คลังเตือนร้านค้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ห้ามขายเกินราคา เปิด 3 ช่องทางร้องเรียน
เปิดช่องทางร้องเรียนร้านค้าโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส 60/40" ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเกินจริง คลังเตือนไม่ควรขึ้นราคา ยันทุกโครงการรัฐที่ผ่านมาไม่มีการนำข้อมูลไปเก็บภาษีร้านค้า เผยยอดใช้จ่ายวันแรกกว่า 2 พันล้านบาท
2 มิ.ย. 2569 - นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีที่มีร้านค้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า โดยหากใช้สิทธิตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะคิดราคาแพงกว่าใช้จ่ายตามปกติ ซึ่งหากประชาชนพบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถร้องเรียนได้ ตามช่องทางดังนี้
- ร้องเรียนได้โดยตรงที่กระทรวงการคลังในพื้นที่
- เว็บไซต์กระทรวงการคลัง
- สำนักงานพาณิชย์จังหวัด
“เรื่องนี้ก็ถือว่าร้านค้าไม่น่ารัก เพราะชื่อโครงการนี้คือไทยช่วยไทย เราต้องการช่วยร้านค้าให้ขายดีขึ้น ก็ไม่ควรจะขึ้นราคา สำหรับบทลงโทษร้านค้าดังกล่าวต้องไปตรวจสอบในหนังสือให้ความยินยอมที่ร้านค้าได้เซ็นชื่อตกลงไว้ตอนสมัครเข้าร่วมโครงการ ซึ่งในนั้นจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับเงื่อนไขและการลงโทษหากปฏิบัติไม่ถูกต้องระบุไว้”
ทั้งนี้นายลวรณ ยืนยันว่าโครการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 รวมถึงทุกโครงการของรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้ง คนละครึ่งทั้ง 5 เฟส หรือ มาตรการชิมช้อปใช้ ไม่เคยนำข้อมูลของร้านค้ามาเก็บภาษี
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หากประชาชนพบเห็นร้านค้าที่ขายสินค้าให้ผู้ใช้สิทธิไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เกินราคา สามารถแจ้งให้เข้าไปตรวจสอบได้ ส่วนบทลงโทษจะเป็นอย่างไรต้องพิจารณาอีกครั้ง
“ตอนนี้หากเจอร้านที่ขายเกินราคาก็แจ้งเข้ามาได้เลย ส่วนบทลงโทษหรือจะตัดสิทธิหรือไม่ อาจต้องพิจารณาอีกครั้งว่าตักเตือนแล้วจะเป็นอย่างไร”
สำหรับความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ในวันแรกของการใช้จ่าย คือ วันจันทร์ที่ 1 มิ.ย. 2569 มีประชาชนให้ความสนใจใช้จ่ายผ่านโครงการฯ เป็นจำนวนมาก สรุปยอดใช้จ่ายในวันดังกล่าวระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 2,039.74 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายจำนวน 855.64 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่ายจำนวน 1,184.10 ล้านบาท และมีผู้ใช้จ่ายผ่านโครงการฯ แล้วกว่า 8.72 ล้านราย จำนวนครั้งที่ใช้จ่ายกว่า 13.89 ล้านครั้ง กับร้านค้า 6.6 แสนร้านค้า
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 น. มียอดใช้จ่ายในโครงการฯ แล้วกว่า 2,870.83 ล้านบาท
ในส่วนของการใช้จ่ายตามโครงการฯ ประชาชนสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 - 23.00 น. ผ่าน G-Wallet (กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ) ในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยจะต้องเติมเงินเข้า G-Wallet ให้เรียบร้อย เพื่อใช้เป็นเงินส่วนของประชาชนสำหรับสแกนใช้จ่ายในโครงการฯ ร่วมกับเงินของรัฐ
ทั้งนี้ ในการใช้สิทธิแต่ละครั้ง ร้านค้าหรือผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะจะต้องกรอกมูลค่าสินค้าหรือบริการตามจริง เพื่อสร้าง QR code รับเงินให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิสแกนจ่าย โดยระบบของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จะแสดงยอดเงินส่วนที่ประชาชนจ่ายเอง และส่วนที่รัฐร่วมจ่าย รวมถึงแสดงสิทธิรัฐร่วมจ่ายคงเหลือในวันและเดือนนั้น ทั้งนี้ ประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายให้เต็มสิทธิที่รัฐร่วมจ่าย 200 บาทในแต่ละวัน สามารถทยอยใช้จ่ายได้ แต่ควรใช้จ่ายให้เต็มสิทธิที่รัฐร่วมจ่าย 1,000 บาท ในแต่ละเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน 2569 (4 เดือน) เนื่องจากกรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป
สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ นอกเหนือจากร้านขายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปแล้ว ประชาชนยังสามารถใช้สิทธิในโครงการฯ กับผู้ประกอบการประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI – METER) รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้าง และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ตลอดจนผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้าในเขตเมือง รถไฟ รถโดยสารประจำทางสาธารณะ รถร่วมบริการที่เข้าร่วมเดินรถกับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารประจำทาง และเรือโดยสารสาธารณะ ที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้อีกด้วย
“การสแกนจ่ายเงินผ่านโครงการฯ จะต้องมีการซื้อสินค้า/บริการจริงตามมูลค่าที่สแกนจ่าย ไม่อนุญาตให้ร้านค้าทอนเงินสด หรือรับแลกสินค้า/บริการคืนเป็นเงินสด ไม่ว่ากรณีใด เนื่องจากผิดวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ซึ่งจะถูกระงับสิทธิในโครงการฯ และรัฐจะดำเนินการในการเรียกเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายคืนต่อไป จึงขอความร่วมมือให้ร่วมกันใช้จ่ายตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของโครงการฯ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการลดค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจ และฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน”