โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกฯสั่งกรมทางหลวงตั้งงบจ่าย‘ค่าไฟสาธารณะ’แทน ปชช.-เห็นชอบตั๋วร่วมขึ้นรถไฟฟ้าทุกสายจ่าย 17–45 บาท

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯย้ำชายแดนไทย-กัมพูชาปกติ F-16 ขึ้นบิน แค่ฝึกซ้อม
  • สั่งกรมทางหลวงตั้งงบจ่าย ‘ค่าไฟสาธารณะ’ แทน ปชช.
  • พร้อมรับศึกอภิปราย พ.ร.บ.งบฯปี’70
  • สายต่อความร่วมมือ “พลังงาน-ก๊าซ-ปุ๋ย” หลังหารือ ‘ปูติน’
  • สั่ง ครม. เตรียมชี้แจง พ.ร.บ.งบฯ
  • มติ ครม.เห็นชอบตั๋วร่วมขึ้นรถไฟฟ้าทุกสายจ่าย 17 – 45 บาท เริ่ม ม.ค.ปี’70
  • ส่งสภาฯพิจารณาโอนงบปี’69 โปะงบกลาง 10,328 ล้าน
  • จัดงบเพิ่ม 477 ล้าน หนุนชาวไร่เกี่ยวอ้อยสด – ลด PM2.5
  • ไฟเขียว อว.จับมือ ‘METI’ ศึกษา “ดาวเทียมวงโคจรต่ำ”
  • คุมราคาสินค้า 66 รายการ ช่วย ปชช.ลดค่าครองชีพ

ย้ำชายแดนไทย-กัมพูชาปกติ F-16 ขึ้นบิน แค่ฝึกซ้อม

นายอนุทิน ตอบคำถามเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า “ปกติ ไม่ต้องกังวลเลย โดยเฉพาะผู้ที่ยังกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงด้านชายแดน หรือกังวลว่าจะมีการคุกคามโจมตีรุกราน ไม่มีแน่นอน”

เมื่อถามถึงการฝึกเครื่องบินขับไล่ F-16 เมื่อคืน (22 มิ.ย.2569) นายอนุทิน ตอบว่า “ได้รับรายงานมาว่าเป็นการฝึกวงรอบปกติ” และกล่าวต่อว่า “อย่าลืมว่าประเทศไทยเราไม่เคยมีพฤติกรรมการยั่วยุ มันไม่ใช่วิสัยเรา ขอให้สบายใจได้ หรือใครจะพูดอะไรก็แล้วแต่ วิธีการของกองทัพคือตั้งมั่นในที่ของเรา เราไม่รับการคุกคามจากศัตรูหรือว่าใคร แต่เราก็ไม่เคยทำใครก่อน”

เมื่อถามว่า สถานการณ์นี้ยังสามารถเดินหน้ากระบวนการประนอม ภายใต้ UNCLOS ได้หรือไม่ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ขึ้นอยู่กับการพูดคุยการตกลงกัน เราไม่ได้เดือดร้อนอะไร พร้อมเมื่อไรก็เมื่อนั้น”

จากนั้นผู้สื่อข่าวเปลี่ยนไปถามเรื่องค่าไฟ แต่นายอนุทิน รีบพูดทันทีว่า “เดี๋ยวๆ ค่อยๆ ซึมไป อย่าหักข้อศอก คิดไม่ทัน”

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า อาจไม่เกิดการพูดคุยก็ได้ เพราะไทยไม่เดือดร้อนใช่หรือไม่ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “The choice is ours”

ผู้สื่อข่าวบอกว่า ทางกัมพูชาเอาประเด็นนี้เป็นเครื่องมือหาเสียง ทำให้ นายอนุทิน บอกว่า “เรื่องของเขา มันมีความจริงอยู่ อย่างไรก็ตาม เราไปก้าวก่ายการบริหาร หรืออธิปไตยของเขาไม่ได้ เช่นเดียวกัน เขาก็จะมาก้าวก่ายการบริหาร หรืออธิปไตยในการตัดสินใจในการบริหารราชการแผ่นดินของเราไม่ได้เหมือนกัน”

เมื่อถามว่า ทางเมียนมาอาจเพิ่มกำลังทหาร เพื่อโจมตีคนกลุ่มน้อย นายกฯ มองอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ตามกรอบที่ผ่านมาช่วงหลังๆ ถ้าเขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น เราก็มีแนวทางในการดูแลเขา แต่ถ้าถึงเวลาอันควร เราก็ผลักดันให้เขากลับไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไร”

สั่งกรมทางหลวงตั้งงบจ่าย ‘ค่าไฟสาธารณะ’ แทน ปชช.

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการคิดค่าไฟสาธารณะรวมในบิลค่าไฟของประชาชน นายอนุทิน ตอบว่า “กำลังให้แยกออกมาดูว่าเกิดขึ้นอย่างไร เกิดขึ้นเมื่อไร แล้วทำไมถึงเกิดขึ้น ตอนนี้ รมว.พลังงาน (เอกนัฏ พร้อมพันธุ์) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง กำลังหาข้อเท็จจริงและมารายงาน”

ถามต่อว่า นายกฯ ไม่อยากให้ประชาชนแบกรับค่าไฟตรงนี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบทันทีว่า “ไม่ใช่ไม่อยาก ต้องไม่ให้ประชาชนแบกรับภาระ”

เมื่อถามถึง นายพิพัฒน์ (รัชกิจประการ) บอกว่าถ้าให้กระทรวงคมนาคมแบกรับภาระจะไม่ไหว นายอนุทิน ตอบว่า “เขาก็ต้องตั้งงบประมาณ ถ้ามันเป็นเรื่องปกติขึ้นมา อย่าเพิ่งไปบอกว่าจะทำอย่างไร เรากำลังไปตรวจสอบอยู่”

“เรายังไม่รู้นะ อันนี้คือดราม่านะ ยังเป็นดราม่าอยู่ว่า จริงไม่จริงอย่างไร ถ้าจริง เราก็ไม่ให้ประชาชนรับภาระอย่างแน่นอน” นายอนุทิน ตอบ

ถามต่อว่าเป็นข้อสั่งการจากนายกฯ ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “มันมีเอ๊ะนิดนึงตอนที่มีการบอกว่าค่าไฟสาธารณะทั้งหลาย…มันอยู่ที่มุมมอง อยู่ที่ใครจะเคลมอย่างไร การไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งบอกว่าเรารับภาระให้เลยนะ ค่าไฟสาธารณะ เราแบกหมด ตอนนั้นผมอยู่มหาดไทย แต่ไม่ได้คุมพลังงาน ผมก็แค่ถามว่าแบกแล้วมีกำไร แสดงว่าแบกไหม แล้วแบกอย่างไร ทำไมต้องไปแบก ตอนนั้นผมก็ได้แต่ถาม เพราะผมไม่ได้คุมคมนาคมและพลังงาน”

“วันนี้พอเข้ามาเป็นหัวหน้ารัฐบาลแล้ว คำถามเดิมที่ผมบอก เอ๊ะผมมันยาว ถึงเวลาผมก็จะมาเอ๊ะว่าเป็นอย่างไร ก็ไปถาม รมว.พลังงาน และให้ตรวจสอบกับ 2 การไฟฟ้า พอรับทราบตรงนี้ ก็ต้องมาดูว่า ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายที่ยอมรับกันมาตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว มันเป็นค่าใช้จ่ายที่เปรียบเสมือนภาระ ถ้ารับเอาไหว ก็ว่ากันไป แต่ถ้าบอกว่าไม่ใช่ เราเลยมาเพิ่มค่าไฟตรงนี้แล้วมาคิดกับพี่น้องประชาชน อย่างนี้ผมตอบได้เลยว่าไม่ได้ ต้องแก้ให้แน่นอน” นายอนุทิน ตอบ

เมื่อถามว่า เมื่อไรประชาชนจะได้ใช้ไฟราคาถูกลง นายอนุทิน ตอบว่า “ตอนนี้เราเริ่มดำเนินการไปแล้ว 200 ยูนิตแรก ลดลงมา ทุกอย่างมันมาจากการกระทำของเรา คิดถึงเงิน คิดถึงประโยชน์ของประชาชน เราก็ไปเริ่มเรื่องนี้ก่อน ทำเยอะเหลือเกิน ถึงเวลามันก็มีคำถามต่อมาเรื่อยๆ แต่เราก็ต้องเคลียร์ให้หมด”

ถามต่อว่า การไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งต้องแบกรับภาระใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “มันกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา อย่างไรค่าไฟตรงนี้ในทางบัญชี ไม่ได้บอกว่าไปเอาของประชาชนมาคิดและมาจ่าย เขาบอกนี่เป็นค่าใช้จ่ายของเขาที่มีเป็น fix cost ที่ผมได้ยินมาคือ 30 – 40 ปีแล้ว เราก็มาดูไม่มีปัญหาอะไร มันเป็นค่าใช้จ่าย”

“สมมติว่าเราบอกว่าต่อไปนี้ไม่ให้การไฟฟ้าจ่ายแล้ว จะให้กรมทางหลวงจ่าย จากนี้เป็นต้นไปกรมทางหลวงก็ต้องตั้งงบประมาณขึ้นมา ไม่ใช่บอกว่าเขาไม่มีเงิน มันไม่ใช่ เพราะเราก็ต้องไปตั้งงบประมาณให้เขาต่อจากนี้ ต่อไปนี้ต้องมาจ่ายค่าไฟเอง อันนั้นเป็นเรื่องข้างหน้า ขอดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตอนนี้ก่อนว่าเป็นอย่างไร รัฐบาลจะไปผลักเรื่องพวกนี้ให้ประชาชนได้อย่างไร”

ถามต่อว่า นายกฯ จะมีมาตรการเยียวยาประชาชนที่จ่ายค่าไฟในส่วนนี้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เอาเรื่องปัจจุบันก่อน” จากนั้นกล่าวต่อว่า “รัฐบาลภารกิจไม่มีอะไรนอกจากทำประเทศให้เจริญ ทำเศรษฐกิจให้เจริญ และดูแลประชาชนให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่ารัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน…ก็คิดทุกวัน ถ้าทำได้ก็ทำทุกอย่าง เพราะนี่คือภารกิจรัฐบาล”

เล็งตั้งสอบปมทุจริตบรรจุ ขรก.ท้องถิ่น

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น นายกฯ มีข้อสั่งการอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “เดี๋ยวดูคำสั่งบ่ายนี้”

เมื่อถามรายละเอียดประเด็นดังกล่าว นายอนุทิน ยังย้ำว่า “เดี๋ยวดูคำสั่งบ่ายนี้แล้วกัน”

พร้อมรับศึกอภิปราย พ.ร.บ.งบฯปี’70

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลเตรียมความพร้อมในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2570 อย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “พร้อม วันนี้ก็ผ่าน ร่างแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อย ผ่านข้อตกลงที่จะให้มีคณะกรรมาธิการ ผ่านทุกอย่างไปหมดแล้ว”

ถามต่อว่าต้องซักซ้อมประเด็นหรือข้อเท็จจริงใดเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะฝ่ายค้านจับจ้อง นายอนุทิน ตอบว่า “ข้อเท็จจริง…ข้อเท็จไม่มี มีแต่ข้อจริง”

โยน ปชช. วัด KPI ครม.

ถามต่อเรื่องการประเมินผลงานรัฐมนตรีโควตาพรรคภูมิใจไทย นายกฯ ได้แจ้งในที่ประชุม ครม. วันนี้หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ไม่ได้บอก มันสิทธิ์ของผม ไม่ต้องบอก ถ้าจะทำก็ทำเลย”

“เป็นนายกฯ มันก็ตรงนี้แหละที่ต่างจากรัฐมนตรีทั่วไป” นายอนุทิน กล่าว

ถามต่อว่า นายกฯ ตั้งเกณฑ์ประเมินรัฐมนตรี แล้วจะวัดผลงานของนายกฯ อย่างไร โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ผมถึงบอกมันต่างกัน คนที่วัดผมคือประชาชนทุกการเลือกตั้ง ผมก็ไม่ใช่ไม่ถูกวัด ผมก็ถูกวัด อยู่ที่เลือกตั้ง ไม่ได้บอกว่า 4 ปีด้วยนะ ถ้าเมื่อไรมีการเลือกตั้ง ประชาชนก็วัด KPI ผม”

เมื่อถามว่า นายกฯ มั่นใจว่าจะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ทำดีที่สุด”

สายต่อความร่วมมือ “พลังงาน-ก๊าซ-ปุ๋ย” หลังหารือ ‘ปูติน’

ด้าน ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ รายงานผลสำเร็จจากการเดินทางไปร่วมประชุมระดับผู้นำอาเซียน – รัสเซีย เมื่อวันที่ 16 – 19 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย

“การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงภารกิจทางการทูตทั่วไป แต่เป็นการวางรากฐานความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในระยะยาว” ดร.รัชดา กล่าว

ดร.รัชดา กล่าวถึงรายละเอียดว่า นายกฯ ได้เข้าร่วมการหารือร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และผู้แทนองค์กรเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และแลกเปลี่ยนมุมมองการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคยูเรเชีย

ดร.รัชดากล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญคือ ความร่วมมือด้านพลังงาน ก๊าซ ปุ๋ย รวมถึงแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทย และ เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมระยะต่อไป

โดยนายกฯ มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

1. กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี และปุ๋ย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานอย่างยั่งยืน

2. กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งส่งเสริมความเชื่อมโยงทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจดิจิทัล ภาคธุรกิจ และการติดต่อระหว่างประชาชน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ มุ่งยกระดับความร่วมมือระหว่างภูมิภาค

3. กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย – สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันโดยเร็ว

สั่ง ครม. เตรียมชี้แจง พ.ร.บ.งบฯ

ดร.รัชดา กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ เน้นย้ำถึงการอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. และ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยขอให้ ครม. ใช้โอกาสนี้ในการให้ข้อมูลกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ในทุกข้อซักถาม รวมถึงอธิบายให้ประชาชนได้รับทราบการเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่างๆ และนโยบายที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน

มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกฯ , นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา และร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

เห็นชอบตั๋วร่วมขึ้นรถไฟฟ้าทุกสายจ่าย 17 – 45 บาท เริ่ม ม.ค.ปี’70

ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยต้องเผชิญราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีค่าครองชีพสูง รวมไปถึงอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่ต้องจ่ายค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนและมีราคาแพง เนื่องจากมีผู้ให้บริการหลายรายและค่าโดยสารรถไฟฟ้าแต่ละสายถูกกำหนดขึ้นตามสัญญาสัมปทานระหว่างรัฐและผู้ให้บริการแต่ละราย ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ครม.จึงมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติ ครม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เรื่อง มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย (ระยะที่ 2) และยกเลิกการมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง CCH โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) หารือร่วมกบกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง และออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม พ.ศ. … ให้ภายเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 โดยรัฐบาลจะมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทยทุกคน

สำหรับมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ ครม.รับทราบ ประกอบด้วยหลักการ ดังนี้

1. อัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว (รวมอัตราค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิม 17 บาท) ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลทั้งหมด หากค่าโดยสารตลอดเส้นทางไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ให้จัดเก็บตามจริง และไม่มีการเก็บอัตราค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน โดยจัดเก็บที่สถานีต้นทางเพียงครั้งเดียว

2. ใช้บัตร EMV Contactless Card ในการชำระค่าโดยสาร และ

3. กำหนดค่าโดยสารพิเศษ สำหรับผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส

นอกจากนี้ ครม.ยังรับทราบมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ปี 2568 ที่เห็นชอบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวม โดยให้ รฟม. เป็นหน่วยงานของรัฐรายเดียว เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้า แบบองค์รวม รวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก สายสีเขียวส่วนต่อขยาย สายสีทอง และสายสีแดง รวมถึงรายได้ และภาระของโครงการดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ส่งสภาฯพิจารณาโอนงบปี’69 โปะงบกลาง 10,328 ล้าน

และในวันนี้ที่ประชุม ครม.ยังมีมติรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….และเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว พร้อมเอกสารประกอบ และให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ตามที่สำนักงบประมาณเสนอโดยมีสาระสำคัญดังนี้

1. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ดังนี้

  • เห็นชอบผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. จำนวน 10,328.0651 ล้านบาท นำไปตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
  • เห็นชอบการยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 (เรื่อง ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ และมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง) วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 (เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562) และวันที่ 10 มีนาคม 2569 (เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อเพิ่มระยะเวลาขั้นต่ำในการรับฟังความเห็น) โดยให้มีการรับฟังความคิดเห็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นระยะเวลา 3 วัน
  • มอบให้ สงป. นำผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77 วรรคสอง รวมทั้ง ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จำนวน 10,328.0651 ล้านบาท มาส่งคืนในระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (New Government Fiscal Management Information System: New GFMIS) ต่อไป

2. เพื่อดำเนินการตามนัยมติคณะรัฐมนตรีตามข้อ 1 ดังกล่าว สงป. ได้ดำเนินการ ดังนี้

  • รับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77 วรรคสอง โดยวิธีการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ผ่านเว็บไซต์ของ สงป. (https//www.bb.go.th) ระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายน 2569 (3 วัน) โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเข้าระบบรับฟังความคิดเห็น จำนวน 521 ราย และมีผู้แสดงความคิดเห็น จำนวน 17 ความคิดเห็น โดย สงป. ได้นำผลการรับฟังความคิดเห็นไปประกอบการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายและการจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. รวมทั้งได้จัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ด้วยแล้ว ทั้งนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว สงป. จะได้เผยแพร่รายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ทางเว็บไซต์ของ สงป. ต่อไป

จัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. โดยได้ส่งให้ สคก. ตรวจพิจารณา และได้มีการปรับรูปแบบให้มีความถูกต้องและเหมาะสมยิ่งขึ้นตามแบบการร่างกฎหมาย ตามที่ได้มีการประชุมร่วมกับ สคก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินการตามความเห็นของ สคก. แล้ว รวมทั้งได้จัดพิมพ์ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ดังกล่าว และเอกสารประกอบ รวม 6 เล่ม เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหน่วยรับงบประมาณบางรายการ ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นจำนวน 10,328.0651 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูและบรรเทาผลกระทบจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาความมั่นคงชายแดน ความผันผวนของตลาดการเงิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ขยายเวลา ‘ธงเขียวราคาประหยัดพลัส’ ถึงสิ้น ก.ย.นี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาการดำเนินมาตรการและโครงการของกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (โครงการบรรเทาผลกระทบฯ) (โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส และโครงการเยียวยา ลดค่าครองชีพประชาชน) จากเดิมเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นเดือนพฤษภาคม – กันยายน 2569 โดยให้ใช้กรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่ได้รับอนุมัติ (จำนวน 179.84 ล้านบาท) เพื่อให้การดำเนินมาตรการและโครงการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและเกษตรกร

