป็นคู่ค้า และสร้างระบบนิเวศได้
ดร.รักษ์อธิบายว่า BAM ได้ปรับการตีราคาทรัพย์ NPA โดยใช้ระบบ Cost Plus Model (บวกต้นทุนจริงและมาร์จิ้นที่ยุติธรรมประมาณ 20%) ทำให้สามารถระบายทรัพย์ได้เร็วขึ้น ไม่ปล่อยให้ทรัพย์แช่แข็งในพอร์ตนานเกิน 15 ปีจนต้องตั้งสำรองเหมือนในอดีต ส่งผลให้ปีนี้คาดว่าจะตั้งสำรองทั้งปีลดลงเหลือไม่เกิน 1,500 ล้านบาท (จากปีที่แล้วที่สูงถึง 2,100 ล้านบาท)
Asset for All Plus Campaign : ขยายฐานทรัพย์สู่บุคคลากรรัฐ โดยได้ลงนามใน MOU กับ กทม. เพื่อให้กลุ่มพนักงานกวาดถนน กทม.ได้มีโอกาสมีบ้าน จากทรัพย์ของ BAM หลายโครงการในราคาต่ำ เช่น แฟลตปลาทองห้องละ 82,000 บาท ผ่อนเพียงเดือนละ 1,200 บาท
MOU Partnership:ดร.รักษ์กล่าวว่า BAMเตรียมทำความร่วมมือในลักษณะเดียวกันกับ กทม. กับหน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น กรมควบคุมโรค, กระทรวงเกษตรฯ, กระทรวงกลาโหม เพื่อข้าราชการชั้นผู้น้อย เจ้าหน้าที่รัฐ มีโอกาสมีบ้าน ปัจจุบันข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐในประเทศไทยมีอยู่ราว 3.1 ล้านราย และในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งยังไม่มีบ้านเป็นของตนเอง จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดให้กลุ่มคนเหล่านี้เข้าถึงทรัพย์สินในราคาพิเศษ พร้อมแผนผ่อนชำระระยะยาวจนถึงวันเกษียณ โดยใช้เงินบำเหน็จบำนาญปิดยอดงวดสุดท้าย เพื่อให้ข้าราชการทุกคนสามารถมีทรัพย์สินเป็นของตนเองได้ก่อนวันที่จะก้าวออกจากราชการ
นอกจากยังได้รับจ้างบริหารและระบายทรัพย์ให้การเคหะแห่งชาติ เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาต่ำ ซึ่ง ดร.รักษ์กล่าวว่า การเคหะฯเป็นหนึ่งในทรัพย์ NPA ที่ BAM ถือครองจำนวนยูนิตมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านเอื้ออาทรหรือทรัพย์สินอื่น ๆ แนวทางที่ดำเนินการคือการเข้ารับจ้างบริหารและระบายทรัพย์คืนให้กับการเคหะฯ ในรูปแบบการขายผ่อนระยะยาว โดยการเคหะฯ สามารถทยอยชำระให้ BAM ได้เมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณ
BAM Premium: การนำเสนอทรัพย์ NPA ให้กับกลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่ง(Wealth) และ Ultra Wealth
ขายห้องชุดพร้อมผู้เช่า: จับมือกับ CBRE และ Agent Plus ร่วมทำ Profit Sharing หาผู้เช่าและขายทรัพย์พร้อมสัญญาเช่า 1 ปี รองรับ Customer Journey ยุคใหม่
“ถ้าเราสามารถสร้างระบบนิเวศได้ ธุรกิจ BAM ผมคิดว่ามีอนาคต” ดร.รักษ์กล่าว
กางพิมพ์เขียว 5 โปรเจกต์หลัก ขับเคลื่อนระบบนิเวศ AMC
BAM ได้วางรากฐานสำคัญเพื่ออนาคตผ่าน 5 โครงการหลักในปีนี้ ได้แก่
1. TDR Format เปิดตัว “โครงการเริ่มต้นใหม่กับ BAM” เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการตัดดอกเบี้ยค้างจ่ายออกทั้งหมด เและมีตัวเลือกผ่อน 36 งวด ปลอดดอกเบี้ย หรือขยายถึง 10 ปี สำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อม โปรเจกต์นี้เกิดจากแนวคิดของพนักงานระดับปฏิบัติการรุ่นใหม่ของ BAM
2. NPA Format BAM ได้ปรับการตีราคาทรัพย์ NPA โดยใช้ระบบ Cost Plus Model ที่บวกต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ ต้นทุนบุคคลากร ต้นทุนระบบที่เป็นธรรม การตีทรัพย์นี้ยกเว้นทรัพย์ทำเลพรีเมียมที่จัดอยู่ในกลุ่ม “BAM Premium” ซึ่งตั้งราคาตามความเป็นจริงของทรัพย์ชิ้นนั้น
3. Portfolio Optimization ทำ Heat Map จำแนกทรัพย์ตามอายุการถือครอง สีเขียว (ไม่เกิน 5 ปี) สีเหลือง (5–7 ปี) และสีแดง (เกิน 7 ปี) เพื่อบริหารจัดการเชิงรุก และหลีกเลี่ยงการตั้งสำรองซ้ำซากเหมือนปีที่ผ่านมา
4. Process Improvement คือ SLA & SOP กำหนดระยะเวลามาตรฐานในทุกขั้นตอน ตั้งแต่รับหนี้ ติดต่อลูกหนี้ ปรับโครงสร้าง จนถึงการชำระงวดแรก พร้อมปรับปรุงระเบียบการทำงานภายในที่ยังอิงปี 2546 ให้ทันสมัย โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาช่วยเขียนกฎใหม่
5. e-Marketplace เปิดแพลตฟอร์มออนไลน์รับฝากขาย NPA ทั้งของ BAM เอง พันธมิตร และบุคคลภายนอก เชื่อมต่อระบบโดยตรงไปยังผู้ซื้อปลายทางได้ทันที
ทั้ง 5 โปรเจกต์นี้ถือเป็นรากฐานของ BAM ในปีที่ 29 และเป็นแนวทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของคนไทยที่สูงถึงเกือบ 90% อย่างยั่งยืน
Process Improvement & e-Marketplace: นำวิทยาศาสตร์มาจับเวลาการทำงานผ่าน Service Level Agreement (SLA) และเตรียมเปิด Marketplace ออนไลน์ให้พันธมิตรนำทรัพย์มาร่วมระบาย
“โครงการเริ่มต้นใหม่กับ BAM” ยกระดับบทบาท “โรงพยาบาลแก้หนี้”
ดร.รักษ์ให้รายละเอียดโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ภายใต้แนวคิด “ทางออกของหนี้ เพื่อชีวิตที่ไปต่อได้” เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักทางการเงิน อีกครั้ง ด้วยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่อนปรน พร้อมการยกระดับบทบาทจากผู้บริหารสินทรัพย์สู่การเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้” ผ่านการให้คำปรึกษา วิเคราะห์ปัญหา และออกแบบแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้รายใหม่เข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้มากยิ่งขึ้น และตอกย้ำบทบาทองค์กรในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน
สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ ปรับโครงสร้างหนี้กับ BAM มาก่อน โดยมียอดหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน รวมถึงลูกหนี้ที่ยังไม่มีการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และหลักประกันยังไม่ถูกเจ้าหนี้บังคับคดี โดย BAM ได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่
- กรณีปิดบัญชี ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ในอัตราไม่น้อยกว่า 70% ของยอดเงินต้นคงเหลือ ภายใน 60 วันนับจากวันอนุมัติ โดยไม่คิดดอกเบี้ย
- กรณีผ่อนชำระ ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระรายเดือนดอกเบี้ย 0% 3 ปีแรก ผ่อนเบาจบไวใน 10 ปี
