“เศรษฐกิจจีน” ชะลอรอบด้าน ยอดค้าปลีก-การลงทุนอ่อนแอ แม้ส่งออกยังโตแรง
"เศรษฐกิจจีน" ชะลอรอบด้าน ยอดค้าปลีก-การลงทุนอ่อนแอ สะท้อนปัญหาอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเปราะบาง แม้ภาคส่งออกและกระแส AI ยังช่วยพยุงเศรษฐกิจบางส่วนก็ตาม
วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.53 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัวในหลายภาคส่วนในเดือนเมษายน หลังการลงทุนกลับมาหดตัวอีกครั้ง ขณะที่แรงหนุนจากการส่งออกเริ่มไม่เพียงพอที่จะชดเชยความอ่อนแอของเศรษฐกิจภายในประเทศ
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยว่า การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed-asset investment) ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 หดตัว 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน พลิกจากไตรมาสแรกที่ยังขยายตัว 1.7% ด้านยอดค้าปลีกในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ต่ำกว่าที่ตลาดคาด และถือเป็นระดับอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่จีนเพิ่งเปิดประเทศหลังโควิดและเผชิญการระบาดครั้งใหญ่
ขณะเดียวกันผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 4.1% ต่ำกว่าคาดและอ่อนแอที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี ส่วนอัตราว่างงานในเขตเมืองลดลงเล็กน้อยสู่ 5.2% จาก 5.4% ในเดือนมีนาคม
Charu Chanana หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก Saxo Markets กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนยังคงเป็นเศรษฐกิจสองความเร็ว โดยภาคการผลิตเชิงยุทธศาสตร์และการส่งออกยังแข็งแกร่ง แต่ภาคที่พึ่งพาความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับอ่อนแออย่างชัดเจน
นักวิเคราะห์มองว่า สิ่งน่ากังวลไม่ใช่แค่ตัวเลขต่ำกว่าคาด แต่เป็นการที่ความอ่อนแอกำลังขยายวงกว้างไปทั่วเศรษฐกิจภายในประเทศ
แม้ก่อนหน้านี้การส่งออกที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งจากกระแสลงทุนด้าน AI ทั่วโลกจะช่วยพยุงเศรษฐกิจจีนให้ยังเดินหน้าเข้าใกล้เป้าหมายการเติบโต 4.5-5% ของรัฐบาลปักกิ่ง แต่แรงส่งดังกล่าวเริ่มไม่เพียงพอ
การส่งออกของจีนในช่วง 4 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน และได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากความสัมพันธ์ทางการค้าที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง อย่างไรก็ตามผลกระทบจากสงครามอิหร่านและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง กำลังเพิ่มต้นทุนวัตถุดิบให้ภาคการผลิตจีนมากขึ้น
NBS ระบุว่าแม้เศรษฐกิจจีนยังมีเสถียรภาพและปรับตัวดีขึ้น แต่สถานการณ์ภายนอกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ขณะที่ปัญหาอุปทานแข็งแกร่ง แต่ความต้องการอ่อนแอยังคงเด่นชัด และบางบริษัทเริ่มเผชิญความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ
หลังการประกาศข้อมูล ค่าเงินหยวนในตลาดต่างประเทศอ่อนค่าลง 0.1% แตะ 6.8215 หยวนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 2 สัปดาห์ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีทรงตัวที่ 1.76%
Zhang Zhiwei หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Pinpoint Asset Management กล่าวว่า แม้ภาคส่งออกยังช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยความอ่อนแอของอุปสงค์ภายในประเทศทั้งหมด
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวล คือการบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้น โดยยอดสินเชื่อใหม่ของภาคครัวเรือนลดลงในเดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังไม่กลับมา นอกจากนี้อัตราว่างงานของแรงงานวัยเริ่มต้นทำงานยังพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีในเดือนมีนาคม ท่ามกลางความกังวลว่า AI อาจเริ่มกระทบตลาดแรงงาน
รัฐบาลจีนยังคงใช้แนวทางรอดูสถานการณ์ หลังมาตรการกระตุ้นการบริโภคตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้ผลลัพธ์จำกัด โดยรัฐบาลลดการใช้จ่ายการคลังลงในเดือนมีนาคม ขณะที่ธนาคารกลางจีนยังไม่ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ภาคอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีสัญญาณบวกเล็กน้อย โดยราคาบ้านมือสอง ซึ่งสะท้อนกลไกตลาดมากกว่า ลดลงช้าที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ทำให้นักวิเคราะห์จาก Citigroup และ Bank of America เริ่มมองว่า ภาคอสังหาฯ ของจีนอาจกำลังเข้าสู่ช่วงทรงตัว
แต่ภาคผู้บริโภคยังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยยอดขายรถยนต์ในเดือนเมษายนร่วงลง 15% ถือเป็นการหดตัวรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงล็อกดาวน์โควิดในปี 2565 ยอดซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้แรงหนุนจากมาตรการอุดหนุนของรัฐ ก็ลดลงในระดับเลขสองหลักเช่นกัน ขณะที่ยอดขายทองคำ เงิน และเครื่องประดับ ร่วงลงถึง 21% พลิกจากช่วงก่อนหน้านี้ที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นจนเกิดกระแสเก็งกำไรในตลาดโลหะมีค่า
นักวิเคราะห์ มองว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดอาจเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลจีนต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรการที่เน้นฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคอสังหาริมทรัพย์ มากกว่าการอัดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเพียงอย่างเดียว
อ้างอิง : www.bloomberg.com