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส เป็นโครงการช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้าถึงปัจจัยการผลิตทางการเกษตรในราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง โดยสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีช่วงระยะเวลาและความต้องการใช้ปุ๋ยแตกต่างกัน และเกษตรกรมีความต้องการใช้ปุ๋ยปริมาณสูงในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม ในขณะที่โครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน เป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินค้า อุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจฐานรากเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ และสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างทั่วถึง ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินโครงการทั้ง 2 โครงการ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ และนโยบายรัฐบาลภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพ มุ่งรักษากำลังซื้อของประชาชน ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินโครงการในเดือนมิถุนายน – กันยายน 2569 จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ ทั้ง 2 โครงการ จากเดิมเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นเดือนพฤษภาคม – กันยายน 2569 โดยไม่เปลี่ยนแปลงกรอบวงเงินงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ

รับทราบผลงานป้องกันทุจริตจัดซื้อ ‘ปืนสวัสดิการ’ ตามข้อเสนอ ปปช.

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบรายงานผลการดำเนินการตามมาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เสนอ ดังนี้

(1) การพิจารณาอนุมัติให้หน่วยงานของรัฐ ดำเนินการโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการข้าราชการ หรือโครงการในลักษณะเดียวกัน ให้พิจารณาด้วยความรัดกุม คำนึงถึงความจำเป็นและเหมาะสมตามสภาพการณ์ปัจจุบันเป็นสำคัญ

(2) การต่ออายุโครงการจัดหาอาวุธปืน เป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน (ถ้ามี) ต้องพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด

(3) การผ่อนผันคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 108/2535 เรื่อง จำกัดการออกใบอนุญาตให้บุคคลสั่ง หรือนำเข้าซึ่งอาวุธปืนบางชนิด ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2535 (คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 108/2535ฯ) ในลักษณะที่จะให้นายทะเบียนท้องที่อนุญาตให้ร้านค้าอาวุธปืนนำเข้าอาวุธปืนสั้น โดยผ่านช่องทางโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการข้าราชการ ต้องพิจารณาให้เท่าที่จำเป็นและต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด

ทั้งนี้ มอบหมายให้ กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐให้ได้ข้อยุติ โดยให้กระทรวงมหาดไทยสรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ให้รับแจ้งจาก สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

จัดงบเพิ่ม 477 ล้าน หนุนชาวไร่เกี่ยวอ้อยสด – ลด PM2.5

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 เรื่อง มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ฤดูการผลิต ปี 2567/2568 ที่ได้เคยมีมติอนุมัติให้ กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินมาตรการสร้างแรงจูงใจแก่ชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 โดยคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติช่วยเหลือเพิ่มเติม จำนวน 477.05 ล้านบาท ดังนี้

1. เกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM2.5 โดยไม่มีอ้อยเผาในคู่สัญญาเดียวกัน หากมีอ้อยยอดยาว มีกาบใบ และมีสิ่งปนเปื้อนอยู่ในคู่สัญญาเดียวกันให้หักส่วนนั้นออก และมีสัดส่วนปริมาณสิ่งปนเปื้อนในอ้อยไม่เกินร้อยละ 5 จำนวน 1,053 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี จำนวน 5.96 ล้านตัน วงเงินช่วยเหลือ 411.10 ล้านบาท

2. เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสด คุณภาพดีร้อยละ 100 ให้กับโรงงานผลิตเอทานอล จำนวน 3,505 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี จำนวน 0.90 ล้านตัน วงเงินช่วยเหลือ 62.34 ล้านบาท

3. เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 ให้กับโรงงาน ผลิตน้ำตาลทรายแดง จำนวน 109 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี 0.05 ล้านตัน วงเงินช่วยเหลือ 3.61 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการฯ ฤดูการผลิต ปี 2567/2568 โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 จากเดิม สิ้นสุด เดือนธันวาคม 2568 เป็น สิ้นสุดเดือนสิงหาคม 2569

เห็นชอบร่างแถลงงานประชุม รมต.ท่องเที่ยว ‘เอเปค’ ครั้งที่ 13

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ 13 โดยหากมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเติม ปรับปรุง และแก้ไขเอกสารตังกล่าวในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนดรีเพื่อพิจารณาอีก ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ โดยอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย ร่วมให้การรับรองร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเทียวเอเปค ครั้งที่ 13 โดยไม่มีการลงนาม

ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจจีนมีกำหนดเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 27-28 มิถุนายน 2569 ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หัวช้อ “Digital and intelligent lnnovation, Collaborative Empowerment: Leveraging Tourisrn for an Asiai-Pacific Community” โดยที่ประชุมจะมีการรับรองเอกสารผลลัพธ์หลัก คือ ร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปค ครั้งที่ 13

ร่างถ้อยแถลงฯ มีสาระสำคัญ ในการขับเคลื่อน “การท่องเที่ยวดิจิทัลและยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ เสริมสร้างการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน และสนับสนุนความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อความเจริญร่วมกัน ถือเป็นโอกาสสำคัญ ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาค ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ทั้งในด้านการเสริมสร้างภาพลักษณ์ ความร่วมมีอระหว่างประเทศ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ไฟเขียว อว.จับมือ ‘METI’ ศึกษา “ดาวเทียมวงโคจรต่ำ”

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือว่าด้วยกิจกรรมด้านอวกาศ ระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) แห่งประเทศญี่ปุ่น และอนุมัติให้ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความร่วมมือดังกล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า บันทึกความร่วมมือฉบับนี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านอวกาศของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ ความร่วมมือภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากกิจกรรมด้านอวกาศในอนาคต

สาระสำคัญของความร่วมมือครอบคลุมการศึกษาร่วมระหว่างไทยและญี่ปุ่นเกี่ยวกับ “กลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำของโลก” หรือ Low Earth Orbit (LEO) Satellite Constellations ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่สามารถนำมาใช้สนับสนุนการดำรงชีวิตของประชาชน การพัฒนาอุตสาหกรรม และการเสริมสร้างความมั่นคง โดยจะศึกษาศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของญี่ปุ่นให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทย รวมถึงประเมินโอกาสในการดำเนินโครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในอนาคต

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะใช้ผลการศึกษาร่วมดังกล่าวเพื่อสำรวจแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของทั้งสองประเทศ รวมถึงสนับสนุนโครงการด้านอวกาศที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ของประเทศไทย อันเป็นผลจากการใช้ประโยชน์จากกลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำ และอาจขยายความร่วมมือไปสู่ด้านอื่น ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน

สำหรับการดำเนินงานภายใต้บันทึกความร่วมมือ จะมีการศึกษาร่วมโดยประสานงานกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็น การประสานข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และการจัดทำสรุปผลการศึกษาร่วมเพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในระยะต่อไป

ทั้งนี้ บันทึกความร่วมมือดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 3 ปี นับจากวันที่ลงนาม และสามารถขยายระยะเวลาได้คราวละ 3 ปี โดยเป็นกรอบความร่วมมือที่แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายหรือทางการเงิน และไม่มีการโอนทรัพยากรทางการเงินหรือทรัพยากรวัสดุของรัฐระหว่างกัน

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในการสำรวจโอกาสด้านเทคโนโลยีและกิจกรรมอวกาศ ซึ่งจะช่วยวางรากฐานการพัฒนากิจกรรมด้านอวกาศที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศในอนาคต” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

คุมสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ในการกำหนดหลักเกณฑ์สินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจาทางการค้า และแสดงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ครม. จึงมีมติอนุมัติใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1. รับทราบผลการไต่สวนประเทศไทย และ 2. เห็นชอบให้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ” โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน ซึ่งจะมีอำนาจหน้าที่สำคัญในการวางมาตรการ และแนวทางแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงาน หรือ บริการให้สอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) และมีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ และมาตรฐานการตรวจสอบเอกสารรับรองสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยง รวมถึงเสนอบัญชีรายชื่อเสี่ยง (Watchlist/Blacklist) หรือบัญชีรายชื่อสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ (Risk List) ต่อ ครม.

โดยเป็นมาตรการที่ยังไม่เคยปรากฏในประเทศไทย ทั้งนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์ฯ จะก่อให้เกิดแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับ 1) มาตรฐานสากลในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน คือ หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights : UNGP) มุ่งเน้นการปตรวจสอบและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบจนถึงผู้ส่งมอบ และ 2) หลักการของอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 29 ว่าด้วยแรงงานบังคับ ค.ศ. 1930 (C29) พิธีสาร ค.ศ. 2014 ส่วนเสริมอนุสัญญา ฉบับที่ 29 (P29) และอนุสัญญา ฉบับที่ 105 ว่าด้วยการยกเลิกแรงงานบังคับ ค.ศ. 1957 (C105) ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของสหประชาชาติ (UN) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

ร้อยเอกหญิง ภัมร์ดารัสมิ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ ครม. มีมติเห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการดังกล่าวแล้ว จะส่งเรื่องให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 เพื่อบังคับใช้ต่อไป

เสนอ “อุทยานธรณีอุบลราชธานี” ขึ้นทะเบียน ‘ยูเนสโก’

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้เสนอ “อุทยานธรณีอุบลราชธานี” เข้ารับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO Global Geoparks) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อยกระดับแหล่งมรดกทางธรณีวิทยาธรรมชาติ และวัฒนธรรมของประเทศไทยสู่การยอมรับในระดับสากล พร้อมสร้างโอกาสด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชุมชนอย่างยั่งยืน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อุทยานธรณีโลกของยูเนสโกเป็นโครงการที่มุ่งอนุรักษ์และส่งเสริมคุณค่าของแหล่งมรดกทางธรณีวิทยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรม ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่อย่างเหมาะสม ปัจจุบันทั่วโลกมีอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก 229 แห่ง ใน 50 ประเทศ ขณะที่ประเทศไทยได้รับการรับรองแล้ว 2 แห่ง ได้แก่ อุทยานธรณีโลกสตูล และอุทยานธรณีโลกโคราช ส่วนอุทยานธรณีขอนแก่นอยู่ระหว่างการพิจารณาของยูเนสโก

