"ธนพร" ชู พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ เป็น"ผลงานชิ้นโบแดง รบ.อนุทิน" ลั่นปิดช่องโกง-ลดขั้นตอนราชการ สะท้อนนโยบาย "พูดแล้วทำ" เป็นรูปธรรม
"ธนพร" ชู พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ เป็น"ผลงานชิ้นโบแดง รบ.อนุทิน" ลั่นปิดช่องโกง-ลดขั้นตอนราชการ สะท้อนนโยบาย "พูดแล้วทำ" เป็นรูปธรรม
รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวถึงกรณีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ว่า ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานสำคัญของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่สามารถผลักดันนโยบายซึ่งแถลงต่อรัฐสภาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายสำคัญในการปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัย ลดขั้นตอนการอนุญาตและการให้บริการประชาชน เพิ่มความรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ อันเป็นช่องทางสำคัญของการทุจริตคอร์รัปชัน
"นี่คือสิ่งที่รัฐบาลเคยประกาศไว้ตั้งแต่วันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันนี้สามารถผลักดันจนประกาศใช้เป็นกฎหมายได้แล้ว สะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้มีเพียงนโยบายบนกระดาษ แต่มีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง"รศ.ดร.ธนพร กล่าว
รศ.ดร.ธนพร ระบุว่า ก่อนหน้านี้ รัฐสภามีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 435 เสียง ก่อนผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา และล่าสุดได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อย ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพของภาครัฐ หากพิจารณาจากการดำเนินงานของรัฐบาลที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีการเดินหน้าปฏิรูประบบราชการควบคู่กับการปราบปรามการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเร่งพัฒนาระบบบริการภาครัฐ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มความโปร่งใส รวมถึงการดำเนินการอย่างจริงจังกับปัญหาการทุจริตในหน่วยงานของรัฐ
"กฎหมายฉบับนี้จึงไม่ใช่เพียงการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างระบบราชการที่โปร่งใส ลดโอกาสการเรียกรับผลประโยชน์ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคเอกชน ซึ่งจะส่งผลดีต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว"
รศ.ดร.ธนพร กล่าวทิ้งท้ายว่า การประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นตัวอย่างของการบริหารงานแบบ "พูดแล้วทำ" ที่รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายสำคัญจนเกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะใน 2 มิติหลัก คือ การปฏิรูประบบราชการ และ การลดการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการยกระดับการบริหารประเทศในอนาคต