โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คิดว่าการกดบัตรคอนเสิร์ตกลายเป็นวัฒนธรรมที่คนยุคนี้ให้ความสำคัญมากขึ้นหรือไม่?

LSA Thailand

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Lifestyle Asia Thailand

LSA Says: ทุกครั้งที่มีการประกาศคอนเสิร์ตใหญ่ของเหล่าศิลปินชื่อดัง สิ่งที่ตามมาแทบจะไม่ใช่แค่ความตื่นเต้น แต่คือการเตรียมตัวระดับภารกิจสำคัญนั่นคือ “การกดบัตร” บางคนตั้งนาฬิกาปลุกล่วงหน้า บางคนเปิดทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์ บางคนชวนเพื่อนมาช่วยกดบัตร บางคนลางานเพื่อรอคิวออนไลน์ และเมื่อถึงเวลาจริงภายในไม่กี่นาทีเราอาจเห็นทั้งคนที่ดีใจจนร้องไห้เพราะกดบัตรได้ และคนที่ผิดหวังเพราะบัตรหมดก่อนจะได้เลือกที่นั่งด้วยซ้ำคำถามคือ “ทำไมแค่กดบัตรคอนเสิร์ตถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้?”

ถ้ามองแบบง่ายที่สุดคำตอบอาจเป็นเพราะแฟนเพลงรักศิลปิน แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้งกว่านั้นวัฒนธรรมการกดบัตรคอนเสิร์ตกำลังสะท้อนหลายอย่างเกี่ยวกับสังคมยุคนี้ ตั้งแต่พฤติกรรมผู้บริโภค วัฒนธรรมแฟนด้อม ไปจนถึงคำถามเรื่องความเป็นธรรมของระบบขายบัตรอีกด้วย

Photo Credit: Courtesy of Big Hit Music

เราไม่ได้ซื้อแค่คอนเสิร์ต แต่กำลังซื้อประสบการณ์

ถือว่ายุคสมัยนี้การฟังเพลงเข้าถึงง่ายขึ้นมากผ่านสตรีมมิ่งออนไลน์ต่างๆ คลิปการแสดงสามารถดูย้อนหลังได้บนโซเชียล และแฟนแคมมีให้เห็นแทบทุกมุม แต่คำถามอีกอย่างที่ว่า ทำไมผู้คนยังยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อเข้าไปอยู่ในฮอลล์จริงๆ?” คำตอบอาจเป็นเพราะสิ่งที่คอนเสิร์ตขายจริงๆ ไม่ใช่แค่เสียงเพลง แต่คือประสบการณ์ เพราะการได้ยืนอยู่ในสถานที่เดียวกับศิลปินที่เรารัก การได้ร้องเพลงพร้อมคนอีกนับหมื่น การได้เห็นแสง สี เสียง และพลังงานของการแสดงสดตรงหน้าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยคลิปวิดีโอ นี่คือเหตุผลที่คอนเสิร์ตกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า Experience Economy หรือเศรษฐกิจประสบการณ์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่มองว่าผู้คนไม่ได้ต้องการแค่สินค้าและบริการ แต่ต้องการช่วงเวลาที่มีความหมายและจดจำได้ พูดง่ายๆ คือหลายคนไม่ได้จ่ายเงินเพื่อบัตรหนึ่งใบ แต่จ่ายเพื่อซื้อความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิต

Photo Credit: DEADLINE WORLD TOUR

คอนเสิร์ตกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมไม่ใช่แค่การแสดงสด

คอนเสิร์ตใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงของศิลปินอีกต่อไป แต่หลายครั้งมันกลายเป็นเหตุการณ์ทางวัฒนธรรมที่ผู้คนอยากมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลก วง K-Pop ชื่อดัง หรือทัวร์ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิต สิ่งเหล่านี้มักถูกพูดถึงบนโซเชียล มีข่าว มีคลิปไวรัล มีรีวิว มีแฟชั่นสนามบิน มีลุคหน้าคอนเสิร์ต และมีบทสนทนาต่อเนื่องก่อนและหลังงาน นั่นทำให้คอนเสิร์ตไม่ได้เริ่มต้นในวันที่ศิลปินขึ้นเวที แต่เริ่มตั้งแต่วันประกาศทัวร์ วันเปิดผัง วันกดบัตร วันซ้อมร้องเพลง ไปจนถึงวันที่ทุกคนโพสต์รูปหลังงานจบ สำหรับใครหลายคนการได้ไปคอนเสิร์ตจึงไม่ใช่แค่การไปดูโชว์ แต่คือการได้เป็นส่วนหนึ่งของโมเมนต์ทางวัฒนธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น

Photo Credit: The Eras Tour

แฟนด้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน

ในอดีตการเป็นแฟนคลับของศิลปินอาจหมายถึงการซื้ออัลบั้ม ฟังเพลง หรือดูรายการที่ศิลปินไปออก แต่ในปัจจุบันแฟนด้อมมีความหมายมากกว่านั้น ซึ่งอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้เจอคนที่ชอบเหมือนกัน ได้สร้างมิตรภาพ ได้มีภาษาร่วมกัน และได้รู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนบางอย่าง นี่คือเหตุผลที่คอนเสิร์ตมีความหมายมากกว่าเวทีตรงหน้า เพราะมันเป็นวันที่แฟนคลับจำนวนมากได้มารวมตัวกันจริงๆ หลังจากใช้เวลาพูดคุย สนับสนุน และติดตามศิลปินผ่านหน้าจอมานาน ในแง่นี้การกดบัตรให้ได้จึงไม่ใช่แค่การซื้อสิทธิ์เข้าไปดูโชว์ แต่เป็นการเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของชุมชนที่เรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งจริงๆ

Photo Credit: Cosmopolitan

FOMO ทำให้ความอยากไปคอนเสิร์ตนั้นมีมากขึ้น

โซเชียลมีเดียทำให้การพลาดคอนเสิร์ตหนึ่งงานไม่ใช่แค่การไม่ได้ไปดูคอนเสิร์ตอีกต่อไป เพราะหลังจากงานจบเราจะเห็นรูป เห็นคลิป เห็นรีวิว เห็นโมเมนต์พิเศษ เห็นคนพูดถึงเพลงที่ศิลปินร้อง เห็นประโยคที่ศิลปินพูดบนเวที และเห็นบรรยากาศที่เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งอยู่ซ้ำๆ บนหน้าฟีด ความรู้สึกจึงไม่ใช่แค่ “เสียดายที่ไม่ได้ไป” แต่กลายเป็น “ทุกคนได้อยู่ตรงนั้น ยกเว้นเรา” นี่คือพลังของ FOMO หรือ Fear of Missing Out ความกลัวที่จะพลาดบางสิ่งบางอย่างที่คนอื่นกำลังมีส่วนร่วม และถ้าพูดตรงๆ เหล่านั้นทุกโมเมนต์ถูกบันทึก แชร์ และพูดถึงอย่างรวดเร็ว FOMO ก็กลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้ผู้คนอยากกดบัตรให้ได้มากขึ้นกว่าเดิม

Photo Credit: The Hollywood Reporter

การกดบัตรกลายเป็นพิธีกรรมของแฟนด้อม

สิ่งที่น่าสนใจคือการกดบัตรเองก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์คอนเสิร์ตไปแล้ว ก่อนจะถึงวันแสดงจริงแฟนๆ ต้องผ่านขั้นตอนมากมาย ตั้งแต่ต้องเช็กวันขายบัตร สมัครสมาชิก เตรียมบัตรเครดิต ศึกษาผังที่นั่ง วางแผนโซนที่อยากได้ เรื่อยไปจนถึงนัดเพื่อนช่วยกดพร้อมกัน บางคนมีทีมกดบัตร บางคนแบ่งหน้าที่กันชัดเจนว่าใครเข้าเว็บไหน ใครจ่ายเงิน ใครรอสำรองโซนอื่น บางคนเปิดหลายอุปกรณ์เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าคิว ทั้งหมดนี้ทำให้การกดบัตรไม่ใช่แค่ขั้นตอนการซื้อของ แต่กลายเป็นพิธีกรรมเล็กๆ ของแฟนด้อม และเมื่อกดได้ความรู้สึกดีใจจึงไม่ได้มาจากการได้บัตรอย่างเดียว แต่มาจากความรู้สึกว่าเราผ่านการแข่งขันครั้งนี้มาได้สำเร็จ

Photo Credit: EXO

ความหายากทำให้บัตรคอนเสิร์ตมีมูลค่ามากขึ้น

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้การกดบัตรเข้มข้นขึ้นคือความขาดแคลน เมื่อจำนวนคนอยากไปมีมากกว่าจำนวนที่นั่ง การกดบัตรจึงกลายเป็นการแข่งขันทันที หลักการนี้ไม่ได้ต่างจากสินค้าลิมิเต็ด เอดิชั่นหรือประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟอื่นๆ ยิ่งของมีจำกัด ยิ่งทำให้คนรู้สึกว่ามันมีคุณค่าและต้องรีบคว้ามาให้ได้ บัตรคอนเสิร์ตจึงไม่ได้มีมูลค่าเพราะเป็นกระดาษหรือแค่บัตรออนไลน์ แต่มีมูลค่าเพราะมันเป็นทางผ่านไปสู่ประสบการณ์ที่มีจำนวนจำกัด และเมื่อบางงานเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หรือศิลปินไม่ได้มาแสดงในประเทศนั้นบ่อยๆ ความรู้สึก “ต้องไปให้ได้” ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

Photo Credit: SM Entertainment

ระบบขายบัตรทำให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นธรรม

อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมการกดบัตรไม่ได้มีผลต่อด้านความรู้สึกเท่านั้น เพราะในอีกด้านหนึ่งมันเต็มไปด้วยคำถามเรื่องความเป็นธรรม ช่วงหลายปีที่ผ่านมาแฟนเพลงทั่วโลกตั้งคำถามกับปัญหาบัตรหลุดไปอยู่ในตลาดรีเซล การใช้บอท ระบบคิวออนไลน์ที่ไม่แน่นอน ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น และรูปแบบการตั้งราคาบางประเภทที่ทำให้บัตรบางที่นั่งมีราคาสูงกว่าที่หลายคนคาดไว้ ในบางประเทศเรื่องระบบขายบัตรและการรีเซลยังกลายเป็นประเด็นระดับกฎหมายและนโยบายผู้บริโภคด้วย เพราะมันกระทบกับคำถามสำคัญว่า แฟนเพลงทั่วไปยังมีโอกาสเข้าถึงคอนเสิร์ตอย่างเป็นธรรมอยู่หรือไม่?” จากเดิมที่เราคิดว่าแฟนๆ แข่งขันกันเองเพื่อแย่งบัตร วันนี้หลายคนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังแข่งขันกับระบบที่ซับซ้อนกว่าเดิม นี่คือจุดที่ทำให้การกดบัตรคอนเสิร์ตไม่ใช่แค่วัฒนธรรมแฟนคลับ แต่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบันเทิง เทคโนโลยี และสิทธิของผู้บริโภคด้วย

Photo Credit: Variety

สุดท้ายแล้ว เรากำลังแย่งบัตร หรือแย่งความทรงจำ?

เมื่อมองครบทุกด้านการกดบัตรคอนเสิร์ตจึงไม่ใช่แค่เรื่องของแฟนคลับที่มีความรักต่อศิลปินคนโปรด หรือการแข่งขันว่าใครมือไวกว่าใคร แต่มันสะท้อนโลกยุคใหม่ที่ประสบการณ์มีมูลค่ามากขึ้น ความทรงจำกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนยอมลงทุน และการได้เป็นส่วนหนึ่งของโมเมนต์หนึ่งอาจมีความหมายมากกว่าสิ่งของที่จับต้องได้ แน่นอนว่าระบบขายบัตรยังมีหลายคำถามที่ต้องถูกพูดถึง โดยเฉพาะเรื่องความเป็นธรรม การเข้าถึง และราคาที่สมเหตุสมผล แต่ในขณะเดียวกันเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุผลที่ผู้คนยังพยายามกดบัตรครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นเพราะสิ่งที่รออยู่หลังบัตรใบนั้นมีความหมายสำหรับพวกเขาจริงๆ บางทีสิ่งที่ทุกคนกำลังแย่งกันอาจไม่ใช่ที่นั่งในฮอลล์ แต่คือโอกาสในการได้อยู่ตรงนั้น ในวันที่เพลงที่เรารัก ศิลปินที่เราติดตาม และผู้คนที่รู้สึกเหมือนกัน มารวมตัวกันในช่วงเวลาที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และไม่มีวันซ้ำแบบเดิมอีก

Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...