โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คลังเตือนร้านค้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ห้ามขายเกินราคา เปิด 3 ช่องทางร้องเรียน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 02 มิ.ย. เวลา 17.14 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. เวลา 10.14 น.

เปิดช่องทางร้องเรียนร้านค้าโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส 60/40" ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเกินจริง คลังเตือนไม่ควรขึ้นราคา ยันทุกโครงการรัฐที่ผ่านมาไม่มีการนำข้อมูลไปเก็บภาษีร้านค้า เผยยอดใช้จ่ายวันแรกกว่า 2 พันล้านบาท

2 มิ.ย. 2569 - นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีที่มีร้านค้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า โดยหากใช้สิทธิตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะคิดราคาแพงกว่าใช้จ่ายตามปกติ ซึ่งหากประชาชนพบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถร้องเรียนได้ ตามช่องทางดังนี้

  • ร้องเรียนได้โดยตรงที่กระทรวงการคลังในพื้นที่
  • เว็บไซต์กระทรวงการคลัง
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัด

“เรื่องนี้ก็ถือว่าร้านค้าไม่น่ารัก เพราะชื่อโครงการนี้คือไทยช่วยไทย เราต้องการช่วยร้านค้าให้ขายดีขึ้น ก็ไม่ควรจะขึ้นราคา สำหรับบทลงโทษร้านค้าดังกล่าวต้องไปตรวจสอบในหนังสือให้ความยินยอมที่ร้านค้าได้เซ็นชื่อตกลงไว้ตอนสมัครเข้าร่วมโครงการ ซึ่งในนั้นจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับเงื่อนไขและการลงโทษหากปฏิบัติไม่ถูกต้องระบุไว้”

ทั้งนี้นายลวรณ ยืนยันว่าโครการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 รวมถึงทุกโครงการของรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้ง คนละครึ่งทั้ง 5 เฟส หรือ มาตรการชิมช้อปใช้ ไม่เคยนำข้อมูลของร้านค้ามาเก็บภาษี

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หากประชาชนพบเห็นร้านค้าที่ขายสินค้าให้ผู้ใช้สิทธิไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เกินราคา สามารถแจ้งให้เข้าไปตรวจสอบได้ ส่วนบทลงโทษจะเป็นอย่างไรต้องพิจารณาอีกครั้ง

“ตอนนี้หากเจอร้านที่ขายเกินราคาก็แจ้งเข้ามาได้เลย ส่วนบทลงโทษหรือจะตัดสิทธิหรือไม่ อาจต้องพิจารณาอีกครั้งว่าตักเตือนแล้วจะเป็นอย่างไร”

สำหรับความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ในวันแรกของการใช้จ่าย คือ วันจันทร์ที่ 1 มิ.ย. 2569 มีประชาชนให้ความสนใจใช้จ่ายผ่านโครงการฯ เป็นจำนวนมาก สรุปยอดใช้จ่ายในวันดังกล่าวระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 2,039.74 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายจำนวน 855.64 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่ายจำนวน 1,184.10 ล้านบาท และมีผู้ใช้จ่ายผ่านโครงการฯ แล้วกว่า 8.72 ล้านราย จำนวนครั้งที่ใช้จ่ายกว่า 13.89 ล้านครั้ง กับร้านค้า 6.6 แสนร้านค้า

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 น. มียอดใช้จ่ายในโครงการฯ แล้วกว่า 2,870.83 ล้านบาท

ในส่วนของการใช้จ่ายตามโครงการฯ ประชาชนสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 - 23.00 น. ผ่าน G-Wallet (กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ) ในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยจะต้องเติมเงินเข้า G-Wallet ให้เรียบร้อย เพื่อใช้เป็นเงินส่วนของประชาชนสำหรับสแกนใช้จ่ายในโครงการฯ ร่วมกับเงินของรัฐ

ทั้งนี้ ในการใช้สิทธิแต่ละครั้ง ร้านค้าหรือผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะจะต้องกรอกมูลค่าสินค้าหรือบริการตามจริง เพื่อสร้าง QR code รับเงินให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิสแกนจ่าย โดยระบบของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จะแสดงยอดเงินส่วนที่ประชาชนจ่ายเอง และส่วนที่รัฐร่วมจ่าย รวมถึงแสดงสิทธิรัฐร่วมจ่ายคงเหลือในวันและเดือนนั้น ทั้งนี้ ประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายให้เต็มสิทธิที่รัฐร่วมจ่าย 200 บาทในแต่ละวัน สามารถทยอยใช้จ่ายได้ แต่ควรใช้จ่ายให้เต็มสิทธิที่รัฐร่วมจ่าย 1,000 บาท ในแต่ละเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน 2569 (4 เดือน) เนื่องจากกรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป

สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ นอกเหนือจากร้านขายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปแล้ว ประชาชนยังสามารถใช้สิทธิในโครงการฯ กับผู้ประกอบการประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI – METER) รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้าง และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ตลอดจนผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้าในเขตเมือง รถไฟ รถโดยสารประจำทางสาธารณะ รถร่วมบริการที่เข้าร่วมเดินรถกับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารประจำทาง และเรือโดยสารสาธารณะ ที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้อีกด้วย

“การสแกนจ่ายเงินผ่านโครงการฯ จะต้องมีการซื้อสินค้า/บริการจริงตามมูลค่าที่สแกนจ่าย ไม่อนุญาตให้ร้านค้าทอนเงินสด หรือรับแลกสินค้า/บริการคืนเป็นเงินสด ไม่ว่ากรณีใด เนื่องจากผิดวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ซึ่งจะถูกระงับสิทธิในโครงการฯ และรัฐจะดำเนินการในการเรียกเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายคืนต่อไป จึงขอความร่วมมือให้ร่วมกันใช้จ่ายตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของโครงการฯ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการลดค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจ และฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน”

อ่านข่าวอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...