ทั้งนี้ทั้ง 2 รูปแบบเป็นไปตามเงื่อนไขที่ BAM กำหนด
ในภาวะที่คนไทยแบกรับหนี้ครัวเรือนสูงเกือบ 90% สิ่งที่ BAM กำลังทำจึงไม่ใช่แค่การทำธุรกิจ แต่คือการเป็นทางออกให้กับสังคมไทยอย่างแท้จริง ดร.รักษ์กล่าว
“เพราะหากประเทศไทยอยากก้าวไปข้างหน้า สิ่งแรกที่ต้องรักษาคือ “โรคหนี้” ที่ฝังรากลึกในชีวิตคนไทยมาอย่างยาวนาน ตราบใดที่คนยังแบกหนี้อยู่ GDP ก็ไม่อาจเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะคนที่จมอยู่กับหนี้ไม่มีแรงลุกขึ้นมาทำธุรกิจ ไม่มีพื้นที่ให้ยืนบนขาตัวเองได้อย่างมั่นคง แม้แต่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ หากหนี้กลายเป็น NPL ก็อาจสูญเสียอาชีพได้ทันที นี่คือเหตุผลที่เราต้องแก้ที่ต้นตอ ไม่ใช่แค่ปลายเหตุ” ดร.รักษ์กล่าว
นอกจาก BAM แล้ว ยังมี “โรงพยาบาลแก้หนี้” อีก 89 แห่งทั่วประเทศที่พร้อมเรียนรู้และรักษาลูกหนี้ด้วยวิธีเดียวกัน ซึ่งดร.รักษ์กล่าวว่า“สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมุมมอง ในอดีต AMC มองลูกหนี้โดยประเมินจากมูลค่าทรัพย์สินและหลักประกันที่มี แต่วันนี้เราเปลี่ยนวิธีมองใหม่ทั้งหมด เราไม่ได้มองว่าคนไข้มีอะไร แต่มองว่าคนไข้ เป็นใคร และมีศักยภาพแค่ไหน และนี่คือการเปลี่ยนแปลงที่จะอยู่กับวงการแก้หนี้ไทยไปตลอดกาล”
เปลี่ยน “หนี้เสีย” ให้เป็น “กระแสเงินสด” ผ่านสมการที่ไม่ซับซ้อน
ดร.รักษ์เปิดเผยอีกว่า BAM เตรียมงบลงทุนรับซื้อหนี้เติมพอร์ตอีกราว 5,000 – 8,000 ล้านบาท โดยมีแผนลงนามร่วมกับกลุ่มนอนแบงก์ (Non-bank) และที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ที่อยู่ในบัญชีของ ก.ล.ต. เพื่อเข้ามาช่วยบริหารจัดการเคสหนี้ที่มีความซับซ้อนอย่างโปร่งใสตามราคาหน้าตั๋ว
“ธุรกิจ AMC ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด เพียงแต่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ” ดร.รักษ์กล่าว
ดร.รักษ์อธิบายว่า สมการหลักมีแค่สองแกน คือการปรับโครงสร้างหนี้ และการนำ NPA ออกไป Resell โดย BAM ซื้อหนี้เข้ามาปีละ 30,000 ล้านบาท และมี Multiplier อยู่ที่ประมาณ 3.5 เท่าในการเก็บ Collection
“สิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือ Success Rate ของการปรับโครงสร้างหนี้ จากเดิมที่ต่ำกว่า 10% วันนี้ไต่ขึ้นมาที่ 12% และกำลังมุ่งสู่ 15%, 17% และ 25% ในที่สุด เป้าหมายคือจากลูกหนี้ 100 ราย รักษาให้หายได้ 25 ราย และแค่ 25 รายนั้น ก็เพียงพอที่จะเลี้ยงรายได้และกำไรของ BAM ได้ทั้งองค์กร เป็นธุรกิจที่ได้ทั้งช่วยคนและเงินในเวลาเดียวกัน” ดร.รักษ์กล่าว
ดร.รักษ์กล่าวปิดท้ายว่า คณะกรรมการบริหารยังคงมุ่งมั่นดูแลผู้ถือหุ้นอย่างดีที่สุด โดยมีนโยบายกระจายการจ่ายเงินปันผลเป็นปีละ 2 ครั้ง ต้นปีและปลายปี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้จากผลประกอบการปี 2569 ซึ่งจะจ่ายในปี 2570 เพื่อตอบโจทย์กลุ่มนักลงทุนและผู้เกษียณอายุที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอ