โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถอดบทเรียน 3 กูรูในงาน Thaimart เปิดสูตร Data-คอนเทนต์-ระบบ ดันยอดร้อยล้าน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยมาร์ท มาร์เก็ตเพลส จำกัด พร้อมภาคีเครือข่าย แถลงข่าวเปิดตัว Thaimart ในงาน "ตื่นเถิดชาวไทย: Thaimart บ้านหลังแรกของผู้ประกอบการไทย" พร้อมเปิดเวทีเสวนารวมผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ การตลาด และ E-Commerce ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ แลกเปลี่ยนมุมมอง และแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางการแข่งขันในยุคดิจิทัล โดยฐานเศรษฐกิจ ได้สรุปประเด็นสำคัญจากการบรรยาย ดังนี้

  • นายณัฐพล ม่วงทำ ผู้ก่อตั้ง "การตลาดวันละตอน" บรรยายในหัวข้อ "อนาคต E-commerce ไทย ในโลกที่ Data คืออำนาจ"
  • นายพีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ iHAVECPU บรรยายในหัวข้อ "ของเหมือนกัน แต่วิธีขายต่างกัน ถอดบทเรียนสู่แบรนด์ร้อยล้าน"
  • นายพงศธร ธนบดีภัทร ผู้ร่วมก่อตั้ง Eddu Group และ Refinn บรรยายในหัวข้อ "บทเรียนของนักธุรกิจที่ไม่เคยบอก พร้อม Case Study"
แถลงข่าวเปิดตัว Thaimart ในงาน

อนาคต E-commerce ไทย ในโลกที่ Data คืออำนาจ

นายณัฐพล ม่วงทำ ผู้ก่อตั้ง "การตลาดวันละตอน" กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการจำนวนมากขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม Marketplace จนมียอดขายเติบโต แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าได้ ส่งผลให้ไม่รู้ว่าลูกค้าเป็นใคร ซื้อสินค้าอะไร และมีพฤติกรรมอย่างไร ทำให้เสียโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและต่อยอดธุรกิจในระยะยาว

หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจยุคดิจิทัล คือการเป็น "เจ้าของข้อมูล (Data Ownership)" ผู้ประกอบการควรใช้ Marketplace เป็นเพียงช่องทางสร้างการรับรู้และดึงลูกค้า ก่อนนำลูกค้าเข้าสู่ช่องทางที่สามารถเก็บข้อมูลได้ด้วยตนเอง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาสินค้า บริการ และสร้างฐานลูกค้าประจำ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการตลาดในอนาคต

ถอดสูตรใช้ Data ผ่านกรอบคิด 6P

กรอบคิด 6P ได้แก่ Product, Price, Place, Promotion, Period และ Personal เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจาก Product วิเคราะห์ข้อมูลสินค้าเพื่อดูว่าสินค้าประเภท สี หรือวัสดุใดได้รับความนิยม นำไปบริหารสต็อกและวางแผนการขาย ขณะที่ Price ควรวิเคราะห์ตามช่วงราคา เพื่อค้นหาระดับราคาที่ลูกค้ายอมรับและเพิ่มโอกาสสร้างกำไร

นายณัฐพล ม่วงทำ ผู้ก่อตั้ง

ด้าน Placeใช้ข้อมูลพื้นที่หรือภูมิภาคเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ส่วน Promotion วิเคราะห์ว่าแคมเปญหรือโปรโมชั่นรูปแบบใดสร้างยอดขายได้จริง เพื่อใช้งบการตลาดอย่างคุ้มค่า ขณะที่ Period เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลตามช่วงเวลา เพื่อวางแผนสต็อกสินค้าและการบริหารทีมงาน

ส่วน Personal ถือเป็นข้อมูลที่สำคัญที่สุด เพราะช่วยให้ผู้ประกอบการรู้จักลูกค้า สร้างข้อเสนอเฉพาะบุคคล เพิ่มการซื้อซ้ำ และต่อยอดความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาว

Cross Data ค้นหา Insight สร้างกำไร

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรนำข้อมูลหลายด้านมาวิเคราะห์ร่วมกัน (Cross Data) เพื่อค้นหา Insight ใหม่ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างสินค้า ราคา และพื้นที่จำหน่าย ซึ่งจะช่วยให้วางกลยุทธ์การขายได้ตรงกลุ่มเป้าหมายและสร้างผลกำไรได้มากขึ้น

AI ตัวช่วยวิเคราะห์ข้อมูลด้วย SPICE

ในด้านการใช้ AI นายณัฐพล แนะนำการเขียน Prompt ตามหลัก SPICE Framework ได้แก่ Situation, Persona, Instruction, Criteria และ Example เพื่อให้ AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างผลลัพธ์ที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ณัฐพล ย้ำว่า Data ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นทิศทางธุรกิจได้ชัดเจน การตัดสินใจจึงควรอาศัยข้อมูลควบคู่กับ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ของเหมือนกัน แต่วิธีขายต่างกัน ถอดบทเรียนสู่แบรนด์ร้อยล้าน

นายพีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ iHAVECPU เริ่มต้นว่า ธุรกิจนี้สตาร์ตจากทุนเพียง 40,000 บาท การจะไปแข่งเปิดสาขาหรือทุ่มงบการตลาดสู้กับรายใหญ่ที่มีสาขาทั่วประเทศเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งเดียวที่เป็นอาวุธคือ "ตัวเจ้าของ" ที่ต้องลงมือทำเองทุกหน้าที่เพื่อคุมต้นทุน

เมื่อแบรนด์ใหญ่ขายสินค้าด้วยขนาด I Have CPU จึงเลือกขายความต่างด้วยการแก้ Pain Point ของผู้บริโภค เนื่องจากคอมพิวเตอร์ประกอบเป็นสินค้าที่มีความซับซ้อนสูง แบรนด์จึงวางหมากเป็นผู้ช่วยย่อยข้อมูลยากๆ ให้เข้าใจง่ายที่สุด

"เราใช้กลยุทธ์ 'เคี้ยวอาหารให้ลูกค้า' จัดสเปกตามงบและความจำเป็น ไม่ยัดเยียด เพื่อให้ตัดสินใจง่ายและมั่นใจที่สุด ขณะเดียวกันยังยึดปรัชญาที่ว่า 'บริการหลังการขายที่ดีที่สุด คือการไม่มีบริการหลังการขาย' ด้วยการเข้มงวดเรื่องการ QC และประกอบเครื่องให้สมบูรณ์แบบ 100% ตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องเสียเวลาส่งเคลม"

ทรงพลังด้วย Personal Branding และวินัยเหล็กระดับ "ยึดน่านฟ้าดิจิทัล"

กลยุทธ์หลักที่ทำให้แบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดด คือการปั้น Personal Branding โดยนายพีรวิชญ์เลือกเป็นกระบอกเสียงหลักในการสื่อสารกับลูกค้าผ่านการไลฟ์สดและทำคอนเทนต์ด้วยตนเอง เพราะมองว่าไม่มีอินฟลูเอนเซอร์หรือพรีเซนเตอร์คนไหนจะเข้าใจและส่งต่อความจริงใจได้เท่ากับตัวเจ้าของกิจการ

ความสำเร็จนี้ไม่ได้พึ่งพาโชคชะตา แต่ขับเคลื่อนด้วยวินัยในการทำคอนเทนต์ที่สม่ำเสมอตลอดระยะเวลา 12 ปี ปัจจุบันแม่ทัพ I Have CPU ยังคงลงแรงเองด้วยการไลฟ์สดเฉลี่ยวันละ 7 ชั่วโมง ผลิตคลิปยาว 3 คลิปต่อวัน และคลิปสั้นไม่ต่ำกว่า 20 คลิปต่อวัน เพื่อการันตีว่าแบรนด์จะเข้าถึงผู้บริโภคในทุกแพลตฟอร์มตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

นายพีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท iHAVECPU บรรยายในหัวข้อ

เตือน "สงครามราคา" คือเกมฆ่าตัวตาย ยุคนี้ต้อง "ปลาเร็ว" เท่านั้น

ในมิติการแข่งขันบนโลกอีคอมเมิร์ซ นายพีรวิชญ์ ให้มุมมองอย่างดุเดือดว่า การตัดราคาเปรียบเสมือน "เกมแข่งกันกลั้นหายใจใต้น้ำ" สุดท้ายจะบาดเจ็บและตายกันหมด ไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง SME จึงควรหันมาแข่งกันที่การสร้างมูลค่าเพิ่มและประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

"วันนี้ไม่ใช่ยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่เป็นยุค 'ปลาเร็วกินปลาช้า' ใครปรับตัวไว คอนเทนต์ถึง บริการเร็ว คนนั้นรอด ยิ่งถ้าเราสามารถทำองค์กรให้เป็นปลาใหญ่ที่มีความคล่องตัวสูง (Agile Big Fish) ได้ จะยิ่งสร้างความได้เปรียบในระยะยาว"

นอกจากนี้ ยังมองว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยอย่าง Thai Mart เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเพิ่มกำไรและลดต้นทุน แต่ระบบนิเวศ (Ecosystem) จะเติบโตได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือของทั้ง 3 ฝ่าย คือ แพลตฟอร์ม, ผู้ขาย (Seller) และผู้ซื้อ (Buyer)

ฝากข้อคิดคนรุ่นใหม่ "เลิกรอเวลาให้เริ่มทำทันที"

นายพีรวิชญ์ ฝากแง่คิดทิ้งท้ายถึง SME และคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างธุรกิจว่า ไม่ควรรอให้ถึงเวลาที่พร้อมหรือรอฤกษ์ปีใหม่ แต่ควรรีบลงมือทำทันทีเมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน และสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องลงทุนกับการพัฒนาทักษะ (Skill) ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะทักษะคือสิ่งเดียวในโลกธุรกิจที่จะติดตัวเราไปตลอดชีวิตและไม่มีใครสามารถแย่งชิงไปได้

บทเรียนของนักธุรกิจที่ไม่เคยบอก พร้อม Case Study

นายพงศธร ธนบดีภัทร ผู้ร่วมก่อตั้ง Eddu Group และ Refinn กล่าวว่า ประเทศไทยจะมีผู้ประกอบการรายใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีธุรกิจที่ปิดกิจการในสัดส่วนสูงเช่นกัน สาเหตุสำคัญไม่ใช่เพราะคนไทยทำการตลาดไม่เก่ง แต่เป็นเพราะผู้ประกอบการจำนวนมากให้ความสำคัญกับการขายมากกว่าการบริหารจัดการและการเงิน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตในระยะยาว

จากประสบการณ์ส่วนตัว ช่วง 2 ปีแรกของการทำธุรกิจ แม้สร้างรายได้ราว 20 ล้านบาทต่อปี แต่ธุรกิจกลับไม่สามารถเติบโตต่อได้ เปรียบเสมือน "ธุรกิจซอมบี้" ที่ไม่ล้มแต่ก็ไม่โต ก่อนตัดสินใจไปศึกษาหลักสูตร Executive Education ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และค้นพบว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจกับการเป็นผู้บริหารมืออาชีพเป็นคนละเรื่อง

เลิกเป็นเจ้าของที่ทำทุกอย่างเอง

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังทำหน้าที่เป็น "Chief Everything Officer" หรือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่ขายสินค้า ตอบลูกค้า ดูแลพนักงาน ไปจนถึงแก้ปัญหาในองค์กร ทำให้เมื่อเจ้าของหยุดทำงาน ธุรกิจก็หยุดเติบโตไปด้วย

ธุรกิจส่วนใหญ่มักเริ่มจากการทำงานเพียงคนเดียว ก่อนขยายทีมงาน แต่เมื่อพนักงานเพิ่มขึ้น กลับพบว่าต้นทุนเติบโตเร็วกว่ารายได้ เพราะขาดระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพ จนเจ้าของต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งเรื่องคน การเงิน และการดำเนินงาน

นายพงศธร ธนบดีภัทร ผู้ร่วมก่อตั้ง Eddu Group และ Refinn บรรยายในหัวข้อ

ธุรกิจโต ต้องสร้างระบบให้โตตาม

ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนต้องสร้างสมดุลระหว่าง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ทรัพยากร (Resources) กระบวนการทำงาน (Processes) และโครงสร้างกำไร (Profit Formula) หากเพิ่มเฉพาะจำนวนพนักงานโดยไม่ปรับปรุงระบบการทำงานและรูปแบบการสร้างกำไร ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลกำไรกลับลดลง

แนวทางที่เหมาะสมคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยการลดคอขวดขององค์กร ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และนำระบบอัตโนมัติหรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แทนการเพิ่มกำลังคนเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรมองธุรกิจเป็น "ผืนป่า" ที่ประกอบด้วยธุรกิจใหม่ ธุรกิจที่กำลังเติบโต และธุรกิจที่อยู่ในช่วงอิ่มตัว โดยธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างมั่นคงควรทำหน้าที่สร้างกำไร เพื่อนำเงินไปลงทุนต่อยอดธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต

นายพงศธร ยกตัวอย่างแบรนด์ "ยืดเปล่า" ที่เลือกเปลี่ยนธุรกิจเสื้อยืดให้เป็นธุรกิจสร้างกำไรอย่างต่อเนื่อง ก่อนต่อยอดความเชื่อมั่นของลูกค้าไปสู่สินค้าใหม่ เช่น กางเกงทำงาน จนสามารถสร้างการเติบโตของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

สร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

หัวใจของแบรนด์ไม่ใช่โลโก้หรือการโฆษณา แต่คือ "ความเชื่อมั่น" ที่ลูกค้ามีต่อสินค้าและบริการ เพราะเมื่อผู้บริโภคไว้วางใจ ก็พร้อมกลับมาซื้อซ้ำและยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน การบริหารบุคลากรต้องเลือกคนให้เหมาะกับลักษณะงาน ไม่ควรนำคนที่ถนัดงานประจำไปทำโครงการใหม่ หรือให้คนที่ชอบความท้าทายทำงานรูทีน เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพลดลงและเกิดภาวะหมดไฟ

นายพงศธร กล่าวทิ้งท้ายว่า บทบาทของผู้บริหารควรพัฒนาจากการเป็นผู้ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไปสู่การวางระบบองค์กร และท้ายที่สุดคือการกำหนดวิสัยทัศน์ พร้อมเปิดโอกาสให้ทีมงานมืออาชีพเป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อสร้างแบรนด์ไทยที่แข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...