สำหรับอุทยานธรณีอุบลราชธานี ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโพธิ์ไทร อำเภอศรีเมืองใหม่ อำเภอโขงเจียม และอำเภอสิรินธร รวมพื้นที่ประมาณ 1,829 ตารางกิโลเมตร มีความโดดเด่นทางธรณีวิทยาในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะภูมิประเทศที่เกิดจากกระบวนการกัดเซาะของแม่น้ำโขง เช่น “สามพันโบก” แก่งหินขนาดใหญ่ หน้าผาสูงชัน และเสาหินเฉลียง รวมทั้งเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์สำคัญในหมวดหินโคกกรวด ซึ่งมีการค้นพบซากไดโนเสาร์ สัตว์เลื้อยคลานบินได้ จระเข้โบราณ และสัตว์มีกระดูกสันหลังยุคครีเทเชียสจำนวนมาก ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพในอดีตสูงที่สุดของประเทศไทย

นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวยังมีคุณค่าด้านโบราณคดี วิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น อาทิ ประเพณีตักปลาปากบ้อง วัฒนธรรมชุมชนริมแม่น้ำโขง และกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อุทยานธรณีอุบลราชธานีได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานธรณีระดับท้องถิ่นตั้งแต่ปี 2554 และได้รับการรับรองเป็นอุทยานธรณีประเทศไทยเมื่อปี 2566 ปัจจุบันมีระบบบริหารจัดการพื้นที่ที่ชัดเจน มีศูนย์ประสานงานอุทยานธรณีตั้งอยู่ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอุทยานธรณีให้เสนอขอรับการรับรองจากยูเนสโก เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ทางธรณีวิทยา การบริหารจัดการพื้นที่ การมีส่วนร่วมของชุมชน และศักยภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ประเทศไทยจะต้องแสดงความจำนงต่อยูเนสโกภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 และยื่นเอกสารสมัครอย่างเป็นทางการในช่วงวันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและตรวจประเมินพื้นที่โดยผู้เชี่ยวชาญของยูเนสโก

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การได้รับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลกจะช่วยเพิ่มการรับรู้ของนานาชาติต่อแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมของประเทศไทย ดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักวิชาการจากทั่วโลก สร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางธรณีวิทยาควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน อันจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลกด้านการอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน

คุมราคาสินค้า 66 รายการ ช่วย ปชช.ลดค่าครองชีพ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการกำหนดสินค้าและบริการควบคุม จำนวน 66 รายการ แบ่งเป็นสินค้า 61 รายการ และบริการ 5 รายการ ตามมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อให้มาตรการกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการมีผลต่อเนื่อง และสามารถดูแลค่าครองชีพประชาชนได้อย่างทันท่วงที

รองโฆษกฯ กล่าวว่า รายการดังกล่าวเป็นการรวบรวมสินค้าและบริการควบคุมเดิมที่คณะรัฐมนตรีเคยเห็นชอบและ กกร. ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมเพิ่มรายการสินค้าใหม่ 5 รายการ ได้แก่ กากถั่วเหลือง ปลากะพงขาว มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ซีอิ๊ว และน้ำปลา โดยในส่วนของซีอิ๊วและน้ำปลาเป็นการปรับแยกจากรายการ “ซอสปรุงรส” เพื่อให้การกำกับดูแลมีความชัดเจนและสอดคล้องกับสภาพตลาดมากขึ้น

ทั้งนี้ การกำหนดสินค้าและบริการควบคุมดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งให้อำนาจ กกร. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ประกาศกำหนดสินค้าและบริการควบคุม เพื่อป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่าย หรือเงื่อนไขทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยต้องมีการทบทวนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลราคาสินค้าจำเป็นและบริการที่กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนการผลิตและภาวะตลาดมีความผันผวน การกำหนดรายการสินค้าและบริการควบคุมจะช่วยให้ภาครัฐสามารถติดตามสถานการณ์ กำกับดูแลราคา ป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค และดูแลให้สินค้ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ

“รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้กลไกกฎหมายอย่างเหมาะสม เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน รักษาความเป็นธรรมทั้งต่อผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ตลอดจนสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวม” รองโฆษกฯ กล่าว

เห็นชอบร่างปฏิญญาสหประชาชาติ-ยุติปัญหาเอดส์ในปี’73

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาทางการเมืองเรื่องเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2569 (Political Declaration on HIV and AIDS 2026) เพื่อใช้เป็นท่าทีของประเทศไทยในการประชุมระดับสูงของสมัชชาสหประชาชาติว่าด้วยเอชไอวีและเอดส์ พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–23 มิถุนายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญที่องค์การสหประชาชาติจัดขึ้นทุก 5 ปี เพื่อทบทวนความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านเอชไอวี และเอดส์ของประเทศสมาชิกทั่วโลก และร่วมรับรองกรอบความร่วมมือฉบับใหม่สำหรับช่วงปี 2569–2574 ภายใต้หัวข้อ “United to End AIDS by 2030” หรือ “ร่วมกันยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573”

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี จากการดำเนินมาตรการเชิงรุกทั้งด้านการป้องกัน การตรวจวินิจฉัย การรักษาด้วยยาต้านไวรัส การลดการตีตราและเลือกปฏิบัติ ตลอดจนการยุติการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก ส่งผลให้อัตราการติดเชื้อรายใหม่และอัตราการเสียชีวิตจากโรคเอดส์ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ไทยได้ร่วมรับรองปฏิญญาทางการเมืองฉบับปี 2564 และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ พ.ศ. 2560–2573 อย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้เหลือไม่เกิน 1,000 รายต่อปี ลดการเสียชีวิตจากโรคเอดส์ให้เหลือไม่เกิน 4,000 รายต่อปี และลดการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศภาวะลงร้อยละ 90

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร่างปฏิญญาฉบับปี 2569 เน้นการเร่งรัดมาตรการสำคัญเพื่อฟื้นความก้าวหน้าที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความเหลื่อมล้ำ การตีตรา และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยให้ความสำคัญกับการขยายมาตรการป้องกันเอชไอวีแบบผสมผสาน การเพิ่มการเข้าถึงการตรวจและรักษาอย่างทั่วถึงเพื่อบรรลุเป้าหมาย 95-95-95 การยุติการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก การลดการตีตราและเลือกปฏิบัติ การส่งเสริมการเข้าถึงยา เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างเท่าเทียม รวมถึงการสนับสนุนบทบาทของชุมชน ภาคประชาสังคม และเยาวชนในการขับเคลื่อนงานด้านเอชไอวีและเอดส์

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างปฏิญญาดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของประเทศไทย และแนวทางการยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 อีกทั้งเป็นเพียงเอกสารแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในระดับรัฐบาล ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ

“การเข้าร่วมรับรองร่างปฏิญญาทางการเมืองครั้งนี้ สะท้อนบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในเวทีสาธารณสุขโลก และจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านสุขภาพ สนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมขับเคลื่อนเป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ตั้ง ‘สุทธาภา อมรวิวัฒน์’ ประธานบอร์ดเร่งรัดวิจัยนวัตกรรม ฯ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ มีรายละเอียดดังนี้

1. เรื่อง คณะกรรมการต่าง ๆ ที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ขอเพิ่ม “ผู้แทนกรมการขนส่งทางราง” เป็นกรรมการในคณะกรรมการประสานการขนส่งผ่านแดนแห่งชาติ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป

2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิในส่วนราชการต่าง ๆ รวม 8 ราย ดังนี้

1. นางสาวเบ็ญจ์สชีว์ ปัทมดิลก ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ด้านเวชกรรม สาขาตจวิทยา สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2568

2. นางภัคนี สิริปูชกะ ให้ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ (ด้านสาธารณสุข) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2568

3. นางวรรณรัตน์ พงศ์พิรุฬห์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม) สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2568

4. นายกิตติ์พงศ์ สัญชาตวิรุฬห์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

5. นางสาวรัชนี ฉลองเกื้อกูล ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาจิตเวช) โรงพยาบาลศรีธัญญา กรมสุขภาพจิต ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568

6. นางวิรีย์อร จูมพระบุตร ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาจิตเวช) โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ กรมสุขภาพจิต ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2568

7. นายมนัส รามเกียรติศักดิ์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านอนามัยแม่และเด็ก) กรมอนามัย ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2568

8. นางวิมล บ้านพวน ให้ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขทรงคุณวุฒิ (ด้านส่งเสริมสุขภาพ) กรมอนามัย ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2568

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานเร่งรัดการวิจัย และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ รวมจำนวน 7 คน ดังนี้

1. นางสาวสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ประธานกรรมการ

2. นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3. นางสาวพัชรินรุจา จันทโรนานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4.นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5. นายฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6. นายนัยวุฒิ วงษ์โคเมท กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

7. นายประยูร ลิ้มสุข กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

4. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการอื่น (ผู้แทนกองทัพอากาศ) ในคณะกรรมการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง พลอากาศโท จุมพล คล้อยภยันต์ เป็นกรรมการอื่น (ผู้แทนกองทัพอากาศ) ในคณะกรรมการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย แทนพลอากาศตรี วุฒิ น้อยเชี่ยวกาญจน์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

5. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) ประธานกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เสนอแต่งตั้ง นายนพดล เภรีฤกษ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านนิติศาสตร์) ในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างมีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังอยู่ในตำแหน่ง

6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายปกรณ์เกียรติ วาณิชวัฒนากุล ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...