โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

พรุ่งนี้เริ่มอุทธรณ์สิทธิ!! "สศค." สรุปยอดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรัฐ คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 9.3 ล้านคน

TOP NEWS ONLINE

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TOP NEWS

กระทรวงการคลัง เตรียมประกาศผลการคัดเลือกผู้มีสิทธิในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 วันที่ 17 กรกฎาคมนี้ หลังคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมเห็นชอบผลการพิจารณาคุณสมบัติ โดยมีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.5 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.8 ล้านราย ลดลงจากการลงทะเบียนปี 2565 ที่มีผู้ผ่านเกณฑ์ 13.2 ล้านราย สะท้อนการยกระดับระบบคัดกรองผู้มีรายได้น้อยให้มีความแม่นยำมากขึ้น ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จากกว่า 50 หน่วยงาน นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ผู้ผ่านเกณฑ์ในรอบนี้คิดเป็นประมาณ 50% ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด และประมาณ 14% ของประชากรไทย ซึ่งใกล้เคียงกับสัดส่วนประชากรที่อยู่ใกล้เส้นความยากจนของประเทศ

"จำนวนผู้ได้รับสิทธิที่ลดลง ไม่ได้หมายความว่ารัฐลดการช่วยเหลือประชาชน แต่เป็นผลจากการยกระดับการคัดกรองให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ประกอบกับประชาชนบางส่วนมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นจนพ้นคุณสมบัติของโครงการ" นายวินิจกล่าว นายวินิจ กล่าวว่า การลงทะเบียนรอบปี 2569 ถือเป็นการใช้ระบบ Dynamic Data อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐกว่า 50 แห่ง เพื่อตรวจสอบสถานะรายได้ ทรัพย์สิน และข้อมูลทางเศรษฐกิจของผู้ลงทะเบียนแบบเรียลไทม์

ระบบดังกล่าวทำให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบข้อมูลล่าสุดของผู้ลงทะเบียนได้ครอบคลุมกว่าการใช้ฐานข้อมูลแบบเดิม ลดปัญหาผู้มีรายได้หรือทรัพย์สินเกินเกณฑ์ได้รับสิทธิ และช่วยให้การใช้งบประมาณสวัสดิการมีประสิทธิภาพมากขึ้น "การคัดกรองครั้งนี้ถือว่ามีความละเอียดและแม่นยำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยรัฐบาลไม่มีนโยบายลดจำนวนผู้ได้รับสิทธิ แต่ต้องการให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง" นายวินิจกล่าว สำหรับเกณฑ์การพิจารณาในปี 2569 ยังคงกำหนดให้ผู้มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี แต่ปรับจากการใช้เกณฑ์รายได้ครัวเรือนมาเป็นรายได้รายบุคคล เพื่อสะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ลงทะเบียนได้ตรงข้อเท็จจริงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมสรรพากร โดยใช้ข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย ทำให้สามารถตรวจพบผู้ที่มีรายได้เกินเกณฑ์ แม้ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มหลักเกณฑ์ด้านฐานะทางการเงิน โดยผู้ที่เป็นกรรมการบริษัท หุ้นส่วนผู้จัดการ หรือถือครองหุ้น พันธบัตร และตราสารหนี้รวมเกิน 100,000 บาท จะไม่ผ่านคุณสมบัติการได้รับสิทธิ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ผ่อนปรนบางเงื่อนไข โดยไม่นำข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะบิดามารดา และข้อมูลสินเชื่อภาคเกษตรมาพิจารณา เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้มีรายได้น้อยที่ยังมีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือปรับเกณฑ์ใหม่ ตรวจรายได้-ทรัพย์สินเข้ม สำหรับเกณฑ์การพิจารณาในปี 2569 ยังคงกำหนดให้ผู้มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี แต่ปรับจากการใช้เกณฑ์รายได้ครัวเรือนมาเป็นรายได้รายบุคคล เพื่อสะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ลงทะเบียนได้ตรงข้อเท็จจริงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมสรรพากร โดยใช้ข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย ทำให้สามารถตรวจพบผู้ที่มีรายได้เกินเกณฑ์ แม้ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มหลักเกณฑ์ด้านฐานะทางการเงิน โดยผู้ที่เป็นกรรมการบริษัท หุ้นส่วนผู้จัดการ หรือถือครองหุ้น พันธบัตร และตราสารหนี้รวมเกิน 100,000 บาท จะไม่ผ่านคุณสมบัติการได้รับสิทธิ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ผ่อนปรนบางเงื่อนไข โดยไม่นำข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะบิดามารดา และข้อมูลสินเชื่อภาคเกษตรมาพิจารณา เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้มีรายได้น้อยที่ยังมีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ ไม่ผ่านเกณฑ์ 9.3 ล้านราย เหตุพบรายได้-ทรัพย์สินเกินเงื่อนไข จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.8 ล้านราย มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์รวมประมาณ 9.3 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ไม่ผ่านเกณฑ์เดิม 5.75 ล้านราย และผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ใหม่ 3.55 ล้านราย นายวินิจ กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ลงทะเบียนไม่ผ่านการพิจารณา มาจากการเชื่อมโยงฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ละเอียดมากขึ้น ทั้งในด้านรายได้ ทรัพย์สิน และฐานะทางการเงิน โดยพบผู้ที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปีจากฐานข้อมูลภาษีและข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย แม้ไม่ได้ยื่นแบบเสียภาษี นอกจากนี้ ยังพบผู้ที่เป็นกรรมการบริษัท หุ้นส่วนผู้จัดการ หรือถือครองหลักทรัพย์และตราสารหนี้เกินเกณฑ์จำนวนมาก อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่ถือครองที่ดินเกิน 10 ไร่ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของกรมที่ดินที่เชื่อมโยงทั่วประเทศ รวมถึงตรวจพบพฤติกรรมทางการเงินที่สะท้อนศักยภาพทางเศรษฐกิจ เช่น การบริจาคเงินจำนวนมาก หรือการถือครองบัตรเครดิต นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่เสียชีวิตระหว่างการดำเนินโครงการ หรือมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นจนไม่มาลงทะเบียนในรอบใหม่ เช็กสิทธิ 17 ก.ค. เปิดอุทธรณ์ถึงสิ้นเดือน ประชาชนสามารถตรวจสอบผลการพิจารณาได้ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์โครงการ แอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" และ "ทางรัฐ" รวมถึงธนาคารของรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

ผู้ที่ได้รับสิทธิรายใหม่จะต้องดำเนินการยืนยันตัวตนผ่านระบบ e-KYC ก่อนเริ่มใช้สิทธิ ขณะที่ผู้ได้รับสิทธิเดิมที่ผ่านเกณฑ์สามารถใช้สิทธิต่อเนื่องได้ทันที ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ระหว่างวันที่ 17-31 กรกฎาคม 2569 และจะประกาศผลอุทธรณ์ในวันที่ 21 กันยายน 2569 สำหรับการเริ่มใช้สิทธิ ผู้ได้รับสิทธิเดิมจะเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ส่วนผู้ได้รับสิทธิรายใหม่และผู้ผ่านการอุทธรณ์จะเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยโครงการจะสิ้นสุดในวันที่ 12 มกราคม 2570 ขณะที่ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ จะได้รับการดูแลผ่านมาตรการอื่นของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงมหาดไทย ทั้งการสนับสนุนเงินทุนประกอบอาชีพ การช่วยเหลือผู้สูงอายุ และผู้พิการ นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ผู้ที่เคยได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2565 แต่ไม่ผ่านเกณฑ์ในรอบใหม่ ยังคงได้รับสิทธิโครงการ ไทยช่วยไทย Plus มาตรการร่วมจ่าย 60:40 เพื่อบรรเทาค่าครองชีพในช่วงเปลี่ยนผ่าน นายวินิจ กล่าวย้ำว่า การปรับปรุงระบบคัดกรองในครั้งนี้ ถือเป็นการปฏิรูประบบสวัสดิการของรัฐครั้งสำคัญ เพื่อให้การใช้งบประมาณตรงเป้าหมาย ลดการรั่วไหล และสร้างฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยที่มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบัน รองรับการออกมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...