‘ชมพู่ อารยา’ ยอมทิ้งความเป๊ะเพราะลูก ‘น้องเกล’ คือคนที่สอนให้ปล่อยวางที่สุด
เพราะความสุขของลูกสำคัญกว่ากรอบในตำรา “ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต” จูงมือลูกสาว “น้องแอบิเกล” เปิดใจผ่านรายการ MY DADDY James เผยวิธีเลี้ยงลูกทั้ง 3 คนแบบไม่ยึดติด ไม่บังคับกิน ไม่เปรียบเทียบ และไม่พยายามสร้างความสมบูรณ์แบบให้ชีวิตครอบครัว พร้อมเผยว่า “น้องเกล” คือคนที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิด จากคนที่วางแผนทุกอย่างในชีวิต เรียนรู้การปล่อยวางและอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นกว่าเดิม
“ตอนที่ท้องก็น่าจะเป็นเหมือนพ่อแม่มือใหม่ ทุก ๆ คนที่อ่านหนังสือเยอะ แต่พอตอนที่เขาออกมาจริง ๆ แล้วเอาเขากลับมาบ้านวันแรก เหมือนเราลืมทุกอย่างที่อ่านมาหมดเลย ต้องอยู่แค่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพราะรู้สึกว่าสำหรับเรามัน Overwhelm มาก สิ่งที่อ่านมาหรือสิ่งที่เราเตรียมพร้อมมาคือมันไม่เกิดขึ้นเลย เหมือนเหตุการณ์ข้างหน้าหนักเกินกว่าจะรับมือได้ การปรับตัวของเราคือวันต่อวันแล้วก็เรียนรู้ไป จากที่เคยคิดว่าถ้ามีลูกจะต้องเป็นอย่างนี้ ๆ นะ ฉันมีลูกแฝดจะต้องสร้างระบบอะไรบางอย่าง เพื่อที่จะให้กินเวลานี้ นอนเวลานี้ เหมือนที่เขาบอกมาว่าถ้ามีลูกแฝด เลี้ยงลูกอ่อนพร้อมกัน คือต้องให้หลับแล้วก็ตื่นพร้อมกัน แม่จะได้มีเวลาเหลือ ในอุดมคติต้องเป็นอย่างนั้นแต่ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นไง เพราะเขาไม่ได้สนใจว่าเราจะมีกฎเกณฑ์อะไร เขาก็จะเป็นของเขาไปอย่างนั้น เขาก็เลยมาสอนเราว่าก็ไหลกันไปก็แล้วกัน ดูกันไปตามหน้างานค่ะ
รู้สึกว่าลูกมาสอนเรา แล้วก็ให้เรายอมรับ โดยเฉพาะเกล การมาของเกลคือเหมือนกลายเป็นว่ามาสอนเราเลยว่าบางอย่างเพื่อลูก เพื่อที่จะไปต่อด้วยกันทั้งหมด เราก็อาจจะต้องละบางอย่างที่เป็นตัวตนของเรามาก ๆ มันไม่ได้หมายความว่าเราต้องขายจิตวิญญาณอะไรขนาดนั้นนะ แต่หมายความว่าบางอย่างมันอาจจะไม่ได้เหมือนตอนที่เราตัวคนเดียวแล้ว เพราะเรามีอีกชีวิตหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบ ตอนนี้เขาคือความสำคัญของเรา เพราะฉะนั้นเขาก็จะมาสอนเรา และจริง ๆ มันเอาไปใช้กับเรื่องอื่นได้ด้วยว่ามันไม่มีหรอก ถึงแม้ว่าในภาพที่ออกมามันจะเหมือนกับว่าเรามีทุกอย่าง Perfect แต่มันไม่ได้ทุกอย่าง ก็ยังมีบางอย่างที่เคยเป็นสิ่งที่เราหวงแหน แต่ ณ ตอนนี้ก็คือเขามาก่อน เขาก็มาสอนเรา
จริง ๆ จะบอกว่าความเป็น Introvert มันเป็นอุปสรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเป็นผู้ปกครอง แล้วพอลูกเข้าโรงเรียน มันเริ่มมีสังคมของพ่อแม่ เหมือนเราต้องกลับไปเรียนหนังสือใหม่ต้องไปเจอคนรุ่นนั้น กลับไปเข้าสังคมอีกทีหนึ่งเจอผู้ปกครองด้วยกัน บางทีกิจกรรมบางอย่างที่โรงเรียนจัดขึ้น ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งใหม่ที่เราต้องปรับตัวเหมือนกัน แต่เราก็คงจะหาตรงกลางของเราได้ ถามว่าความที่ลูกมีทิศทางเป็น Extrovert ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นอุปสรรคขนาดนั้น เราไม่ได้รู้สึก กลายเป็นว่าเวลาไปไหนมาไหน เขาเป็นคนที่ไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนเอง หรือเข้าหาคนอื่น โดยที่เราอยู่เฉย ๆ ของเราได้เลย เขาไม่กลัวคน เพราะเขาอาจจะถูกเทรนด้วยการที่ถูกอุ้มไปไหนมาไหน แล้วยังไม่ได้มีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับการไปเจอคน ก็เลยยังไม่ได้ถึงกับอยากจะประมวลว่า น้องเกลเป็น Extrovert ขนาดนั้น เพราะรู้สึกว่าความเป็น Introvert หรือ Extrovert จริง ๆ มันอาจจะไม่ได้มองแค่ว่า ชอบอยู่กับคนหรือไม่ชอบอยู่กับคน หรือต้องอยู่คนเดียวต้องสันโดษ มันอาจจะเป็นแค่คุณสมบัติอย่างหนึ่ง ซึ่งบางทีมันอาจจะไม่ได้ปรากฏในทุก ๆ คนขนาดนั้น
เรื่องกินเด็กเขาไม่กินให้อย่างใจเราหรอก เห็นเขาทานได้ก็มีความสุขแล้ว เราพอใจแล้ว แต่ก็จะเน้นโปรตีน เน้นไฟเบอร์ ส่วนแป้งมาทีหลัง แต่พี่สายฟ้าเขาจะชอบแป้งเป็นพิเศษตอนนี้เริ่มอวบขึ้นนิดหนึ่ง ก็อาจจะต้องเรียกว่าเฝ้าระวัง แต่ไม่ได้ถึงกับห้ามนะคะ อาจจะคอยดูนิดหนึ่งว่าวันนี้เขากินแป้งกินน้ำตาลเยอะหรือยัง ส่วนพายุนี่คือปล่อยเขาเต็มที่เลยค่ะ ถ้าเกิดว่าลูกเราเริ่มอ้วน ก็คือพูดกันด้วยเหตุผลนะคะ มันเยอะไป ไม่ดีต่อสุขภาพ ทำให้เราไม่แข็งแรง และที่สำคัญคือเราจะสังเกตว่าพอเขาเริ่มหนุบหนับขึ้นมาสักระดับหนึ่ง ความคล่องตัวเขาจะน้อยลง คุณก็จะวิ่งได้ช้าลงนะ ซึ่งมันเป็นเรื่องจริงค่ะ เพราะตอนที่เขาผอมเพรียว คือมันไม่ใช่เรื่อง Body Shaming ไม่ใช่อะไรเลยนะ แต่ว่าเวลาทำกิจกรรมแล้วมันคล่องตัวกว่า แต่เด็กบางทีเขารู้ว่าจริง แต่มันห้ามใจยาก เราก็ต้องช่วยเขา การทำ Home cook ช่วยได้เยอะค่ะ พยายามให้ 80% - 90% เป็นอาหารจากที่บ้าน แต่บางทีเขาก็ อยากกินไก่ทอดร้านนี้ อยากกินมันฝรั่งทอด ซึ่งชมก็ไม่ได้ห้ามนะ แต่ไม่ใช่ว่าเลี้ยงด้วยอาหารแบบนี้ทุกวัน อาทิตย์หนึ่งหรือสองอาทิตย์ครั้งหนึ่งก็อาจจะให้เขามีความสุขได้ เป็นการบาลานซ์ค่ะ”