เมื่อ “เงิน” ซื้อความสุขได้จริง แต่ต้องมีเงินไว้ซื้อถึงกี่บาท ถอดรหัสจุดความสุขพีคที่คนทำงานควรรู้
เรามักจะได้ยินคำกล่าวสุดคลาสสิกที่ว่า“เงินซื้อความสุขไม่ได้” ซึ่งในแง่ของความรู้สึกเชิงลึกก็อาจจะจริง แต่ถ้าในโลกแห่งความเป็นจริงและการใช้ชีวิต วิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมได้พิสูจน์แล้วว่า "เงินซื้อความสุขได้แน่นอน"เพียงแต่มันมี "จุดอิ่มตัว"ของมันอยู่
ไทยรัฐออนไลน์ จะพาคุณไปถอดรหัสว่า สรุปแล้วเราต้องรวยแค่ไหนถึงจะมีความสุขที่สุด และทำไมการหาเงินได้มากขึ้นเรื่อยๆ อาจไม่ได้แปลว่าจะสุขมากขึ้นเสมอไป
เงินเท่าไหร่ถึงจะสุขที่สุด ตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าอย่างไร
งานวิจัยระดับรางวัลโนเบลของ Daniel Kahneman และ Angus Deaton ในปี 2010 เคยระบุไว้ว่า ความสุขของคนเราจะพุ่งสูงขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่จะไปถึง “จุดอิ่มตัว” ที่รายได้ประมาณ 75,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 2.7 ล้านบาท) หลังจากจุดนี้ไป แม้จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ความสุขในแต่ละวันก็แทบจะไม่เพิ่มตามแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในปี 2023 มีงานวิจัยชิ้นใหม่ที่อัปเดตกว่าโดย Kahneman ร่วมกับ Matthew Killingsworth ค้นพบความจริงที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น นั่นคือ “สำหรับคนที่มีความสุขเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมีเงินมาก ความสุขก็จะยิ่งพุ่งทะยานขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดอิ่มตัว” แต่สำหรับกลุ่มคนที่ "ไม่มีความสุข" หรือมีความทุกข์ในใจ เช่น อกหัก ป่วย ซึมเศร้า เงินจะช่วยเยียวยาความทุกข์ได้ถึงแค่จุดรายได้ระดับหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้น ต่อให้รวยล้นฟ้า เงินก็ไม่สามารถลบความทุกข์ในใจได้อีกต่อไป
ถอดรหัสจุด "Happiness Peak"ในบริบทคนทำงานชาวไทย
เมื่อนำตัวเลขจากงานวิจัยมาปรับให้เข้ากับค่าครองชีพและบริบทของคนทำงานในไทย "จุดอิ่มตัวของความสุข" อาจไม่ได้ตีค่าเป็นตัวเลขเป๊ะๆ ว่าต้องได้เงินเดือน 50,000 หรือ 100,000 บาท แต่มันคือ "จุดความมั่นคงทางการเงิน" ซึ่งประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ดังนี้
1. จุดที่เงินลบความทุกข์พื้นฐานไปจนหมด
ความสุขขั้นแรกสุดคือการ "ไม่มีความทุกข์จากความขัดสน" หากรายได้ของคุณครอบคลุมปัจจัยสี่ จ่ายค่าเช่าบ้านได้ ซื้ออาหารดีๆ ทานได้โดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง ปลดหนี้บัตรเครดิตหมด และมีเงินเก็บฉุกเฉิน เมื่อความเครียดเรื่องปากท้องหายไป สมองจะโล่งและระดับความสุขจะพุ่งพรวดอย่างเห็นได้ชัด
2. จุดที่เงินซื้อ "เวลา"และ "ประสบการณ์"ได้
เมื่อผ่านจุดเอาชีวิตรอดมาได้ เงินจะเริ่มซื้อความสะดวกสบาย เช่น การจ่ายเงินเพื่อลดเวลาเดินทาง ซื้อรถ นั่งรถไฟฟ้า ซื้อคอนโดใกล้ที่ทำงาน หรือการใช้เงินซื้อประสบการณ์ เช่น การท่องเที่ยว กินอาหารมื้อพิเศษ งานวิจัยพบว่าการใช้เงินซื้อ "ประสบการณ์" จะให้ความสุขที่ยาวนานกว่าการซื้อ "สิ่งของ"
3. ภาวะลู่วิ่งแห่งความสุข
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเงินถึงเริ่มซื้อความสุขไม่ได้เมื่อเรามีรายได้สูงมากๆ เมื่อคุณสามารถซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใบแรกได้ คุณจะมีความสุขมาก แต่เมื่อคุณซื้อใบที่ 5 หรือใบที่ 10 สมองจะเกิดความเคยชิน ความตื่นเต้นจะลดลง คุณจะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแลกกับความสุขที่สั้นลง
ข้อคิดสำหรับมนุษย์เงินเดือน ก้าวต่อไปอย่างไรให้สุขจริง
จากฐานข้อมูลและหลักจิตวิทยา สิ่งที่คนทำงานควรโฟกัสอาจไม่ใช่การตั้งเป้าหมายว่าจะต้องมีเงินร้อยล้านพันล้านเพื่อจะมีความสุข แต่คือการ พาตัวเองไปให้ถึง "จุดอิ่มตัวพื้นฐาน" ที่เงินไม่เป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
หลังจากจุดนั้นไป การจะมีความสุขเพิ่มขึ้นอาจไม่ได้มาจากการทำงานหนักจนสุขภาพพังเพื่อแลกกับเงินเดือนที่สูงขึ้นอีก 20% แต่อาจมาจากการนำเงินและเวลาที่มี ไปลงทุนกับสิ่งที่มีความหมายอย่างแท้จริง เช่น สุขภาพกาย สุขภาพใจ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และการได้ทำในสิ่งที่รัก เพราะท้ายที่สุดแล้ว เงินคือเครื่องมือชั้นยอดในการ "ซื้อความอิสระ" เพื่อให้เรามีเวลาไปสร้างความสุขด้วยตัวของเราเอง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมื่อ “เงิน” ซื้อความสุขได้จริง แต่ต้องมีเงินไว้ซื้อถึงกี่บาท ถอดรหัสจุดความสุขพีคที่คนทำงานควรรู้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- Samsung ปล่อยทีเซอร์แรกเรียกน้ำย่อยก่อนเปิดตัว Galaxy Z Fold 8
- คำตอบชัด! ทำไม "ขันห้องน้ำในวัด" ต้องเจาะรู เผยสาเหตุจริง ไม่เกี่ยวกับความเชื่อ
- ภัยเงียบในร่มผ้า ถึงเวลา "ทิ้ง" กางเกงในตัวเก่ง เปลี่ยนใหม่ ก่อนเสี่ยงโรคผิวหนัง
- เจาะลึก "มันเทศ หลากสี" ส้ม-ม่วง-ขาว ต่างกันอย่างไร สายลดน้ำหนักต้องเลือกสีไหน?
- รู้หรือไม่? อาบน้ำได้มากกว่าความสะอาด ช่วยลดเครียด ฮีลใจในวันที่เหนื่อยล้า
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath